ชายหาปลา

by kidmai

January 15, 2012

โบนัสแห่งวัย

0 comments

ทุกคนล้วนมีเรื่องโปรดประจำใจ !

เด็กๆก็เป็นเรื่องเทพยิยาย แฟนตาซี

วัยรุ่นอาจเป็นนิยายรัก หวานชื่น

วัยค้นหา อาจเป็นนิทานเซ็น ท้าทายสมอง

คุณละครับ มีเรื่องอะไรเป็นเรื่องโปรด ?

        สำหรับผมเรื่องที่นึกกี่ครา ก็ประทับใจทุกครั้งนั้น ผมไม่ทราบว่าจะเรียกว่าเป็นนิทาน นิยาย หรือเรื่องเล่าดี เพราะไม่ทราบว่ามาจากที่ใด ใครเป็นคนแต่ง ดังนั้นที่ผมจะนำมาแบ่งปันคุณๆนี่ก็ขอให้ทราบนะครับ ว่าเป็นสำนวนการแต่งเติม ต่อเติมของผมเอง แต่สาระ แก่นเนื้อหานั้นที่ต้องการสื่อนั้นไม่เคลื่อนแน่ๆ

เรื่องเล่านี้มีดังนี้ครับ

        บ่ายของวันอันสดชื่น เศรษฐีผู้มั่งคั่งติดอันดับโลกไปเที่ยวพักผ่อนส่วนตัวอยู่ชายทะเลที่แสนจะงดงาม น้ำใส ทรายเนียน ระหว่างที่เศรษฐีเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติอันวิจิตรนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นหนุ่มชาวเลคนหนึ่งกำลังนอนพักอย่างสบายอารมณ์บนสะพานปลา ด้วยนิสัยที่ชอบช่วยแนะนำคน เศรษฐีจึงอยากรู้ว่าทำไมหนุ่มนี้ถึงไม่ออกไปหาปลาเหมือนคนอื่นๆ มานอนกระติกเท้าพักเสียอย่างนี้ ไม่รอช้าเศรษฐีเดินเข้าไปถามทันที ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า

“ก็ผมได้ปลามาพอกินของวันนี้แล้ว ผมก็พักซิครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยหากินใหม่”
        คำตอบนั้นเล่นเอาเศรษฐีอดไม่ได้ ก็เศรษฐีทำงานหามรุ่ง หามค่ำมาตลอดทั้งชีวิต ขยันขันแข็งไม่เคยขี้เกียจมาเจอคนไม่เอางานอย่างนี้ต้องสอนกันหน่อยล่ะ

        “แต่เธอควรจะออกหาปลาอีกรอบนะ เพื่อนๆก็หากันอยู่ ได้ปลามาแล้วแม้เธอจะบอกว่าพอกินแล้ว ก็เอาที่เหลือนั้นไปขายในตลาดหาเงินมาเก็บไว้ซิ”
“แล้วผมจะเก็บเงินทำไมล่ะครับ ?” ชายหนุ่มถาม

        “อ้าว…เธอก็จะได้มีเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อมากพอเธอก็จะได้ซื้อเรือลำใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะหาปลาได้มากขึ้น เก็บเงินได้มากขึ้นอีก คราวนี้เธอก็ไปซื้อเรือเพิ่ม เอาเงินไปจ้างไต๋มาหาปลาแทน ส่วนเธอก็กลายเป็นเถ้าแก่ มีเงินมีทองมากมาย”

“อือม…แล้วอย่างไรต่อละครับ ?” หนุ่มชาวเลยังสงสัยต่อ
        “พอเธอมีเงินมากขึ้นอีก เธอก็อาจเปิดโรงงานผลิตอาหารทะเลแปรรูป ส่งออกไปขายทั่วทวีป ทั่วโลก เธอก็จะได้เป็นคนดังมีชื่อเสียง มีเงินไว้ใช้สอยแบบไม่จำกัด ไม่ดีรึ ?”

“มีเชื่อเสียง มีงินใช้ไม่จำกัดมันดีอย่างไร ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ ?” คำถามนี้ไม่ได้กวน หรือยอกย้อน แต่ชายหนุ่มอยากรู้จริงๆ สายตาที่เขาถามเศรษฐีนั้นเต็มไปด้วยความสนอกสนใจอย่างยิ่ง

        “ก็พอเธอถึงจุดนั้น ก็จะเป็นอย่างฉันนี่ไง ฉันสามารถหนีนักข่าวที่คอยตามสัมภาษณ์หลบมายังเกาะอันไกลพ้นที่เธออยู่นี่ได้โดยไม่มีใครตามหาเจอ ฉันสามารถใช้ชีวิตพักผ่อนกับสายลมแสงแดด กับธรรมชาติอันบริสุทธิ์อันแสนจะอภิรมย์เช่นนี้ได้นานเท่าที่ฉันพอใจ ฉันสามารถ….”

        ยังไม่ทันที่เศรษฐีจะพูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นสะบัดตัวเดินอ้าวหนีไป สายตาสนใจใคร่รู้หายไปสิ้น เหลือแต่รอยฉงนบนหน้าที่หันมากล่าวกับเศรษฐีว่า

“คุณหลอกให้ผมฟังอะไรไม่รู้อยู่ตั้งนาน ผมไม่เห็นต้องไปเหนื่อยแสนลำบากขนาดนั้นอีกหลายๆสิบปี เพื่อที่จะมีความสุขแบบที่คุณบอก ก็ตอนนี้ผมก็ไม่มีนักข่าวตามให้ต้องหนีอยู่แล้ว ผมก็อยู่ในที่ที่คุณบอกสุดแสนจะอภิรมย์ได้ทุกวันเท่าที่ผมพอใจอยู่แล้ว ไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรเลยวิธีคิดของคุณน่ะ”
……………
……………
        พวกเราละครับ มีใครทิ้งความสุขตรงหน้า เหนื่อยแสนสาหัสเพื่อไปรอความสุขในอนาคต ซึ่งก็ไม่ต่างจากความสุขต่อหน้าขณะนี้กันบ้าง

        ใครที่กลับบ้านดึกดื่น ไม่มีเวลาสอนการบ้านให้ลูกน้อย ด้วยความหวังว่าหลังจากทำงานหนักมีเงินมีทองมากมายแล้วจะได้ใช้เวลาค่ำคืนอ่านนิทานให้ลูกฟัง

ใครตะลอนไปทั้วประเทศ ทั่วโลกทิ้งลูกอยู่ในบ้านหลังน้อย เพื่อเก็บเงินมาสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่เพื่ออยู่กับลูก
ใครที่ให้ลูกกินข้าวกับคนใช้ ขณะที่ตนกินในโรงแรม 5 ดาวรับรองลูกค้าเพื่อหวังว่าอนาคตจะได้พาลูกไปกินเหลาพร้อมหน้าครอบครัว

ไม่ได้แนะให้ขี้เกียจนะครับ ไม่ได้บอกให้หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ว่าว่าไม่ต้องเก็บสะสมเงินทองเพื่ออนาคต
แต่…แต่ถามสะกิดใจว่าขณะนี้ใครที่เดินทางหลงเป้าหมายอันแท้จริงของชีวิตตนเองอยู่บ้างไหม ?

        เราลองถามตัวเราเองจริงๆหรือยังว่าเราอยากได้ อยากเป็นอะไร ?
        เราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุข หรือเราอยากร่ำรวยเงินทอง
        เราอยากใกล้ชิดลูกเมียอย่างครอบครัวทั่วไป หรือเราอยากดังมีชื่อเสียง

        หลายคราที่เราเอาความอยากของรานั่นแหละเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว แต่เราเอาความรักลูก ความห่วงครอบครัวมาเป็นข้ออ้างในการกระทำเช่นน้น

        จะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าการหาเงินมาได้มากๆของเราด้วยข้ออ้างว่าเป็นหลักประกันของลูก แลกกับการขาดความอบอุ่นของลูกจนเสียเด็ก เช่นนั้นต่อให้เราทำสำเร็จมีเงินให้เขาเท่าไหร่ก็อาจไม่พอให้เขาผลาญ แต่ถ้าเราให้ความรัก ให้เวลาแม้เงินที่เราทิ้งไว้ให้เขาอาจไม่มาก แต่ความมั่นคงทางจิตใจที่เขาได้รับจะมีค่ามากกว่าประมาณมิได้

        จะเหลือเวลาดีๆสักแค่ไหนกันครับ หากเราใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่เขายังเล็ก ยังต้องการเราทิ้งเขาไปเพื่อหาเงินไปสร้างคฤหาสน์ที่กว่าจะได้มา เขาก็อาจพอใจที่จะโบยบินจากรังใหญ่นั้นไปสู่รังน้อยที่เขาอบอุ่นใจกว่า

        ย้ำอีกครั้ง ว่าไม่ได้แนะให้ไม่เก็บ ไม่สร้างตัว แต่ทักให้เฉลียวมาดูเป้าแท้ เป้าหลอก แล้วเดินตามนั้นให้ดี อย่าได้โดนวิธีคิดของระบบทุนนิยม กิเลสนิยมผลักดัน ขับเคลื่อน หรือผลักไสเราให้หลุดออกจากทางที่ควรจะเป็นเลย

        เย็นนี้รีบกลับบ้านสอนลูกทำการบ้าน กินข้าวฝีมือภรรยา เล่านิทานที่ลูกชอบก่อนนอนให้เขาฟังกันเถิดครับ

ว่าแต่ตุณรู้รึยังว่าลูกคุณชอบฟังนิทานเรื่องอะไร ?

Read more

Bonus Meditation

by kidmai

November 21, 2011

โบนัสแห่งวัย

0 comments

14 จังหวะ เจริญสติตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

        คนเราทุกข์เพราะความคิด !!

นี่เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
และใครที่สามารถจัดการกับความคิดได้เขาผู้นั้นย่อมไม่ทุกข์

        จัดการในที่นี้มิได้หมายถึงการไม่คิด แต่หมายถึงการจัดการในลักษณะที่เป็นนายเหนือความคิด สามารถเลือกที่จะคิดเรื่องที่ควรคิด ขณะเดียวกันก็สามารถ ”หยุด” ที่จะคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดได้

        แต่จะทำอย่างไรล่ะ ? ก็รู้ทั้งรู้อยู่แต่มันก็หยุดความคิดไม่ได้ จะตัด จะปล่อยก็มีความกังวล ความกลัวอยู่ ต้องคิดต่อไปให้จบ

        นั่นเป็นข้ออ้างครับ เพราะความจริงแล้วความคิดที่นำทุกข์มาให้นี้คิดอย่างไรก็ไม่มีวันจบ จะคิดซ้ำไป ซ้ำมา วนเวียน ย้ำคิดแล้วคิดอีกเป็นวังวนไม่สามารถพาตัวเองออกมาจากความคิดหรือความทุกข์ได้ และหลายกรณีการคิดวนจบไม่ลงนี่แหละที่กดดันผู้ที่รู้ไม่เท่าทันนี้ทนรับสภาพไม่ไหว เลยเถิดกลายเป็นการหนีปัญหา(ความคิด)ด้วยวิธีการรุนแรงเด็ดขาดเลย หรืออย่างเบาก็กลายเป็นคนอมทุกข์ หาความสุขได้ยาก ขี้กลัว ขี้กังวลไปสารพัด ถ้าไม่ห่วงเรื่องอนาคต ก็ไปดึงเรื่องอดีตมาโหยหา

        คุณประโยชน์ของความคิดมีมาก ทำให้โลกพัฒนามาได้ถึงจุดนี้ ทำให้ชีวิตเราขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งขณะนี้ แต่โทษของความคิดก็มีมหันต์หากไม่รู้จักมัน ไม่เข้าใจมัน แต่การจะรู้ เข้าใจความคิด “กลไก” การทำงานของมันได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ต้องมีการฝึกฝนครับ

        โบบัสแห่งวัย ฉบับนี้จึงขอแนะนำการฝึกรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้คุณ “เห็น” ความคิด(ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิดอันเป็นปกติอยู่แล้ว) ซึ่งเมื่อฝึกจนเห็นความคิดแล้วคุณก็จะสามารถจัดการมันได้ เลือกที่จะคิดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการงาน กับชีวิตจบแล้วก็จบกัน วางแผนแล้วก็นำไปปฏิบัติ ไม่ได้มาย้ำคิด ย้ำทวน ส่วนความคิดที่ “ลัก(ขโมย)คิด” ความคิดจรเป็นชนิดที่นำทุกข์มาให้นั้นคุณก็จะเห็นทันมันและหยุดมันได้ก่อนที่มันจะพาคุณคิดเตลิดเปิดเปิงจนหยุดไม่อยู่

        วิธีการนี้เรียกว่า “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ในแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” หรือที่ต่างประเทศนิยมเรียกว่า Dynamic Meditation ครับ

        หลวงพ่อเทียนนั้นท่านถือว่าเป็น “ปรมาจารย์” ในการเจริญสติ รูปแบบที่ท่านนำมาถ่ายทอดนั้นผู้ปฏิบัติ(ที่มีความอดทน)จำนวนมากปฏิบัติเพียงไม่นานก็สามารถจัดการกับความคิดได้มากขึ้น อันหมายถึงความทุกข์ลดลงทันตาเห็น ทั้งยังเป็นการลดแบบถอนราก ถอนโคน คือจัดการที่ต้นตอของทุกข์คือความคิดโดยตรง ไม่ใช่การเบี่ยงเบนทุกข์ไปกับกิจกรรม งานการอื่นๆที่ทำให้ลืมเรื่องที่ทุกข์ได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายเมื่อเหตุยังอยู่เดี๋ยวมันก็กลับมาหลอกหลอนให้เราทุกข์ต่อได้อีก

        หลักการของวิธีนี้ก็คือการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นหลักของความรู้สึกตัว ใช้การเคลื่อนไหวมือ หรือที่เรียกว่าการสร้างจังหวะมือ สลับกับการเดินจงกรมเพื่อฝึกสติ โดยการสร้างจังหวะมือนั้นจะมีรูปแบบอยู่ทั้งหมด 14 ท่า(ตามรูปประกอบ)ให้เคลื่อนมือตามแต่ละท่าแล้วเติมความรู้สึกตัวเข้าไปด้วย ในจุดสิ้นสุดท่าจะมีการหยุดนิ่งเล็กน้อยก็ให้เติมความรู้สึกถึงการหยุดนั้นเช่นกัน ซึ่งจะต่างจากชีวิตที่เราคุ้นชินคือมักตกอยู่ในโลกของความคิดอยู่ตลอด ที่แม้เราจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดวันแต่เราแทบจะไม่เคยรับรู้ถึงการเคลื่อน หรือความเป็นไปของร่างกายเราเลย ไม่เชื่อลองถามตัวเองดูซิครับ ว่าคุณรู้ไหมว่ากำลังนั่งอยู่ท่าไหน ? ถ้าไม่หลอกตัวเองก็ร้อยทั้งร้อยแหละครับ ที่เราไม่สนใจตัวของเรานี่เลย เพราะเราเอาแต่จมอยู่กับโลกของความคิด โลกในจินตนาการ ซึ่งการมาฝึกเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกเช่นนี้ จะทำให้จิตเรามีกำลังมากขึ้นตามระยะเวลาของการฝึก ตามความขยัน และต่อเนื่องของเรา

        ที่ทำให้จิตใจมีกำลังก็เพราะหลักพื้นฐานที่ว่า เมื่อคิดย่อมไม่รู้ เมื่อรู้ย่อมไม่คิด รู้ กับ คิดเป็นของตรงข้ามกันครับ ไม่เชื่อคุณลองทุบต้นขาตัวเองถี่ๆดูด้วยน้ำหนักพอควรซิครับ เมื่อเราใส่ใจที่จะรู้สัมผัสตุ๊บ…ตุ๊บตามจังหวะที่สัมผัส เมื่อนั้นคุณจะคิดไม่ได้(แต่หากทำให้ชินระยะหนึ่งจิตจะแอบไปคิดได้ทั้งๆที่ทุบอยู่ เราจะลืมรู้สึกถึงการกระทบไป)

        และหลังจากจิตมีพลังแล้ว เมื่อมีความคิดจรผุดขึ้นมาในจิต จิตจะเห็นและเลือกที่จะคิดต่อ หรือปฏิเสธแล้วกลับมาที่ความรู้สึกตัวได้ เริ่มแรกๆอาจจะรู้ทันความคิดจรได้ไม่มาก 10 เรื่องอาจทันเพียงเรื่องเดียว แต่หากไม่ท้อฝึกไปไม่นานจะเพิ่มขึ้นมาก จนท้ายที่สุดคุณจะสามารถพ้นทุกข์จากความคิดได้แบบเบ็ดเสร็จทีเดียว

อยากมีความสุขจากการไม่เป็นทาสความคิด ก็ลองขยันฝึกตามรูปดูนะครับ
โบนัสแห่งวัย ขออวยพรให้คุณเป็นอิสระจากความคิดในเร็ววันนี้ครับ

Read more

ขันติที่ขาดหาย

by kidmai

November 14, 2011

โบนัสแห่งวัย

0 comments

อินเตอร์เน็ตเร็วขึ้นแค่ไหน ความอดทนก็น้อยลงเป็นเงาตามตัว !

        ยังจำได้ว่าสมัยก่อนการติดต่อกันใช้ผ่านทางจดหมาย จะจีบกันที ต้องรอกันเกินสัปดาห์จดหมายเราส่งไป 3 วัน ให้เวลาสาวเจ้าตอบอีกสัก 3-4 วัน ส่งกลับมาอีก 3 วันรวมแล้วก็ประมาณ 10 วัน ซึ่งเมื่อใกล้ๆเวลาที่คาดว่าจดหมายจะมาถึงก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไร ได้แต่ชะเง้อคอมองดูตู้จดหมาย มีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไม่ได้ ต้องเล็งแล้วว่าใช่ บุรุษไปรษณีย์รึเปล่า ใช่บ้านเรารึเปล่า ใช่ที่เรารออยู่รึเปล่า

        นั่นเป็นบรรยากาศสมัยผมรุ่นๆครับ เชื่อว่าหลายๆท่านคงทันวิถีแห่งความอดทนรอคอยด้วยความหวานชื่นเยี่ยงนี้กัน แต่แม้จะดูเนิ่นช้า น่าอึดอัด แต่ก็เป็นวิถีที่มีประโยชน์ไม่น้อยเพราะทำให้เราเกิดภูมิต้านทานขึ้น เพราะจะเร่งอย่างไรให้ได้ดั่งใจก็หมดสิทธิ์ ซึ่งความอดทนนี้ก็เผื่อแผ่ไปยังเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย ทำให้เป็นคนคอยเป็น รอเป็น ทำใจเป็น

ต่างจากสมัยนี้จีบกันผ่านสังคมออนไลน์ อีเมล ทวิตเตอร์ เฟซบุค โพสต์ปุ๊บตอบได้ปั๊บ ทันใจจนใจเสีย

        ทันใจขนาดหากตอบกันช้าแค่เพียงนาทีก็งอนตุ๊บป่องถึงขั้นเลิกลากันได้เลย ยิ่งอินเตอร์เน็ตไวเพียงใด ความอดทนของคนก็ลดลงเท่านั้น เมื่อความอดทนสูญสลายไปจากใจ ใจก็เลยเสีย เสียใจที่เป็นปกติของเราไปกับความทุรนทุราย และนั่นนำมาซึ่งปัญหาสังคมใหญ่เล็กมากมายในทุกระดับ ทั้งระดับปัจจเจกส่วนบุคคลไปถึงระดับประเทศ

        ฉบับนี้เลยขออนุญาตนำบทความถอดเทปคำบรรยายของพระอาจารย์ทวีป กตปุญโญ สถานปฏิบัติธรรมแทนวันดีเจริญสุข ที่ท่านเมตตามาบรรยายธรรมให้กับญาติธรรมที่ศาลาปันมี มูลนิธิบ้านอารีย์ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งช่วงหนึ่งของการบรรยายธรรมครั้งนั้นท่านเทศน์เกี่ยวกับความอดทนหรือ “ขันติ” ไว้ได้อย่างน่าฟัง และน่าน้อมมาใส่ใจตนเพื่อการเพิ่มภูมิต้านทานความอ่อนแอต่อกิเลสของใจเราอย่างยิ่ง

เชิญสัมผัสได้เลยครับ

        ขันติ ถ้ามองตามสายตาของนักจิตวิทยา ขันติคือการเก็บกด
แต่ทางภาษาศาสตร์ขันติมาจาก ขน (ขะ-นะ) แปลว่า นำออก ขุดออก

        คนที่มีความอดทน มิใช่เป็นการ เก็บกด แต่หมายถึงบุคคลนั้นได้เอาความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ออก ไม่เอาไว้ ไม่เก็บไว้ ไม่ซุกไว้ใต้พรม แต่เป็นการทำจนจิตนั้นเกลี้ยง ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้จิตขุ่นมัว แม้แต่น้อย เป็นวิสัยของพุทธะ แต่เราเข้าใจขันติ ในแง่ของการเก็บกดไว้

พระอรรถาจารย์ ก็ได้อธิบายขันติ โดยการยกเรื่องราวดังนี้.

        บุคคล ๒ คน คนหนึ่งกำลังมาก ทรัพย์มาก บริวารมีมาก ไปตะคอกตบตีคนที่มีทรัพย์น้อย กำลังน้อย บริวารน้อย แม้เจ็บตัวคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย ก็ทนไว้ เพราะรู้ว่าไปต่อกรกับเขาเราคงแพ้ บุคคลนั้นหาได้ชื่อว่า อดทนไม่ เพียงแต่กลัวเสียท่าเขา จึงยอมเก็บกดทนไว้

        บุคคล ๒ คน คนหนึ่ง กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมาก อีกคนก็มี กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมากพอๆกัน มาทะเลาะกัน ต่างคนต่างดูท่าที มิใช่ความอดทน แต่เป็นเพียงกลัวเพลี้ยงพล้ำ ยังมิใช่การใช้ความอดทน ต่อเมื่อใดบุคคลมีกำลังทรัพย์ ความรู้ ความสามารถ บริวารมากมาย ถูกคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย บริวารน้อย ดูหมิ่นดูแคลน จนตบตีเอา เขาก็ยังสงบระงับอยู่ เหมือนกับพระสารีบุตร ที่ถูกพระบวชใหม่แกล้งสารพัด จนบางครั้งพระพุทธเจ้าอุปมาว่า พระสารีบุตรเป็นดั่งแผ่นดิน เป็นดั่งผ้าเช็ดเท้า เป็นเหมือนดั่งโคที่เขาขาดแล้ว ไม่มีอาการสะดุ้งเมื่อถูกเขาประทุษร้าย เมื่อเขาถูกรังแก จึงพอจะเห็นภาพของคำว่า ขันติได้บ้างว่า มันมิใช่เพราะว่าเราไม่มีกำลัง มิใช่เราไม่มีสติปัญญา ไม่ใช่เราไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถที่จะโกรธ ที่จะประทุษร้าย ที่จะกลั่นแกล้ง แต่จิตที่คิดจะประทุษร้ายมันไม่มี นั่นคือ หลักการของชาวพุทธ ความมีเกียรติของชาวพุทธ ความสง่างามของชาวพุทธ ถ้าเรามีจิตใจที่ประกอบด้วยขันติเช่นนี้ นั่นคือ อาภรณ์ที่ประเสริฐกว่าอาภรณ์อื่นใด

        ในสังคมที่เต็มไปด้วยการประทุษร้ายทั้งทางกาย และวาจา เรายังมิได้นำเอาหลักการนี้มาใช้ เมื่อเราถูกด่า เราก็มักจะด่าตอบ เมื่อเราถูกประทุษร้าย เราก็มักประทุษร้ายตอบ เราจึงพบว่าบางครั้ง มีตัวอย่างที่เห็นชัด มีพระมหาเถระรูปหนึ่ง อาสาจะไปแสดงธรรมใน สุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าท่านรู้เบื้องหลังว่า หมู่บ้านนี้คนดุ จึงได้ตรัสกับพระปุณณะว่า

        ปุณณะ เธอรู้ไหมหมู่บ้านนั้น ย่านนั้น คนดุน่ะ ถ้าหากว่าเธอไปแล้ว เขาพากันด่าเธอละ เธอจะทำอย่างไร ?
        พระปุณณะ กราบทูลพระพุทธองค์ว่า
เขาด่าก็ดี ดีกว่าเขาเอามือเอาเท้า มาตบ มาตี มาแตะ
หากถ้าเธอไปแล้ว เขาตบเขาตีเธอละ ?
ไม่เป็นไร ทนได้ ดีกว่าเขาเอาท่อนไม้มาตีเอา
        ถ้าเขาเอาท่อนไม้มาตีเธอละ ?
ไม่เป็นไรทนได้ ดีกว่าเขาเอาศาสตรา มีดาบ มีหอก มาห้ำหั่น
ถ้าเขาเอามีดเอาดาบมาห้ำหั่นเธอละ?
ไม่เป็นไร แค่ได้แผล มือเท้ายังอยู่จาริกไปสอนธรรมต่อ
        ถ้าเขาเอามีด เอาดาบ เอาอาวุธต่างๆมาตัดมือเธอละ?
ตัดมือขาดทั้งสองข้างแล้วไม่เป็นไร เท้ายังอยู่ยังเดินได้ เดินไปสอนต่อไป
ถ้าหากเขาตัดมือตัดเท้าเธอละ?
ไม่เป็นไร นั่งสงบให้เขาดูก็ได้ ทำต่อไป
ถ้าหากเขาเอาอาวุธต่างๆมาฆ่าเธอละ?

        สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน วันหนึ่งร่างกายนี้ก็ต้องเอาคืนอยู่แล้ว เขามาชิงคืนก่อนเวลาก็กำไร อย่างนี้การทำงานของท่านจึงไม่มีอุปสรรคขวางกั้น เพราะใจท่านเกลี้ยง ใจท่านมีความผ่องใส ไม่มีเมฆหมอกบังเลย นั่งตรงไหนก็เป็นครู ยืนอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เดินอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เพราะมีหลักที่ชัดเจน การทำงานที่มีหลักเช่นนี้ ท่านทิ้งร่องรอยไว้ให้เราดู

Read more

งานกับความสุข

by kidmai

October 11, 2011

โบนัสแห่งวัย

0 comments

        เมื่อวานเ(ขณะเขียนต้นฉบับ)ป็นวันพิเศษสำหรับผมและครอบครัว เพราะเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 79 ของคุณแม่ของพวกเรา หรือคุณยาย-คุณย่าของหลานๆ และเป็นปกติของทุกปีที่เมื่อถึงวันนั้นครอบครัวเราก็จะไปทำบุญ ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุที่โรงพยาบาลสงฆ์ และอีกเช่นกันที่หลังจากพระฉันเสร็จ ให้ศีลให้พรแล้ว โยมคือพวกเราก็จะไปหาที่กินตามประสาฆราวาสกันต่อ เป็นการรวมตัวกันตามหน้าที่ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในรอบปี พวกเราใช้เวลาบนโต๊ะอาหารอยู่นาน กว่าจะเดินทางกลับถึงสำนักงานก็ร่วมบ่าย 3 โมงซึ่งก็มักจะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงคุณแม่ หรือบรรดานายธนาคาร ตัวแทนห้างร้านต่างๆที่เราค้าขายด้วยมาอวยพรให้ต่อ ก็ต้องช่วยกันรับรอง สนทนากันตามมารยาทอันดี สรุปรวมความแล้ววันนั้นทั้งวันแทบจะไม่ได้ทำงานกันเลย

ไม่ได้ทำงาน ??

        แวบหนึ่งที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาว่าไม่ได้ทำงาน มันมีใจอีกส่วนหนึ่งที่ค้านอยู่ว่าไม่จริง มันบอกว่านี่แหละคืองาน ทั้งยังเป็นงานที่สำคัญกว่างานที่ทำอยู่ทุกวันเสียด้วย มานึกทวนแล้วถามตัวเองว่าถ้าต้องตัดสินว่าอันไหนถูก คำตอบที่ได้ในทันทีแบบไม่ลังเลเลยคือแบบหลังครับ มากกว่านั้นยังมีคำถามต่อให้ตนเองอีกว่า

“ที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ทำงานเลยใช่ไหม ? “

        น่าตกใจคือผมตอบตัวเองว่า ใช่ครับ ที่ผ่านมาเอาแต่ “หาเงิน” งานของเราคือเงิน เพื่อเงิน เราลืมสิ้นถึงงานในสถานภาพอื่นๆ

        เราลืมงานในฐานะลูกที่มีต่อคุณพ่อ คุณแม่
        เราลืมงานในฐานะศิษย์ ที่มีต่ออาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชา
        เราลืมงานในฐานะสามี-ภรรยาที่มีต่อคู่ของตน
        เราอาจลืมแม้กระทั่งงานในฐานะ พ่อ-แม่ที่มีต่อลูกน้อยด้วยซ้ำไป

        ความหมายของคำว่างานของเราจึงบีบแคบลงมาที่เรื่องของ”การกระทำ”ที่เป็นไปเพื่อให้ได้เงินมา จะมีข้ออ้างว่าได้เงินมาเพื่อครอบครัวก็เถอะ แต่ถามตัวเองดีๆว่าเราค่อยๆโดนวิถีโลกลาก ถู ไถวิธีคิด และชีวิตของเราออกไปจากชีวิตแท้ๆแล้วใช่ไหม

        ผมให้อย่างดีหน่อย แบบไม่ได้ประมาทกันนะครับ ต่อให้เรายังระลึกได้ถึงงานในฐานะอื่นๆดังยกมาข้างต้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือกจริงเราเลือกที่จะให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับงานที่ได้เงินมาก่อนจริงหรือไม่?

เราเลือกที่จะรับนัดลูกค้าแทนที่กลับมาเป่าเค็กวันเกิดคุณปู่
เราเลือกที่จะทำโอที ประชุมกับนายแทนที่การไปรดน้ำดำหัวอาจารย์

        หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเลือกที่จะเดินทางไปทำงานตามปกติ แทนที่จะไปร่วมงานวันพ่อ วันแม่ที่โรงเรียนลูกน้อยจัดให้ลูกนำพวงมาลัยมากราบเรา

        ที่ยกมาไม่ได้ให้เราไม่ให้ความสำคัญกับงาน(หาเงิน) โดยทิ้งๆขว้างๆนะครับ แต่ยกมาเพื่อให้ลองถามตัวเองว่า เราได้เคยชั่งน้ำหนักดีหรือยังยามต้องเลือก หรือแม้แต่ในยามปกติ เราเอาทุกอย่างไปไว้ข้างหลังเงินใช่ไหม

เราเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัยในอนาคตมาเป็นหลักในการเลือกเดินในชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า
คนเราเกิดมามีหลายบทบาท หลายหน้าที่ มีหมวกหลายไป นอกจากที่ผมยกไปบ้างแล้วเรายังมีหน้าที่อื่นๆอีกเช่น

        หน้าที่ของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน
        หน้าที่ของสมาชิกหมู่บ้าน ที่มีต่อเพื่อนบ้าน
        หน้าที่พลเมืองที่มีต่อประทเศชาติ
        หน้าที่ประชากรโลกที่มีต่อโลกและสิ่งแวดล้อม
        และที่สำคัญอย่าลืม หน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ !!!

หน้าที่นั้นคืออะไร ?

        คำตอบก็คือหน้าที่ในการใช้อัตภาพอันสูงสุดของวิวัฒนาการนี้ในการนำพาจิตใจของมนุษยชาติก้าวพ้นห้วงแห่งการร้อยรัด ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่เชื่อเถอะครับว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนรวมไหนๆ

        เมื่อใจเราพ้นทุกข์ คนรอบข้าง ธรรมชาติรอบตัวเราย่อมได้รับผลประโยชน์แบบตรงๆ และถึงแก่น มั่นคงถาวรจริงๆไปด้วย เราสามารถเป็นประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อมให้เพื่อนร่วมโลก สัตว์ร่วมสังสารวัฏได้อีกมาก

        ดูอย่างท่านหลวงตามหาบัวซิครับ ความเพียรทำกิจการงานในสมณเพศของท่านเมื่อสำเร็จผลแล้วยังประโยชน์ให้ลูกศิษย์ ลูกหา คนในพื้นที่ ผู้สนใจธรรม ผู้มีความทุกข์ ไปจนถึงทุกคนในประเทศชาติ และทั่วโลกที่ประสบทุกข์อยู่ขนาดไหน

        บารมีท่านที่เราได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้คงเป็นคำตอบที่ชัดเจนไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
        ดูอย่างท่าน แล้วอย่าลืมหันมาดูหน้าที่ของเราอีกครั้งนะครับ

        แจกแจงลงว่าชีวิตนี้เราต้องสวมหัวโขนกี่ใบ แล้วเบื่อๆหัวโขนคนหาเงินที่สวมมาทั้งชีวิตเปลี่ยนหัวมาสวมหัวอื่นบ้างน่าจะดีไหมครับ และหากนึกไม่ออกว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง ผมขอแนะให้ย้อนกลับไปทวนสิ่งที่เราเรียนสมัยเด็กๆ เกี่ยวกับการปฏบัติหน้าที่ในฐานะต่างๆ 6 ฐานะ หรือ “ทิศ 6”

        ลองกลับไปดูนะครับ มีบอกสิ่งที่ควรทำต่อบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยไว้อย่างครบถ้วนดีแล้วครับ

Read more