Sim city

by kidmai

September 19, 2017

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2556

สมัยผมเด็ก ๆ มีเกมยอดนิยมอยู่เกมที่เดี๋ยวนี้ก็ยังฮิตอยู่เพราะเดินตามห้างก็ยังเห็นชื่อเกมเดิมแต่เป็นรุ่นใหม่ออกมาวางโชว์ขายกันอยู่มากมาย แถมยังแตกลูกออกหลานเป็นอีกสารพัดรูปแบบนั่นคือเกม Sim City

เนื้อหาของเกมนี้ก็คือสร้างเมือง เริ่มเกมด้วยพื้นที่เปล่ากับเงินก้อนหนึ่งให้เราก็มีหน้าที่ระบุว่าจะสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สนามบิน รถไฟ โรงไฟฟ้า สวนสาธารณะตรงไหน พร้อมกำหนดอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บจากประชากรในเมือง ระหว่างสร้างเวลาจำลองของเกมก็จะเดินไปเรื่อย เมืองที่เราสร้างหากน่าอยู่มีสวนเขียวเยอะ โรงไฟฟ้าป้อนพลังงานเพียงพอการวางผังเมืองตัดถนนถูกหลักรถไม่ติด คนก็ย้ายมาทำงานมาก ภาษีก็มาก ได้ภาษีมากเราก็สามารถนำมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อีก เมืองก็จะขยายไปเรื่อย ๆ เล่นกันได้เป็นวันก็ไม่จบ เพราะไม่ได้แข่งกับใครแต่แข่งกับตัวเองว่ามีความสร้างสรรค์และวางแผนเมืองได้ดีแค่ไหน

[…] “Sim city”

Read more

Q

by kidmai

September 19, 2017

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2556

ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวนี้มีความพิเศษคือเป็นได้ทั้งตัวอักษรโดด ๆ และเป็นได้ทั้งคำหนึ่งคำ

ถ้าเป็นคำก็จะมีความหมายถึงการเรียงลำดับก่อนหลังมาจากคำเต็มว่า Queue

สมัยนี้จะคุ้นเพราะไปไหนที่คนคับคั่งก็มักจะมีการพื้นที่ให้คนที่มารอใช้บริการนั้นเข้าคิวกันซึ่งในอดีตนั้นเราไม่มีครับ

โอ๊วะ เขียนอย่างนี้อย่าเข้าใจผิดว่าคนแต่ก่อนไร้ซึ่งระเบียบวินัยหรือเห็นแก่ตัวนะครับ อดีตไม่มีคิวแต่เขามี “ลำดับ”

ไม่มีคิวคือไม่ได้มีแถวยืนไล่กันไปเป็นเส้นตรงอย่างที่เห็นทุกวันนี้ แต่มีลำดับคือเขาจะสังเกตกันว่าใครมาก่อน ใครมาหลัง มาก่อนก็ให้รับของก่อน มาหลังก็รอตามลำดับกันไป เรียกว่าใช้ความช่างสังเกตของผู้ให้บริการรวมถึงมารยาทของคนที่ออกันอยู่ที่หากคนขายลำดับผิดเขาก็จะพยักเพยิดให้ไปยังคนที่มาถึงก่อน

[…] “Q”

Read more

โนอิ้ง บุดดา

by kidmai

May 22, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2557

        โนอิ้ง บุดดา แปลเป็นไทยว่า รู้จักพระพุทธเจ้า เป็นชื่อองค์กรชาวพุทธองค์กรหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการกระทำอันไม่เหมาะสมกับพระพุทธรูป หรือสัญลักษณ์ทางพุทธที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

        โดยส่วนมากก็มาจากประเทศฝั่งยุโรปที่เขาไม่คุ้นชินกับพุทธ แต่คงเห็นว่าพระพุทธรูปนั้นมีเสน่ห์ มีจุดเด่นทำให้เขาชอบนำไปดัดแปลงประดับตามอาคารบ้านเรือน ร้านค้า ไปจนถึงเป็นสินค้าทั่วไป

        เรื่องของการนำไปตกแต่งนั้นจะว่าไปพวกเราชาวพุทธกันเองก็ทำกันอย่างแพร่หลาย ไปตามโรงแรม รีสอร์ต หรือศูนย์การค้าหลาย ๆ แห่งก็มีการนำพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธเจ้ามาใช้แต่งตามผนัง กำแพง หรือในส่วนรับรอง แต่ด้วยเราพอคุ้นชินวิถีแบบพุทธอยู่เราจึงมีความระมัดระวัง ไม่นำไปแต่งในที่ที่ไม่ควร ขณะที่เขาไม่คุ้นเลยมีนำไปแต่งโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมเช่นในห้องน้ำ หรือในที่สกปรก

        ขณะที่การนำไปผลิตเป็นสินค้านั้นก็เช่นกัน หลายสินค้าที่เป็นของต่ำก็มีการเอาภาพพระพุทธเจ้าไปแต่งไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เป็นลายบนพรม หรือของเล่นที่เด็กต้องเหยียบอย่างเสก็ตบอร์ด รวมถึงที่เห็นบ่อยคือในงานที่เรียกว่าศิลปะที่คนพุทธเห็นแล้วหัวใจจะวาย มีการนำนางแบบเปลือย นำเซเลบดังมาแต่งวาบหวิว(หรือไม่แต่งเลย) มาโพสต์ท่ากับพระปฏิมาเหมือนพระพุทธรูปเป็นก้อนหินแต่งฉากก้อนหนึ่ง

        ทั้งหมดนี้มองมุมหนึ่งก็คงต้องให้อภัยในความไม่รู้ของเขา ให้อภัยกับค่านิยมที่ต่างกันของเขา ที่ทำได้คงเป็นพยายามเผยแพร่ค่านิยม จารีตในแบบของเราให้เขาเข้าใจ และเกื้อกูลกันฉันท์เพื่อนร่วมโลก

        แต่ประเด็นที่ผมอยากชวนมองต่อไม่ใช่ว่าเราจะแก้ไขพวกเขาอย่างไร แต่เป็นเราจะแก้ไขพวกเรากันเองอย่างไรต่างหากครับ

        ก่อนจะไปรณรงค์สร้างความเข้าใจกับคนนอก เอาคนในของเรากันเองนี่แหละว่าให้ความเคารพ และเข้าใจสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์นี้พอเพียงหรือยัง

        อยากจะบอกว่ารีสอร์ตหลายแห่งในบ้านเรากันเอง ก็เคยเห็นมีการนำพระพุทธรูปไปเป็นของประดับในห้องน้ำหรือส่วนที่ผู้มาใช้บริการมักต้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ความละเอียดอ่อนตรงนี้ล่ะครับ ที่จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่เราจะไปรณรงค์ได้ ผมแอบเชื่ออยู่ว่าส่วนหนึ่งที่ฝรั่งเขาวางพระไม่เหมาะก็เพราะมาจากการเห็นตัวอย่างจากคนของเรากันเอง

        ในฐานะที่เป็นชาวพุทธองค์กรโนอิ้ง บุดดาก็ทำหน้าที่อันดีงามนี้ต่อชาวโลกไป ส่วนเราก็อย่างดูดายทำหน้าที่รณรงค์นี้เช่นกันต่อคนใกล้ตัวกันไป

เริ่มจาก ลองสำรวจดูซิครับว่าที่บ้านเราเก็บหนังสือธรรมะที่มีรูปพระในระดับที่ที่เหมาะสมหรือยัง !

Read more

ทฤษฏี

by kidmai

May 21, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2557

        ฉบับก่อนเพิ่งคุยเกี่ยวกับการวิจัยไปฉบับนี้ก็ขอต่ออีกนิดนะครับ

        ทฤษฏี หรือ Theory ที่เหมือนเรื่องไกลตัวนี้แท้จริงแล้วใกล้ตัวเราย่างยิ่ง เกือบทุกสิ่งที่เราเกี่ยวข้องล้วนต้องอาศัยทฤษฏี ไม่ว่าเพื่อการนำไปใช้ผลิตสินค้าออกมาขายให้เรา เพื่อการออกแบบระบบริหารให้เราใช้ หรือแม้แต่เพื่อให้วิธีในการดูแลลูกของเราเอง

        หลายคนบอกไม่จริง ตั้งแต่เกิดมาจนจะตายนี่แล้วยังไม่เห็นได้รู้จักเลยสักทฤษฏี

        ใครที่รู้สึกเช่นนั้นก็ไม่แปลกครับ เพราะทฤษฏีเป็นเหมือนฉากหลังก่อนที่จะให้กำเนิดเป็นผล หรือเป็นเหมือนเมล็ดพันธ์พืชที่ฝังอยู่ใต้ดินที่เราไม่เห็นแต่เราก็ได้กินผลของมันจากต้นบนดินนั่นเอง

        ซึ่งหากอยากจะพูดถึงชีวิตแบบปลอดทฤษฏีจริง ๆ ก็คงต้องย้อนอดีตไปตั้งแต่ก่อนจะมีหลักวิชาการ หรือก่อนจะมีนักวิชาเกินออกมามีบทบาทในสังคม ในยามที่บรรพบุรุษเราพวกท่านอยู่และโตได้โดยไม่ต้องอาศัยทฤษฏี

        แต่การบอกว่าไม่มีทฤษฏีนั้นไม่ใช่หมายความว่าพวกท่านไม่มีความรู้นะครับ บรรพบุรุษเรามีความรู้มากมายมหาศาลเกินที่เราคิดไว้เยอะ ท่านรู้เรื่องดินฟ้าอากาศดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา ท่านรู้เรื่องพืชผลเกษตรดีกว่านักวิชาการเกษตร ท่านรู้แม้แต่การเดินเรือมากกว่ากัปตัน กลาสี

        แต่ความรู้เหล่านี้สะสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดำรงอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความรู้นั้น ชุมชนชายทะเลก็มีพูมิรู้เรื่องประมง ชุมชนชาวเขาก็มีความรู้เรื่องป่า

        แต่มาเดี๋ยวนี้เรามีการจัดการความรู้ มีการรวบรวม ทดสอบ พัฒนาองค์ความรู้จนออกมาเป็นทฤษฏี ให้ชนรุ่นหลังได้นำไปใช้

        ฟังดูน่าจะดี แต่เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ทำไปทำมาดูเหมือนทฤษฏีทั้งหลายกับไม่สามารถสู้กับภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่ได้ โดยเฉพาะในแง่การใช้งานจริง

        นั่นก็เพราะวิชาการสมัยใหม่เป็นการเรียนแบบแยกส่วน ซึ่งอาจทำให้ดูมีสาระละเอียดลึกซึ้ง แต่เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริงที่มีองค์ประกอบแวดล้อมอีกมาก ทฤษฏีนั้นจึงทำงานไม่สำเร็จ

        และหากนึกให้ดีว่าเราเรียนเพื่ออะไร “เรียนเพื่อรู้” หรือ “เรียนเพื่อใช้” คำตอบนั้นชัดเจนว่าเราย่อมต้องเรียนเพื่อนำไปใช้งาน แล้วสิ่งที่ระบบการเรียนยุคนี้สอนพาเด็ก ๆ ไปสู่จุดนั้นได้ไหม

        ตอบได้ทันทีว่าไม่ได้ และนี่เองที่ทำให้เด็กที่เรียนในแนวทางเช่นนี้จึงโตขึ้นมาแล้ว ยิ่งช่วยตัวเองไม่ได้ ยิ่งคิดไม่เป็น ยิ่งใช้ชีวิตไม่ถูก

        จะปฏิรูปการศึกษากันต้องเริ่มที่จะกล้าเชื่อว่าทฤษฏีจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดที่ผลิตหลักสูตรการศึกษาเช่นนี้ขึ้นมานั้นยังไม่เหมาะสมนัก หรืออย่างน้อยก็ในยุคนี้ หากไม่กล้ารื้อฐานความรู้ ความเชื่อเดิมทิ้งจะปฏิรูปการศึกษาอีกกี่รอบก็ช่วยไม่ได้ครับ

อย่าไปยึดกับทฤษฏีมากนักเลยครับ นักวิชาการทั้งหลาย

Read more

ปรัชญาการศึกษา

by kidmai

May 20, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2557

        สมัยนี้เขาเรียกว่าสมัยปฏิรูป !
        นั่นเป็นเพราะของเดิมสะสมความกระพร่องกระแพร่งไว้จนก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อย จนคนจำนวนมากคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะปรับปรุงขนานใหญ่ เปลี่ยนกันแบบถอนราก ถอนโคน เราจึงคุ้นหูกับคำว่า “ปฏิรูปการเมือง” หรือ “ปฏิรูปประเทศ”

        แต่ปฏิรูปที่ผมจะชวนคุยวันนี้แม้ชื่ออาจฟังดูไม่ใหญ่เท่าแต่ความสำคัญนั้นใหญ่ยิ่ง อาจยิ่งกว่าปฏิรูปทั้งสองนั้นก็ได้เพราะหากส่วนนี้ยังไม่ปรับ ยังไม่ปฏิรูปจะไปหวังเคลื่อนส่วนอื่นคงยากหรือเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ “ปฏิรูปการศึกษา”

        บางท่านอาจสงสัยว่าก็เห็นเด็กเรียนจบกันสูงขึ้น ไปแข่งขันอะไรก็ได้รางวัลมาทุกบ่อย ทำไมถึงบอกว่าต้องปฏิรูป

        คำตอบนั้นคงไม่มีตัวชี้วัดใดดีไปกว่าดูที่ผลที่คาดหวังจากการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผลการสอบ หรือรางวัลดั่งที่ยกมาแต่เป็นความร่มเย็นเป็นสุขของครอบครัวและสังคมต่างหาก

        ครอบครัวทุกวันนี้เป็นอย่างไรรักใคร่ปรองดองกลมเกลียวกันดีไหม หรือมีปัญหาหย่าร้างกันมากขึ้น มีความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น มีปัญหาท้องก่อนแต่งมากขึ้น

        หรือในระดับสังคมก็ลองดูว่าสังคมเป็นอย่างไร คนในชาติสมัครสมานสามัคคีกันดีไหม หรือมีแต่ปัญหาอาชญากรรมกันทุกพื้นที่ การทุจริตคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง การขัดแย้งทางความเชื่อ ความคิดรุนแรงจนบานปลาย

        ตอบกันได้นะครับ และปฏิเสธไม่ได้ว่าผลเป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุ ซึ่งเหตุนั้นรากเหง้าของมันก็มาจากคน หรือวิธีคิดของคน วิถีการใช้ชีวิตของคน แรงจูงใจของคน ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มาจากฐานการศึกษาที่ส่งให้คนเติบใหญ่มีความรู้ ความคิด ความเชื่อ และมีแรงจูงใจตามนั้น

        ด้วยผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างชัดแจ้งนี้เองที่ทำให้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ เสียที และการปฏิรูปนั้นต้องแรงและใหญ่จริง ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงปรับเปลี่ยนกลไก เครื่องมือ หรือวิธีการทำงาน จัดสรรงบประมาณเพิ่ม หรือเติมเทคโนโลยีแต่อย่างใด แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนแบบถอนราก ถอนโคน รื้อกันไปถึงต้นตอของการศึกษากันเลย ว่าที่เราให้ลูกหลานเราร่ำเรียนนั้นเพื่อให้ได้วิชาความรู้ไปหากิน ได้ปริญญาบัตรไปปรับตำแหน่งให้เงินเดือนสูง ๆ หรือเราให้ลูกหลานเราเรียนเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

        จะปฏิรูปต้องตอบคำถามแก่นนี้ให้ได้ก่อน ภาษานักนิติศาสตร์เขาเรียกนิติปรัชญา คือแก่นของการที่จะออกกฎหมายฉบับใดมาเป็นเครื่องมือในการให้ข้าราชการและภาคเอกชนได้ใช้งาน

        พรบ.การศึกษาตลอดชีวิตหากไม่ชัดเรื่องเป้าหมาย และไม่หยั่งลึกให้ถึงแก่นทำไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอกครับ อย่างดีก็แค่ทำให้คนของเรากลายเป็นที่หนึ่งใน AEC หรือแม้แต่ที่หนึ่งในโลก แต่ไม่อาจตอบโจทย์เรื่องความสุข สงบ อบอุ่น เรียกร้อยในสังคมได้ครับ

Read more