คอมมิวนิเคชั่น

by kidmai

August 11, 2017

Intania

อื่นๆ

0 comments

วารสาร Intania 4/60

ยุค IT นี้การติดต่อสื่อสารกลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ใครที่สื่อสารเป็นย่อมได้เปรียบทั้งในเรื่องหน้าที่การงานไปจนถึงชีวิตส่วนตัวหรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก และหากเราต้องการเป็นผู้ชนะในเกมการสื่อสารนี้ เราก็ต้องรู้จักกฏ กติกากันให้ดี มิเช่นนั้นก็เหมือนการหลับหู หลับตาเล่นเกมเดินมั่วซั่วจนตกกระดานตายไป ซึ่งก็ควรเริ่มกันตั้งแต่การที่ต้องรู้ความหมายของเกมที่เรียกว่า “การสื่อสาร” นี้ว่าหมายถึงอะไร

“การสื่อสาร” มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า “Communis” หรือแปลในภาษาอังกฤษว่า “Make Common” ที่หมายถึง “การทำให้มีสภาพร่วมกัน” ที่สามารถขยายต่อไปว่าก็คือการกระทำเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น สมัครสมานสามัคคีของสมาชิก
ในชุมชน

[…] “คอมมิวนิเคชั่น”

Read more

สายพาน…ชีวิต

by kidmai

July 13, 2017

Intania

0 comments

Intania jun 60

ชีวิตเป็นผลผลิตจากความคิด !

บางท่านอาจนึกว่าเป็นข้อคิดเชิงปรัชญา หรือเรื่องของการคิดดี – ทำดี ได้ดี คิดชั่ว – ทำร้าย เคราะห์ร้าย นั่นก็ถูกแต่เป็นเพียงส่วนเดียวครับ เพราะสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือความคิดนั้นได้ผลิตผลออกมาเป็น “ชีวิต“ หรือ “ตัวตน” ของเราที่กำลังนั่งอ่านหนังสือกันอยู่นี้จริง ๆ ครับ

ตัวอย่างให้พอเห็นภาพเช่น เวลาเราคิดดี         ใจเป็นบุญเบาสบาย หน้าตาเราก็จะใสเป็นประกายดูอ่อนเยาว์ ร่างกายเราก็เปล่งปลั่ง มีน้ำ มีนวล แต่พอเราโกรธ โมโห โกรธา หน้าเราก็จะแดงฉาน มีความร้อนพุ่งขึ้นหัว พุ่งออกหูเกิดขึ้นจนรู้สึกได้ หรือในด้านสุขภาพเองก็ชัดเจนว่าคนที่มักเครียด มักโกรธก็จะเป็นเหตุให้สารพัดโรคตามมา

[…] “สายพาน…ชีวิต”

Read more

อธิฐาน

by kidmai

May 30, 2017

Intania

0 comments

นิตยสาร อินทาเนีย 1/60

เขาว่าประเทศไทยสมัยนี้สุดแสนจะ “อะเมซซิง” เป็นสังคมที่หาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบัน เพราะเป็นสังคมที่สามารถรวมวิถีความเชื่อ รวมถึงรวมวิถีการกระทำที่มาจากหลากหลายกระบวนทรรศน์ของโลกไว้ได้มากที่สุดในสังคมเดียวกัน

ไล่มาตั้งแต่กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ กระบวนทรรศน์โบราณ กระบวนทรรศน์ยุคกลาง มาถึงกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ จะเว้นหรือยังไม่เด่นชัดก็อาจเป็นกระบวนทรรศน์หลังสมัยใหม่ (ที่โลกเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อไม่นาน)

ก็ขอขยายสำหรับผู้ที่อาจจะไม่คุ้นกับศัพท์เชิงปรัชญาสักนิดนะครับ
กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ก็หมายถึงแนวคิด ความเชื่อของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกที่ยังไม่มีการสะสมองค์ความรู้ ทำให้เชื่อในสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ใช้การบนบานศาลกล่าวให้ผู้มีอำนาจเบื้องบนดลบันดาลสิ่งที่ต้องการหรือคุ้มภัยให้

[…] “อธิฐาน”

Read more

ความกล้า VS ความกลัว

by kidmai

May 22, 2017

Intania

0 comments

อินทาเนีย 2/60

ประเด็นร้อนที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์เกี่ยวกับคณะสีเลือดหมูของเราเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเห็นจะไม่มีเรื่องใดเกินเหตุการณ์การวิวาทระหว่างนายช่างที่สื่อเรียกในโปรยหัวข่าวว่า “ลุงวิศวะ” กับกลุ่มนักเรียนมัธยมบนถนนสายท่องเที่ยว จนเลยเถิดไปถึงความสูญเสียชีวิต

ที่มหาชนสนใจเพราะนอกจากจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนแล้ว ยังมีคลิปเหตุการณ์ที่ทะยอยหลุดออกมาให้วิพากษ์กันได้ในหลากมุมมอง ส่วนใครจะถูก ใครจะผิดในแง่ของกฎหมายแล้วก็คงต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไป เช่นเดียวกับในแง่กฎแห่งกรรมก็ย่อมต้องปล่อยให้กรรมดำเนินไปตามครรลอง

[…] “ความกล้า VS ความกลัว”

Read more

ซอมบี

by kidmai

November 30, 2016

Intania

0 comments

คอลัมน์ ข้อคิดจากศิษย์เก่า นิตยสาร Intania ฉบับที่ 5/59

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมัยเด็ก ๆ นั้นอ่านอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา เปิดหนังสือเมื่อไหร่ก็เหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน

พอวัยรุ่นได้เข้าสู่รั้วเลือดหมูอันทรงเกียรติการอ่านจึงเป็นมากกว่าจินตนาการไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษ (Above the Lines) คือเลยไปวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบันทัด (Between the Lines) นั้นด้วย ยิ่งอ่าน ยิ่งคุ้ย ยิ่งเจอ ยิ่งสนุกและเพลิดเพลิน

จนเมื่อประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นการอ่านได้เปลี่ยนไปเป็นเหมือนการดู คืออ่านเป็นเสมือน “กล้อง” ที่ส่องมองเรื่องนั้น ๆ ที่ให้ทั้งภาพที่เป็นรูปของเหตุการณ์ และให้ทั้งนามที่ลึกลงไปถึงเหตุปัจจัยของเหตุการณ์นั้น ผ่านมุมมองหรือทัศนคติของผู้เขียน

ซึ่งนิสัยการอ่านเช่นนี้คงติดมาถึงการดูภาพยนตร์ด้วย ที่ล่าสุดต้องตกใจเพราะได้ไปดูหนังสยองขวัญเกี่ยวกับซอมบีครองโลกแต่พอออกจากโรงหนังก็มาฉุกใจว่าตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ตัวเองไม่ได้มีความกลัวใด ๆ เกิดขึ้นเลยสักครั้ง ทั้งยังมีแต่ความเศร้า สะเทือนใจ หดหู่ใจดั่งกับดูหนังชีวิต

ตกใจกลัวว่าตัวจะมีความผิดปกติในการรับรู้จนต้องไล่ย้อนสำรวจว่าเมื่อครู่ที่ดูนั้น จิตมีการปรุงแต่งอย่างไร ทำไมจากที่ควรจะหวาดผวากลายเป็นเศร้ารันทด แล้วก็เลยพบว่าเพราะขณะที่ดูฉากซอมบีออกมาล่ามนุษย์กันเต็มเมืองนั้นใจกลับเห็นซอมบีเป็นเพียง “สิ่งอันตรายบางอย่าง” ที่มุ่งทำร้ายชีวิตมนุษย์ เป็นภัยคุกคามที่เป็นเงื่อนไขให้ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงออกถึงแรงขับเคลื่อนเบื้องลึก หรือฉากซอมบีกรูเข้ามาจะขย้ำ ก็เห็นซอมบีเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกริยาที่ทำให้ตัวละครนั้นเร่งตัดสินใจเลือกปกป้องตัวตามที่ตนเคยชิน ส่วนหลายครั้งที่น้ำตาจะไหลนั้นก็เพราะสะเทือนใจไปกับความเห็นแก่ตัว สลดใจกับความไร้เหตุผล หดหู่ใจกับความโลภเอาแต่ได้ของมนุษย์

พอสำรวจเห็นเช่นนี้จนสบายใจว่าตัวเองยังไม่ได้มีอะไรผิดปกติแล้วก็เลยทำให้นึกไปถึงทฤษฏีสำคัญทฤษฏีหนึ่งจากหนึ่งในนักปรัชญาเอกของโลกนั่นคือ “ทฤษฏีแบบ” ของ เพลโต ที่กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ว่ามีคุณสมบัติเบื้องลึกที่เป็นเหมือนแก่นของสิ่งนั้น ที่เป็นความหมายอันแท้จริงที่สมบูรณ์ของสิ่งนั้น เป็นความคงทนถาวรในทุกที่ ทุกเวลา ขณะรูปที่การรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั้นเป็นเพียง “เงาสะท้อน” ที่ไม่สมบูรณ์ในแบบของสิ่งนั้นเท่านั้น

ลองยกตัวอย่างเล่น ๆ หากเอาซอมบีในหนังมาหาแบบก็อาจได้แบบของซอมบีออกมาเป็นความน่ากลัว ความเป็นภัยร้ายแรงต่อชีวิต ความสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ความสามารถเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นพวกได้

และก็เพราะขณะดูหนังจิตของผมไม่ได้เห็นซอมบีเป็นซอมบี แต่ไปเห็นซอมบีเป็นของอีกสิ่งที่ได้พบเจออยู่เกือบตลอดเวลาจนกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนั่นทำให้ตลอดทั้งเรื่องจึงไม่มีฉากไหนที่ทำให้ตกใจได้เลย

ซอมบีสายพันธ์นั้นก็คือ “กิเลส” ครับ

กิเลสมีคุณสมบ้ติ (แบบ) เดียวกับซอมบี (หรืออาจต้องบอกว่าซอมบีมีคุณสมบัติแบบเดียวกับกิเลส) คือมีความน่ากลัว มีอันตรายร้ายแรง แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และคอยหาจังหวะเล่นงานดึงเราให้ไปตกอยู่ในหล่มอันอันตรายและเลวร้ายให้กลายเป็นพวกมันอยู่ตลอดเวลา

ลองคิดดูซิครับว่าจริงไหมที่ทุกวันนี้ก็มีซอมบีสายพันธ์แบบนี้คอยล่าพวกเราอยู่ทุกขณะจิตอยู่แล้ว ทั้งเราอาจโดนกัดกลายเป็นซอมบีไปโดยไม่รู้ตัวไปแล้วด้วย

นึกแล้วก็ได้แต่ทึ่งกับปรัชญาของปราชญ์โบราณที่ศึกษาเจาะลึกลงไปให้ถึงแก่น ไม่ได้ศึกษาแบบปรุงแต่งออกนอกไปติดแต่เปลือกดั่งวิชาการส่วนมากในสมัยนี้

พอเข้าใจจิตจนหายตกใจก็เลยนึกต่อไปว่านอกจากแบบของซอมบีแล้วยังมีแบบของสิ่งอื่น ๆ อีกไหม แล้วจะมีแบบร่วมของสรรพสิ่งทั้งปวงไหม ? ถ้ามีคืออะไร ?

เหมือนจะเป็นปัญหายาก แต่เอาเข้าจริงก็ซึ่งก็ใช้เวลาคิดไม่นานเลยก็พบคำตอบ เพราะคำถามนี้ได้ที่มีผู้เฉลยไว้นานแล้ว เป็นคำเฉลยจากบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษ เป็นศาสดาเอกของโลกนั่นคือ พระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสบอกเรื่องนี้ไว้มากว่าสองพันปีแล้วว่าแบบร่วมนั้นมี ทั้งยังบอกเราด้วยว่าแบบหรือคุณสมบัตินั้นมีทั้งหมด 3 ประการที่เมื่อใครเข้าใจแบบนี้อย่างถ่องแท้แล้วเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีความสุขสูงสุด

แบบนี้ท่านเรียกว่า “ไตรลักษณ์” หรือสามัญลักษณะ 3 ประการของทุกสรรพสิ่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งประกอบด้วย

อนิจจัง ความไม่เที่ยง
ทุกขัง ความคงสภาพอยู่ไม่ได้
และอนัตตา ความไม่มีตัวตนที่แท้

“ทำไมเข้าใจแบบร่วมนี้แล้วถึงมีความสุข ?” ลองมาตรองตามกันดูครับ

เริ่มจากเมื่อมีความเข้าใจในอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง การคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เข้าใจว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง บรรดารูปธรรมข้าวของเครื่องใช้ก็เปลี่ยนไปตามเวลา ผุ พังสลายไปไม่อาจมีสิ่งประดิษฐ์ใดคงทนถาวรให้เราครอบครองได้ตลอดกาล เช่นเดียวบรรดานามธรรมอารมณ์ ความรู้สึกก็เปลี่ยนแปลงสลายหายไปอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความสุขไหนอยู่กับเราอย่างถาวร ประโยชน์จากการรู้อนิจจังนี้จะทำให้จิตมีเกราะป้องกันยามอนิจจังนี้ทำงาน ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ได้วางแผนไว้รองรับ ต่างจากคนที่ไม่รู้อนิจจังก็จะไปเผลอที่คิดว่าทุกสิ่งจะคงทนถาวร เช่นไปคาดหวังว่าร่างกายตัวเองจะไม่แก่เฒ่าเจ็บป่วยซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ พอถึงเวลาเจ็บ เวลาป่วยเขาย่อมทุกข์หนัก หรือไปคาดหวังว่าความสุขจะไม่จางหายไปและเมื่อความสุขนั้นหายไปเขาก็จะจัดการกับใจไม่ได้ ต้องทุรน ทุรายดิ้นรนไปไขว่คว้าหาสุขใหม่มาเสพอีกอย่างไม่รู้จบ หลายคนดีหน่อยก็เหนื่อยไปในทางที่ไม่สร้างเวรภัยแก่ตัวหรือคนอื่น ขณะที่บางคนหลงผิดขนาดยอมที่จะทำอะไรก็ได้แม่แต่เป็นสิ่งที่ผิดเพื่อให้ได้ความสุขนั้นมาครอง แต่หากเราเข้าใจอนิจจังของความสุขนี้ว่ามันไม่จีรังถาวรควรค่าที่จะดิ้นรนขนาดนั้นเราก็จะมีสัมพันธ์กับมันอย่างไม่เป็นภัย มีก็ดี หมดไปก็เช่นนั้นเอง (เช่นเดียวกับความทุกข์ที่ก็มีแบบของความไม่เที่ยงนี้เช่นกันผู้ที่รู้เท่าทันจึงไม่ทุกข์มากกว่าที่ควร เพราะรู้ว่าเดี๋ยวทุกข์หมดเหตุก็สลายไป ไม่มีทุกข์ไหนอยู่กับเราตลอด มุ่งหน้าแก้ปัญหา ละเหตุที่ก่อให้ทุกข์นั้นเกิดกันไปไปตามกำลัง)

นี่เพียงแค่คุณสมบัติเดียวของแบบของสรรพสิ่งที่หากใครรู้จริงก็ช่วยให้ชีวิตปลอดโปร่งขึ้นมากแล้ว แต่ยังมีอีกสองคุณสมบัติคือทุกขังและอนัตตาที่เมื่อรู้ก็จะช่วยให้สามารถมีชีวิตที่ปลอดโปร่ง มีความสุขได้มากยิ่งขึ้น

ทุกขังเป็นเช่นไร ทุกขังนี้ก็คือความไม่สมบูรณ์ในตนเอง สภาพที่ถูกบีบคั้น แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา การรู้คุณสมบัตินี้จะทำให้การมีสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทำได้ฉลาดมากขึ้น เพราะเมื่อเห็นถึงสภาพน่ารังเกียจของมันได้อย่างชัดเจนแล้วเราก็จะไม่ไปทุ่มเทตัวในทางที่ผิดเพื่อของที่มีสภาพปรวนแปร ไม่สมประกอบไม่น่าเอาเยี่ยงนั้น

ส่วนคุณสมบัติข้อสุดท้ายคืออนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนของเรานั้น แบบนี้อาจใช้การคิดตรองให้เห็นตามได้ยากเพราะทุกคนมีความเชื่อพื้นฐานมาแต่เยาว์ว่าร่างกายนี้เป็นของเรา เป็นเราที่สุข เป็นเราที่ทุกข์ มีเราที่กำลังคิด มีเราที่กำลังรู้สึก คนจำนวนมากไม่เคยรู้แบบแห่งความเป็นอนัตตานี้ทำให้เขาต้องดิ้นรนอย่างเหนื่อยยากเพื่อมาสนองตอบ “ตัวเรา” ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะในความเป็นจริงตัวเราที่แท้นั้นไม่มี ที่เรารู้สึกว่ามีเรานั้นเป็นเพียงกลอุบายการหลอกลวงของความหลงผิด ความไม่รู้ ซึ่งเมื่อใดที่รู้เท่าทันความไม่มีตัวตนของเราอย่างแท้จริง เราก็จะทำทุกสิ่งด้วยเหตุและผล ด้วยความเหมาะสมต่อสถานการณ์ ไม่ตัดสินใจกระทำการณ์นั้นด้วยความชอบ ไม่ชอบส่วนตัวเพื่อมาสนองตัวเราอันจอมปลอมนั้น ดั่งที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ทำด้วยจิตว่าง” อันจะทำให้งานนั้นปลอดจากอคติ เป็นไปตามเหตุอันควรอันเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ

สรุปก็เพราะไม่รู้ “แบบ” นี่ล่ะทำให้เราไม่อาจเป็นนายเหนือสรรพสิ่งได้เสียที เหมือนเราไม่รู้หรือรู้ผิดเกี่ยวกับงานของเราเอง เราก็ย่อมตัดสินใจบริหารได้ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง จนเมื่อเรารู้ชัด รู้รอบ รู้ถูกเราถึงจะตัดสินใจได้ถูก สามารถเอาชนะเกมนั้น ๆ ได้

รู้จักหน้าตาของกิเลสเราก็จะไม่โดนซอมบีกัดแล้วโดนมันบงการให้ไปขย้ำทำร้ายคนอื่นต่อ
รู้จักหน้าตาของสรรพสิ่งเราก็จะไม่โดนสิ่งนั้นเล่นงานจนพาเราไปสู่หุบเหว
บทนี้เริ่มจากการดูหนังผีแต่สรุปลงท้ายด้วยการเห็นผีจริง ๆ ในตัวเรา ลองดูทุกสิ่งให้ถึงแบบของมันดูแล้วเราจะเป็นนายมัน มันไม่อาจมีอิทธิพลต่อเราได้อีกครับ !

Read more