ตะกอนน้ำ

by kidmai

December 18, 2011

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business Ways

ธันวาคม 2554

        ประเทศเราได้เจอวิกฤติการณ์ใหญ่ที่ต้องจารึกไว้เป็นอีกหน้าหนึ่ง(หรือหลายหน้า)ของประวัติศาสตร์ นั่นคือมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ ที่ครึ่งประเทศประสบชะตากรรมรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา

        มิพักต้องพูดถึงความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเชิงรูปธรรมที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุว่าหนักหนากว่าความสูญเสียจากคลื่นยักษ์สึนามิเสียอีก เสียหายไล่ไปในทุกระดับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก โรงงานยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโดนน้ำพัดพาจนแทบไม่เหลืออะไรเท่าๆ กับบ้านไม้ กระต๊อบหลังน้อยของชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ

        และที่เสียหายยิ่งกว่าแม้จะไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ก็คือความสูญเสียเชิงนามธรรมทางจิตวิญญาณที่คนทั้งประเทศตกอยู่ในความเครียด กลัว กังวล ต่ออนาคตที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า

        ความกลัว ความเครียด หรือความวิตก ความกังวลนี้แท้จริงแล้วมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือเป็นลูก เป็นหลานของกิเลสตัวพื้นฐาน หรือกิเลสตัวแม่นั่นคือ “โทสะ”

        ใจที่โดนโทสะครอบงำมีอาการร่วมกันคือการ “ผลักไส” อารมณ์ที่ไม่ชอบใจนั้นออกไปให้พ้นๆ มีตั้งแต่ระดับทารกแบเบาะอย่างความเคืองใจ โตขึ้นมาเป็นความขุ่นใจ เติบใหญ่เป็นโกรธ โมโห และแกร่งเต็มที่กับการระเบิดออกมาเป็นการกระทำต่างๆที่จะทำให้อารมณ์ไม่ถูกใจนั้นสลายไปอย่างทันที

        ใครมีศีล มีธรรม มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมก็ผลักไสอารมณ์นั้นด้วยวิธีการที่ถูกทำนองคลองธรรม ส่วนคนที่ไม่มีความละอายก็สามารถทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวพ้นจากสภาพน่าอึดอัดนั้นโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ หรือผลกระทบต่อคนอื่น

        ช่วงวิกฤติที่ต่างคนต่างเอาตัวรอดนี้จึงนับเป็นบททดสอบสำคัญว่าใครเกิดเป็นคนแล้วมีใจสูงอย่างมนุษย์ หรือเกิดเป็นคนแต่ใจต่ำเหมือนสัตว์นรก

        ความเสียหายทางวิญญาณนี้ใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถคำนวณผลเสียหายออกมได้เลย แต่มั่นใจได้ว่ามูลค่านั้นมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่เราตกอยู่ในภาวะภัยพิบัตินั้น เชื้อโทสะได้สะสมไว้ในใจวันละเล็ก ละน้อย ทุกวัน ตลอดวัน ตลอดคืนจนบางคนอาจกลายเป็น “นิสัย” ไปเลย ขณะที่บางคนหนักกว่าอาจต่อไปจนกลายเป็น “สันดาน” ที่จะมากำหนดชีวิตของเขาในอนาคต

        ช่วงฟื้นฟูนี้ เราร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะเคหะสถาน ไร่ นา อาคารกันอย่างเต็มที่ แม้จะต้องใช้เวลาแต่จะช้าเร็วเดี๋ยวก็คืนสู่ความปกติ

        แต่ใจที่เสียไปกับโทสะนั้นไม่มีใครสังเกตุเห็น ไม่มีใครบูรณะ ซึ่งนั่นหมายถึงสังคมเราถัดจากนี้จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยมวลใหญ่ของกระแสโทสะ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพาไปสู่จุดใด

        ฉะนั้นเราจึงไม่ควรมุ่งบูรณะเฉพาะของที่มองเห็นด้วยตา แต่ควรย้อนมาสำรวจในใจเราด้วยว่ามีตะกอนของความเครียดตกอยู่ที่ก้นบึ้งไหม ถ้ามีต้องรีบขจัดทิ้งอย่าปล่อยมันไว้ มันจะทำให้เราเกิดความเสี่ยงต่ออนาคตที่จะกลายเป็นคนคิดมาก โกรธง่าย วิตกจริต และจะตามมาด้านกายภาพคือโรคที่ก่อตัวจากสารแห่งความเครียดที่ฝังอยู่กับตัวเรา

        มาบูรณะ ซ่อมแซมใจเรากันหลังน้ำลดนี้ด้วยครับ !
ขจัดคราบเลน โคลนฝังพื้นบ้านหลังน้ำลดใช้แปรงขัด น้ำยาขัด
จะขจัดคราบโทสะฝังใจเราก็ด้วยแปรงและน้ำยาเหมือนกัน
แปรงนั้นคือสมาธิที่เกิดจากใจที่สงบ มีพลัง
น้ำยานั้นคือความเมตตา กรุณาต่อคนอื่น
ใช้ของคู่ตรงข้ามมาแก้กัน

        เราสะสมความเครียดที่มาจากเชื้อโกรธ เกลียด จะแก้ก็เติมความรัก ความเอื้ออาทรเข้าไปแทน และจะให้ดีก็เติมด้วยพลังจะได้ขจัดสิ่งฝังลึกนั้นได้ถึงรากขึ้น

        อย่าประมาทนะครับ หลายเดือนนี้เราอาจไม่ทันสังเกตุตัวเอง พ้นวิกฤติแล้วปล่อยเลยไม่ชำระสะสางตะกอนจากน้ำ ผลระยะยาวอาจเลวร้ายกว่าที่คิดทั้งนิสัยขี้ระแวง และโรคทางกาย

        ใครมีกำลังก็นำมาช่วยคนอื่นๆ กันครับ ซึ่งที่จริงก็คือช่วยตัวเราเองด้วย ใจที่ชุ่มชื่นจากการทำดี มีเมตตา ความชื่นใจที่เห็นคนได้ประโยชน์จากเราจะย้อนมาเป็นกำลังสำคัญให้ใจเรานุ่มนวล เหมือนผ้าไหมนุ่มพริ้วชวนสัมผัส

        ทุกคนมีสิ่งที่ช่วยคนอื่นได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง ทรัพย์สินใดๆ แรงงาน แรงกายก็ช่วยคนอื่นได้ ความรู้ ประสบการณ์ก็สามารถนำมาปันเป็นวิทยาทานได้

อย่าลืมมาล้างตะกอนน้ำในใจเรากันด้วยครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *