จิตเศรษฐี

by kidmai

July 23, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

กรกฏาคม 2555

        ทุกคนอยากเป็นเศรษฐี แต่ทั้งที่อยากจนฝันอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกว่าตนจะต้องเป็นเศรษฐีแต่กลับหาได้น้อยคนนักที่ทราบความหมายที่แท้ของคำ ๆ นี้
เศรษฐี ถ้าแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตจะมีอยู่ 2 นัยยะนั่นคือหมายถึง ผู้มั่งคั่ง กับ ประมุขพ่อค้า
และถ้าเจาะให้ลึกถึงรากศัพท์ด้วยการเอาสระอีออกเหลือแค่คำว่า เศรษฐ ก็จะหมายถึง ดี เลิศ ประเสริฐ

        บางท่านอาจร้อง “เอะ” พร้อมมีความสงสัยเกิดขึ้นว่าปกติรากศัพท์เดียวกันความหมายก็จะเหมือนกันหรือไปทางเดียวกัน แล้วนี่ต่างแค่สระหนึ่งตัวทำไมเหมือนความหมายไม่ค่อยจะเนื่องกันเท่าไหร่เลย พอเป็นคำคุณศัพท์หมายไปถึงความดี แต่พอเป็นคำนามกลายเป็นเรื่องของคนรวย

สงสัยกันไหมครับ ?

        ใครที่อยากเป็นเศรษฐีก็ควรจะสงสัยเสียหน่อยจะได้หาคำตอบกันเสียก่อนไม่งั้นหากตั้งเป้าผิดเส้นทางการเดินทางย่อมผิดไปด้วย ยิ่งการเดินทางนี้เป็นการเดินทางด้วยเวลาทั้งชีวิตของเราเองหากองศาที่ตั้งต้นคลาดเคลื่อนแค่เพียงนิด เป้าหมายที่ไหปถึงอาจอยู่กันคนละทวีปเอาเลยก็ได้ ที่ฝันอยากเป็นเศรษฐีกันสุดท้ายอาจกลายเป็นยาจกข้นแค้นเอาได้ และจะว่าไปคนส่วนใหญ่ที่อยากเป็นเศรษฐีก็มักลงเอยเช่นนั้นเสียด้วย ซึ่งสาเหตุสำคัญก็เพราะองศา หรือความเข้าใจสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นนั้นผิด ยังไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐีที่แท้ ยังไม่รู้ว่าเศรษฐีจริง ๆ แล้วคืออะไรก็หลับหูหลับตาเดินไปเลยกลายเป็นยาจกดั่งกล่าว

        อย่างว่าแต่คามหมายตามนัยยะที่ถูกต้องเลย แม้แต่ความหมายตามที่ค่านิยมสังคมปัจจุบันตั้งไว้ยังหาจุดวัดความเป็นเศรษฐีที่แท้กันไม่ได้

บางคนต้องมีพันล้านถึงจะเป็นเศรษฐี แต่บางคนหอบเงินแสนกลับบ้านเกิดเพื่อนบ้านก็เรียกเศรษฐีใหม่กันแล้ว

        หรือบางคนโชคดีได้มรดกสิบล้านก็ลาออกจากงานมานั่งเครียดกับการบริหารจัดการจะดูแลจัดสรรอย่างไรดี ขณะที่บางคนมีหลายหมื่นล้านก็ยังพอไม่เป็น ยังหยุดไม่อยู่

ซึ่งเมื่อเป้าไม่ชัดการเดินย่อมเขวง่าย ลงข้างคูคลองได้ง่าย

        ดังนั้นใครอยากเป็นเศรษฐีควรทราบถึงความหมายที่แท้จริงเสียก่อนจะได้ไม่แฉลบออกนอกทาง เดินตรงสู่ความฝันนั้น

        เริ่มกันจากต้องเชื่อเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วทั้ง 2 คำที่ยกมานั่นน่ะเรื่องเดียวกันครับ !และเชื่อด้วยว่าเศรษฐีที่แท้นั้นเขาไม่ได้วัดกันที่ความรวย หรือทรัพย์สินเงินทองเพราะหากวัดเช่นนั้นจะหาเกณฑ์ไม่ได้ดั่งที่คุยกันเมื่อครู่

แต่เศรษฐีเขาวัดกันที่ความดี เลิศ ประเสริฐนั่นต่างหากครับ

        คุณต้องทำงานจนสำเร็จเป็นผู้มั่งคั่งเพียงพอ คุณถึงจะแบ่งปันได้จริงไหมครับ ดังนั้นเกณฑ์วัดง่าย ๆ คือเมื่อคุณยังไม่สามารถแบ่งได้ก็แปลว่าคุณยังมีไม่พอนั่นคือคุณยังไม่เป็นเศรษฐี หรือเอาให้ชัด ๆ แม้จะสะเทือนใจกันก็คือคุณยัง “จน” อยู่ ถึงยังต้องดิ้นแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอไม่ว่าคุณจะมีเงินเท่าไหร่แล้วก็ตาม แต่เมื่อใดที่คุ ณ “พอแล้ว” พอเป็นเมื่อนั้นถึงจะพอเรียกได้ว่าคุณเป็น “คนรวย” และเมื่อคุณแบ่งปันสิ่งที่คุณมีนั้นเพื่อคนอื่น ๆ ได้นั่นแหละถึงจะเป็นเศรษฐีที่แท้

        ถ้าสังเกตุจะเห็นการแปลความหมายของเศรษฐีที่ผมยกมาเมื่อต้นบทว่ามีการแปลว่า “ประมุขพ่อค้า” ซึ่งก็คือสิ่งนี้แหละครับ คือพ่อค้าที่ทำงานจนสำเร็จแล้ว มีความ เอื้ออาทรบริวาร ช่วยเหลือพ่อค้าต่างแดนที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองด้วยการตั้งโรงทานไว้คอยช่วยเหลือด้วย นี่แหละความหมายของเศรษฐีเมื่อครั้งอดีต

        หรือจะพูดกันเองก็ได้ว่าตัววัดความเป็นเศรษฐีก็คือการมีโรงทานแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่นได้ มี 1 โรงก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำเมืองไป มีครบ 4 มุมเมืองก็ได้ตำแหน่ง “มหาเศรษฐี” ไป

        เห็นไหมครับ รากศัพท์เดียวกันก็คือเรื่องเดียวกัน คุณต้องค้าขายสำเร็จ มีทรัพย์สินพอเพียง ใจใหญ่เหนือพ่อค้าอื่น ๆ คือเป็นประมุขพ่อค้า มีใจดี เลิศ ประเสริฐ มีใจเป็นเศรษฐ ช่วยเหลือคนอื่นถึงจะครบถ้วนคำว่าเศรษฐีที่แท้

        ทำเงินไม่รู้จักพออย่างนี้เท่าไหร่ก็ยังเรียกว่าเป็นคนจนอยู่
ทำงานเก็บเงินพอแล้วใจไม่โลภมากแล้วอย่างนี้ควรเรียกคนรวยได้
และเมื่อทำงานมีพอทั้งพอจนปันได้เช่นนี้ถึงคู่ควรกับคำว่าเศรษฐีตัวจริง
อยากเป็นเศรษฐีกันต้องเริ่มที่มีจิตอย่างเศรษฐีเป็นลำดับแรกครับ
มาเป็น “อภิมหาเศรษฐี” กันเถิดครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *