ครู 4.0

by admin

February 8, 2018

Intania

0 comments

วารสาร Intania

ยุคนี้เป็นยุค 4.0 ผู้นำมีวิสัยทัศน์ว่าจะสร้างประเทศให้เป็นประเทศไทย 4.0 ทำให้ประชาชนในทุกวิชาชีพต้องทำตัวให้ 4.0 ไปด้วย
ซึ่งในวันครูที่ผ่านมาที่ผมมีคิวจัดรายการวิทยุการศึกษานั้นในรายการมีการเปิดประเด็นคำถามว่าครู 4.0 นั้นเป็นเช่นไร
ผมเห็นว่านี่เป็นคำถามที่ดีมากเลยขอนำมาแบ่งปันทางนี้ด้วย เพราะนี่เป็นคำถามที่ไม่ควรจะเพียงใช้ความรู้สึกอัตโนมัติยามได้ยินคำว่า 4.0 มาตอบแบบเหมา ๆ รวม ๆ ว่าก็คงหมายถึงการนำเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต โซเชียลหรือความล้ำสมัยต่าง ๆ มาใช้ในวิชาชีพนั้น ๆ แต่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างชัดเจน เพราะถ้าภาพเป้าหมายผิด ที่ทุ่มเทพยายามผลักดันเดินทางกันเหนื่อยยากนั้นก็จะผิดตามไปด้วย เหมือนอย่างวันหยุดยาวซาวเสียงสมาชิกทุกคนในบ้านก็บอกจะไปเชียงใหม่กัน ถามลูก ลูกก็บอกเชียงใหม่ ถามหลาน หลานก็ไปเชียงใหม่ ถามปู่ ถามย่าก็ไปเชียงใหม่ ทุกคนในบ้านเก็บกระเป๋าเตรียมสัมภาระเข้าของจะไปเชียงใหม่กันหมด แต่พอเอาเข้าจริงยังไม่มีใครรู้เลยว่าเชียงใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร สภาพภูมิอากาศร้อนเย็นแค่ไหน ที่เที่ยวมี อะไรบ้าง อาศัยได้ยินแต่เสียงลือ เสียงเล่าอ้างว่าเชียงใหม่นี้สวยงามน่าไป ก็รีบสรุปโปรแกรมกัน จนสุดท้ายอาจมีการติดห่วงยางไปด้วยหวังจะไปเล่นน้ำด้วยเสียอย่างนั้น
ก็ไม่ต่างจากยุค 4.0 นี่เหมือนกันครับ จะไปกันทราบหรือยังว่า 4.0 หน้าตาเป็นอย่างไร
จะตอบคำถามนี้ให้เห็นภาพต้องทราบก่อนว่าแล้ว 1.0 2.0 3.0 คืออะไร ซึ่งจากที่ให้คำจำกัดความกันไว้ ก็พอกล่าวได้ว่า
– ประเทศไทย 1.0 ก็คือสภาพประเทศที่เราคุ้นเคยมาตลอดช่วงชีวิตคือเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนดำรงชีพด้วยการทำเกษตร เพาะปลูก เก็บเกี่ยวนำผลผลิตไปขาย จะมีแปรรูปบ้างก็เป็นการทำกันในครัวเรือน
– ประเทศไทย 2.0 ก็เป็นยุคถัดมาที่เราต้องการเปลี่ยนประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม มีการเริ่มทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีการกู้เงินมาลงทุนในระบบสาธารณูปโภค รัฐบาลส่งสเริมให้เกิดอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น
– ประเทศไทย 3.0 ก็ขยับมาอีกนิดในช่วงที่เราจะเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ปรับระดับของอุตสาหกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหนัก ยกระดับเครื่องจักรในโรงงานเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย อัตโนมัติทั้งระบบเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าออกมาได้เป็นจำนวนมากที่สุด
จนมาถึงวันนี้ที่เราบอกจะให้เป็นประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งไปในเรื่องของการผลิตนวัตกรรม สินค้าที่มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเติบโตได้แบบเท่าทวี
นี่เป็นนิยามที่มักใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งหากพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่านั่นเป็นเพียงภาพภายนอก ที่หากจะเอาให้ชัดจริง ๆ เราต้องรู้ถึง “แก่น” ของแต่ละยุคนั้นว่า 1 2 3 และ 4 โดยเนื้อแท้แล้วคืออะไร ซึ่งหากเจาะลึกลงไปในมิติของ “วิถีชีวิต” หรือ “วิธีคิด” ก็พอจะสามารถบอกได้ว่า
ยุค 1.0 เป็นยุคของสังคมเกษตรกรรม ยุคที่คนทำงานหนักแต่ได้ผลผลิตน้อย ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ทำมากได้น้อย
ยุค 2.0 เป็นยุคสังคมอุตสาหกรรมเบา มนุษย์เริ่มทำเครื่องทุ่นแรงในการทำงานมาใช้ในการผลิต เพื่อให้ทำงานได้ไวขึ้น ทำงานน้อยลง ได้ผลมากขึ้น
ยุค 3.0 เป็นยุคสังคมอุตสาหกรรมหนัก สังคมที่ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย เครื่องจักรสามารถผลิตสิ่งของออกมาในปริมาณที่มาก เรียกได้ว่า ทำน้อยลงไปอีกแต่ได้ผลมากขึ้นอีก
ส่วนยุค 4.0 คือยุคสังคมแห่งการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำงาน โดยการทำอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ หรือความคิดทางด้านนวัตกรรม นั่นก็คือ “การทำให้น้อยที่สุดแต่ให้ได้ผลออกมากที่สุด” นั่นเอง
แต่การสรุปด้วยคำ “ทำน้อยได้มาก” นี้แม้จะตรงและเห็นภาพชัดแต่ก็อาจทำให้คนฟังรู้สึกถึงความไม่ดีแต่ฝ่ายเดียวได้ ดังนั้นก็ขอเตือนให้มองการทำน้อยได้มากนั้นในมุมที่สร้างสรรค์ นั่นคือมุมของการบริหารที่จะต้องบริหารทรัพยากรต่าง ๆ ด้วยความฉลาดถึงขีดสุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางงบประมาณที่จะต้องลงทุนให้น้อยที่สุดแต่ได้ผลตอบรับมากมายมหาศาลอย่างที่เรียกว่า Start Up ทรัพยากรด้านช่องทางที่ต้องใช้ช่องทางที่ถูกและกว้างไกลที่สุดอย่างโลกไซเบอร์ หรือต้องใช้ทรัพยากรด้านเวลาให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งก็มักจะเป็นการใช้อินเตอร์เน็ต (นั่นทำให้คนมอง 4.0 ติดอยู่แต่กับเรื่องของเทคโนโลยี)
พอทราบแก่นเช่นนี้แล้วคำตอบก็ไม่ยากเกินไปแล้วครับ
หน้าที่ของครู 4.0 จึงต้องสามารถสอนให้ศิษย์มีความสามารถในการทำน้อย ได้มาก แต่ไม่ใช่สอนให้ขี้เกียจ หรือคดโกงนะครับ ครูต้องสอนเด็กให้มีความคิดทางด้านนวัตกรรมเพื่อมาบริหารทรัพยากรสังคม ประเทศ และโลกใบนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คือการทำน้อยแต่ได้ผลผลิตในการแก้ปัญหาทางสังคมได้มาก ส่วนการจะพึ่งพาเทคโนโลยี หรือไม่นั้นผมมองว่าเป็นประเด็นรองลงไป นี่คือหน้าที่ของครูยุค 4.0 ครับ
ขณะที่ตัวครูเองก็ต้องเป็นครู 4.0 ด้วยเช่นกัน นั่นคือต้องเป็นครูที่สอนศิษย์น้อยแต่ศิษย์กลับได้ผลมาก
แล้วสอนอย่างไรให้น้อยแล้วเด็กได้มาก คำตอบก็คือการสอนให้เด็กรักที่จะไปหาความรู้กันเองนั่นเองครับ เพราะเมื่อครูสามารถกระตุ้นให้เด็กเกิดนิสัยการรักที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองพร้อมให้เครื่องมือในการไปแสวงหาความรู้นั้นแก่เด็ก ผลที่ตามมาจะทวีค่าอย่างนับไม่ถ้วน เด็กจะตามศาสตร์ใหม่ ๆ ด้วยตัวเองได้ตลอดไม่ต้องรอเพียงเข้าชั้นมาเรียนกับครู นี่ล่ะครับ สอนน้อยได้มาก
สุดท้ายผมขอสรุปครูยุคต่าง ๆ ดังนี้ครับ
ครู 1.0 สอนให้เด็กจำ
ครู 2.0 สอนให้เด็กคิด
ครู 3.0 สอนให้เด็กวิเคราะห์และสังเคราะห์
ครู 4.0 สอนให้เด็กไปหาความรู้ได้เองครับ
เอ..ว่าแต่วิศกร 4.0 นี่จะเป็นอย่างไรกันนะ

Read more

กิเลส 1500 ตัณหา 108

by admin

January 14, 2018

Intania

0 comments

ช่วงปลายปีต่อต้นปีเช่นนี้เป็นช่วงแห่งความสุขของหลาย ๆ คน
ลมหนาวที่โชยเข้ามาแม้จะไม่เย็นจัดทั้งยังเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ก็พอให้คนที่อยู่ในเขตร้อนอย่างพวกเราได้อิ่มเอมกับบรรยากาศเนิบ ชิล เนรมิตความรู้สึกแสนโรแมนติกสุดพิเศษให้เกิดขึ้นได้
อีกทั้งสารพัดงานเลี้ยงประจำปีที่มักจะจัดกันช่วงนี้ก็ทำให้ได้บันเทิงเริงใจกันบ้างหลังจากเครียดกันมาตลอด 12 เดือน
ที่สำคัญด้วยสมมติแห่งการเปลี่ยนปีพ.ศ.ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความหวังว่าปีหน้าฟ้าใหม่นี้จะมีสิ่งดี ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต เป็นช่วงที่ใช้เติมเต็มชีวิตด้วยความฝันก่อนจะต้องเผชิญกับความจริง (ที่มักจะไม่ตรงกับความฝัน) ในปีต่อไป
ลูกจ้าง พนักงานก็หวังจะได้เงินเดือนปีใหม่นี้เพิ่มขึ้นเยอะ ๆ แถมโบนัสก้อนโต ๆ กับตำแหน่งที่สูงขึ้น
มนุษย์เงินเดือนก็หวังเปลี่ยนสถานะมาเป็นเจ้าของกิจการ
เจ้าของกิจการก็หวังยอดขายให้เติบใหญ่แบบก้าวกระโดด
นักลงทุนก็หวังขยายสาขา โรงงาน บุกตลาดโลกกัน
นั่นเป็นความหวัง และความฝันมาตรฐานของคนในวัยทำงาน
แล้วถ้าไม่ได้ทำงานแล้วเป็นคนวัยเกษียณล่ะปีใหม่นี้ควรหวังอะไรดี ?
คำตอบที่ถูกต้องสำหรับชาวพุทธก็คือหวังว่าชีวิตปีใหม่นี้จะมีความสุขมากขึ้น มีปัญญาสะสมไว้เป็นเสบียงเพื่อเดินทางต่อไปสู่ที่สุดแห่งความสุขหรือนิพพานในเวลาอันใกล้ หรืออย่างน้อยก็ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้น เป็นทุกข์จากความร้อยรัดของ “กิเลสตัณหา” น้อยลง
พอได้ยินคำว่ากิเลสตัณหานี่แล้วหลายท่านก็คุ้นจนนึกว่าเป็นคำ ๆ เดียวกัน เป็นคำสร้อยที่ต่อกัน รวมถึงวลีอย่าง “กิเลส 1500 ตัณหา 108” ด้วยที่ได้ฟังแล้วก็เหมือนเป็นการสร้างคำสวยของนักกลอน นักประพันธ์ชั้นครูไป
ที่จริงแล้วกิเลสกับตัณหานี้เป็น 2 คำที่ต่างกันครับ หรือจำนวนกิเลสและตัณหา พันห้า ร้อยแปดนี้เป็นจำนวนจริงที่ระบุในตำราไม่ใช่คำแต่งแต่อย่างใด ซึ่งในฐานะชาวพุทธก็ควรที่จะทราบที่มาของจำนวนนี้ไว้บ้างเพื่อที่เมื่อถึงเวลาต้องทำงานขูดเกลา ขจัดกิเลสจะได้ทราบแหล่งก่อกำเนิดศัตรูร้ายของชีวิตตนนี้ จะได้จัดการได้อย่างมีประสิทธิผล
เริ่มจากความหมายของกิเลสกันก่อน กิเลสนั้นหมายถึงสิ่งที่ทำให้จิตเร่าร้อนมี 3 ระดับ คือ อย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส) ที่บงการให้ทำผิดทางกาย วาจาสามารถกำจัดได้ด้วยการมีศีล อย่างกลาง (ปริยุฎฐาน) ยังไม่ถึงกับบงการให้แสดงออกทางกายกับวาจาได้เกิดอยู่ในจิตสามารถกำจัดได้ด้วยสมาธิ และอย่างละเอียด (อนุสัย) จะนอนเนื่องอยู่ในจิตเป็นเชื้อที่จะก่อให้เกิดกิเลสในขั้นที่สูงขึ้นสามารถกำจัดได้ด้วยปัญญา
สำหรับประเภทของกิเลสนั้นมี 10 อย่างได้แก่
1. โลภะ ความรัก ความพอใจ
2. โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ
3. โมหะ ความหลง ความไม่รู้
4. มานะ ความถือตัว
5. ทิฏฐิ ความเห็นผิด
6. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
7. ถีนะ ความหดหู่
8. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
9. อหิริกะ ความไม่ละอายต่อความชั่ว
10. อโนตตัปปะ ความกลัวต่อบาป
กิเลสสามารถเกิดได้ที่จิต 1, เจตสิก 52 และรูป 22 รวมเป็น 75 ดังนั้นจึงมีกิเลสได้ทั้งหมด 10 * 75 = 750 และเกิดได้เป็นในตัวของเราเองกับในตัวของคนอื่นก็คือคูณ 2 ไป จึงกลายเป็นกิเลส 1500 ดังกล่าว
ส่วนตัณหานั้นหมายถึง อาการทะยานอยากในอารมณ์ต่าง ๆ มี 3 ประเภทคือ
กามตัณหา ความอยากในรสสัมผัสต่าง ๆ
ภวตัณหา ความอยากเป็น ความอยากอยู่ในสภาวะใด ๆ
วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น ความอยากพ้นไปจากสภาวะใด ๆ
ตัณหาอาศัยอารมณ์เกิดได้ 6 ช่องทางคือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและอารมณ์ทางใจจึงกลายเป็น 3 คูณด้วย 6 จึงเป็น 18 และเกิดได้ใน 3 กาลคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต จึงคูณไปอีก 3 กลายเป็น 54 และเช่นกันคือเกิดในตนเองและกับคนอื่นก็คูณไปอีก 2 กลายเป็นตัณหา 108
ที่แจกแจงมาไม่ใช่เพื่อให้ท่องจำเอาไปทำข้อสอบแต่อย่างใด แต่อยากให้เวลาพูดหรือได้ยินวลีคุ้นเคยนี้จะได้ระลึกว่ามันมีกิเลสอยู่ 1500 มีตัณหาอยู่ 108 จริง ๆ ที่คอยจ้องขย้ำเราให้เป็นทาสอยู่ ที่เมื่อรู้แล้วก็ต้องจัดการเพราะกิเลสเป็นของน่ารังเกียจที่ไม่ควรเก็บไว้นานควรหาวิธีกำจัดเสียโดยไว ซึ่งวิธีรวบยอดก็คือการมี “สติ” นั่นเองเพราะสตินั้นโดยธรรมชาติของมันมีหน้าที่ในการป้องกันความชั่วร้ายอยู่แล้ว
ซึ่งการจะมีสติได้นั้นก็ต้องใช้การเจริญสติ ที่อาจคุ้นหูกันก็คือการเจริญสติปัฏฐาน 4 ขยายความอีกหน่อยคือการหมั่นมาระลึกรู้ของ 4 อย่างได้แก่ ร่างกาย ความรู้สึก จิตใจ และธรรมชาติ หมั่นเวียนมาระลึกรู้ในขอบเขต 4 อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ท่านว่าจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ของการปฏิบัติธรรมนำไปซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดคือพ้นไปจากกิเลสและตัณหา
ฟังเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายครับ ไม่เชื่อลองถามแล้วตอบตัวเองดูว่าตอนนี้เรารู้อะไรใน 4 อย่างนี้ไหม ถ้าไม่โกหกตัวเองหรือเข้าใจอะไรผิดไปเองเชื่อว่าหลายคนจะไม่รู้ครับ เราไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้เรานั่ง ยืนเดินอย่างไรอยู่ เราไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้เราสุขเราทุกข์ เราไม่ค่อยรู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเราไม่ค่อยรู้ธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ
เรามักรู้กันแต่เรื่องที่คิด เรื่องที่อยากได้ และนั่นเองคือสิ่งที่บงการเราให้ไปก่อกรรม กระทำการเพื่อมาตอบสนองความอยาก (ตัณหา) นั้น
ลองกันดูนะครับ รู้ทฤษฏีแล้วว่ากิเลสมี 1500 ตัณหามี 108 ตอนนี้มารู้วิธีการกำจัดภาคปฏิบัติของจริงกัน เมื่อรู้และทำจริงจะได้ผลเป็นความสุขจริงครับ

Read more

ขึ้นคาน

by admin

November 17, 2017

Intania

0 comments

นิตยสาร Intania 5/60

 

คำนี้เป็นการรวมกันของศัพท์พื้นฐาน 2 คำคือคำว่า “ขึ้น” ที่ตรงข้ามกับลงกับคำว่า “คาน” ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคาร เป็น 2 คำที่แสนจะธรรมดาได้ยินกี่ครั้งก็ไม่มีความรู้สึกดีร้ายใด ๆ แต่พอนำมาต่อกันแล้วไปพูดต่อหน้าสุภาพสตรีจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก ถึงขนาดกลายเป็นคำหยาบไป

ก็เพราะความหมายที่แท้ของคำมิได้มุ่งไปที่อาการของร่างกายที่ขึ้นไปอยู่บนคานบ้าน คานเรือน แต่เป็นการหมายถึงความไร้คู่ ไม่ได้แต่งงาน ซึ่งสภาวะเช่นนั้นสำหรับผู้หญิงแล้วยังอาจหมายเลยไปถึงว่าตนไม่มีค่าพอ เลยไม่มีผู้ชายมาสู่ขอ ที่ในบางสังคมเป็นเรื่องน่าอับอายไปถึงผู้ปกครองกันเลยทีเดียว
แต่นั่นเป็นอดีตครับ ปัจจุบันกลับกันคือนอกจากไม่ใช่เรื่องน่าอายแล้วยังกลายเป็นกระแสที่คนนิยมอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น คนที่อยู่ได้เพียงลำพังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนไม่มีค่าพอที่จะทำให้คนอื่นสนใจ แต่ถูกมองว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจ มีความแกร่ง และมีความสตรองอันน่าชื่นชม
กระแสนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับความจางคลายแห่งสายสัมพันธ์ฉันท์คู่ผัวตัวเมียก็ยิ่งทำให้ง่ายที่จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีคู่
แต่นั่นอาจเป็นเป็นความคิดที่ฉาบฉวยไปนิดครับ เรื่องสำคัญอันเป็นอนาคตทั้งชีวิตที่เหลือเช่นนี้ควรที่จะรอบคอบให้มากเพราะการด่วนตัดสินใจอาจหมายถึงการไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีก
“ถ้าเช่นนั้นมีเกณฑ์อะไรไหมที่จะใช้บ่งบอกว่าเราควรมีคู่หรืออยู่โดดเป็นโสดดีกว่า”
เกณฑ์นั้นมีครับ เราสามารถใช้คุณสมบัติของคนที่เราอยู่แล้วจะเข้ากันได้มาจับว่าถ้าเจอคนที่มีคุณสมบัติตามนี้ก็น่าจะใช้ชีวิตร่วมด้วย แต่ถ้าไม่มีคนที่มีคุณสมบัติดั่งกล่าวเช่นนั้นสู้อยู่คนเดียวจะดีกว่า ซึ่งคุณสมบัติที่ว่ามี 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ
1. มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน หรือมีศรัทธาเสมอกัน ข้อนี้สำคัญเพราะเป็นเหมือนเครื่องกรองแรกที่จะทำให้เห็นภาพว่าอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าจะไปด้วยกันได้ไหม เพราะหากคู่มีความสนใจแตกต่างกันมากโอกาสที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันก็สูง หรือแม้จะฝืน ๆ กันไปได้ก็ไม่ได้มีความสุขตามที่หวัง
2. ไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนคนอื่น หรือมีศีลที่เสมอกัน ข้อนี้เป็นการมองลึกลงไปอีกขั้นเพราะคู่ที่คนหนึ่งเอาแต่คิดจะได้ คิดจะเอายอมเบียดเบียนคนอื่นเพื่อความต้องการของตนได้ ขณะที่อีกคนขี้เกรงใจไม่อยากให้ใครเดือดร้อนจากการกระทำของตัว คู่แบบนี้ต่อให้สนใจเรื่องเดียวกันแต่ก็ไปต่อกันยาก
3. มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือมีจาคะเสมอกัน ข้อนี้ลงลึกต่อไปอีกระดับคือเมื่อไม่เบียดเบียนคนอื่นแล้วคู่นั้นมีใจคิดจะแบ่งปันให้คนอื่นมากน้อยเพียงใด เช่นกันคือหากต่างกันก็อาจทำให้สุดท้ายแล้วชีวิตคู่อาจไม่แนบสนิทดีนัก มีเคืองกันให้หงุดหงิดได้อยู่เป็นระยะ ๆ
4. มีปัญญาความรู้เสมอกัน ข้อสุดท้ายนี้ลึกที่สุด คือแม้จะชอบสิ่งเดียวกัน เกรงใจคนอื่นไม่คิดเบียดเบียนใครเหมือนกัน มีใจแบ่งปันคิดช่วยเหลือคนอื่นเท่า ๆ กัน แต่สุดท้ายหากปัญญาต่างกันแม้อาจไม่ถึงขั้นทำให้ร้าวฉานแต่ก็ไม่กลมกลืนราบลื่นดั่งที่ควร
นี่ล่ะครับเกณฑ์การเลือกคู่ในแบบพุทธ จะเห็นได้ว่าไม่มีเรื่องทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มีแต่เรื่องทางใจ ทางความเชื่อ ความคิด อันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้การอยู่เป็นคู่มีความสุขกันอย่างยั่งยืนมาให้พิจารณาเท่านั้น
คู่ใครที่ช่วยกันทำงาน ชักชวนกันทำความดี ไม่นอกใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน พากันเดินทางไปสู่ฝั่งฝันก็เรียกว่า “คู่บุญ” คือมาเจอกันด้วยบุญเพื่อจะต่อบุญกันอย่างมีความสุข อยู่ดูแลกันไปจนวันสุดท้ายจนถึงวันที่หมดบุญต่อกัน ใครที่ได้เจอคู่บุญต้องถือว่าโชคดีและก็น่าจะใช้ชีวิตคู่กันอยู่ล่ะครับ
แต่ถ้าไม่เป็นไปตามเกณฑ์นี้ ไม่ได้เจอคู่บุญ แต่ไปเจอ “คู่เวร คู่กรรม” เช่นนี้ต้องรีบหนีให้ไกลเพราะหากอยู่ด้วยก็รังแต่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เพราะเป็นคู่ที่มาเจอกันด้วยกรรม ทำกรรมร่วมกันมา มาอยู่กันแบบจองล้าง จองผลาญ อยู่กันก็มีแต่ทะเลาะเบาะแว้ง ตบตีกัน มุ่งทำลายกันให้ย่อยยับ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างชอบคนละเรื่อง ไม่ช่วยกันทำงานชักชวนกันให้ตกต่ำ มาผูกพันธ์กันด้วยเรื่องของเพศและก็คอยจะนอกใจกัน เจ็บป่วยก็ไม่ดูแลกัน ต้องทนกันไปจนตายจนหมดเวรต่อกันใครเจอคู่แบบนี้ก็อยู่คนเดียวดีกว่าครับ
ลองใช้หลักนี้มาจับกันดูนะครับว่าคนที่เราหมายอยู่นั้นน่าจะเป็นคู่อะไรกันแน่ แต่สุดท้ายถ้าตัดสินใจจะอยู่คนเดียวจริง ๆ ก็ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษอีกเรื่อง นั่นคือเรื่องของการตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง เพราะหน้าที่ระหว่างสามีกับภรรยานั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตเท่านั้น คู่ชีวิตยังมีหน้าที่สำคัญคือการให้กำลังใจ และส่งเสริมศักยภาพของคู่ของตนให้เปล่งประกายออกมา เป็นผู้ที่สามารถทำให้อีกคนรับรู้คุณค่าของตนเองได้ ดังนั้นหากคิดจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้วสำคัญยิ่งคือต้องเตรียมความพร้อมทางด้านการตระหนักรู้คุณค่าในตนเองนี้ให้ตัวเองด้วย โดยการออกไปทำกิจกรรมงานด้านจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่นทำตนให้เป็นประโยชน์จนตนรับรู้ได้ถึงประโยชน์ตนนั้น ซึ่งประโยชน์นี้รวมไปถึงประโยชน์ตนอย่างการมุ่งปฏิบัติธรรมด้วยศรัทธาอันถูกต้องด้วย เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นแม้ภายนอกดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แต่ในความเป็นจริงนั่นกลับเป็นการช่วยอย่างไม่มีประมาณจากธรรมชาติภายในที่ถึงกันหมดทั้งมนุษย์ ทั้งสัตว์และทั้งธรรมชาติ ที่เมื่อผู้ปฏิบัติดีก็จะทำให้สิ่งแวดล้อมข้าง ๆ ดีตามไปด้วย เปรียบดั่งน้ำเน่าในอ่างที่หากมีการเติมน้ำสะอาดจำนวนหนึ่งเข้าไปในจุดใดจุดหนึ่งความสะอาดของน้ำแม้เพียงหยดเดียวนั้นก็เท่ากับช่วยยกระดับความสะอาดของน้ำทั้งอ่างนั้นด้วย
ฉบับนี้ดึงเรื่องที่อาจเกินวัยของนายช่างรุ่นเก๋าไปสักนิด แต่ตั้งใจนำมาฝากให้วิศวกรหญิงรุ่นลูก รุ่นหลานที่อาจกำลังจะตามกระแสนี้ ว่าถ้าจะอยู่คนเดียวก็ต้องเตรียมการทำงานอาสา หรือการปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการทำให้ในทุก ๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา มีความสุขจากการมีอยู่แห่งชีวิตตน ได้เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นการเติมเต็มชีวิตอย่างแท้จริงเพราะความรู้สึกถึงคุณค่าในตนนั่นแหละคือปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีความสุขได้อย่างแท้จริง
ถ้าอยู่อย่างนี้ได้ถึงจะเป็นการอยู่อย่าง โสด สตรองของจริงครับ

Read more

5 เคล็ดลับ อยู่อย่างโสด สูงวัย หัวใจสตรอง

by kidmai

September 21, 2017

dr.veeranut

บทความ

0 comments

ช่วงนี้กระแสคนโสด สตรอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยมีความตื่นตัว และหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ชีวิตกันมากขึ้นหลังจากที่จัดเสวนาเรื่อง “โสด สูงวัย หัวใจสตรอง เทรนใหม่มาแรง”ทำให้ผมรู้สึกดีมากๆเลยครับ ที่กิจกรรมในครั้งนี้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะที่ผ่านมาสังคมไทยยังไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยกันเท่าใดนัก

และเพื่อให้เรื่องราวดี ๆ ในครั้งนั้น ได้แผ่กระจายไปยังกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสูงวัยและกลุ่มคนที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงวัย ได้รับข้อมูลดี ๆ และง่ายต่อการเข้าใจ ผมจึงขอนำเสนอสาระน่ารู้ 5 เคล็ดลับ อยู่อย่างโสด สูงวัย หัวใจสตรอง ดังนี้ครับ

[…] “5 เคล็ดลับ อยู่อย่างโสด สูงวัย หัวใจสตรอง”

Read more

คอมมิวนิเคชั่น

by kidmai

August 11, 2017

Intania

อื่นๆ

0 comments

วารสาร Intania 4/60

ยุค IT นี้การติดต่อสื่อสารกลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ใครที่สื่อสารเป็นย่อมได้เปรียบทั้งในเรื่องหน้าที่การงานไปจนถึงชีวิตส่วนตัวหรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก และหากเราต้องการเป็นผู้ชนะในเกมการสื่อสารนี้ เราก็ต้องรู้จักกฏ กติกากันให้ดี มิเช่นนั้นก็เหมือนการหลับหู หลับตาเล่นเกมเดินมั่วซั่วจนตกกระดานตายไป ซึ่งก็ควรเริ่มกันตั้งแต่การที่ต้องรู้ความหมายของเกมที่เรียกว่า “การสื่อสาร” นี้ว่าหมายถึงอะไร

“การสื่อสาร” มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า “Communis” หรือแปลในภาษาอังกฤษว่า “Make Common” ที่หมายถึง “การทำให้มีสภาพร่วมกัน” ที่สามารถขยายต่อไปว่าก็คือการกระทำเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น สมัครสมานสามัคคีของสมาชิก
ในชุมชน

[…] “คอมมิวนิเคชั่น”

Read more