ไหว้ด้วยสำนึก

by kidmai

July 2, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ Family in love นิตยสาร สุขสโมสร

พฤษภาคม 2555

        …ด้วยท่านมิได้ยังชีพอยู่เพื่อตนเอง
        ดังนั้นท่านจึงยังชีพอยู่ชั่วนิรันด์…

        ข้างต้นเป็นคำสอนของท่านเล่าจื้อ ที่ผมมักใช้เปิดการบรรยาย เชิญชวนให้คนหันมาทำความดี หันมาแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อความสุขของคนอื่น ซึ่งนั่นจะเป็นความสุขที่แท้จริง อีกทั้งยังคงรักษาชื่อเสียงตนเองและวงศ์ตระกูลให้ดำรงอยู่อย่างยาวนานดั่งที่เรียกว่าชั่วนิรันด์ด้วย

        นั่นเป็นช่วงกระตุ้นความสนใจจากผู้ฟังในวินาทีแรก ถัดจากนั้นตามขั้นตอนก็จะกล่าวสวัสดีบรรดาแขกผู้มีเกียรติตามลำดับไป โดยลำดับแรกหากในหมู่ผู้ฟังนั้นมีพระภิกษุสงฆ์ ก็ต้องกราบนมัสการพระท่านก่อน

        จำได้ว่าวันนั้นไปพูดให้น้อง ๆ ที่จังหวัดสุราษฏร์ฯฟังกันแล้วมีพระอาจารย์อยู่ด้วย ผมก็ต้องกล่าวกราบนมัสการท่านพร้อมยกมือขึ้นเหนือหัว ถัดมาก็กล่าวสวัสดีคณาจารย์พร้อมไหว้ด้วยปลายนิ้วชี้ที่จรดคิ้ว ถัดจากนั้นก็รับไหว้ผู้ฟังที่เป็นรุ่นน้องด้วยพนมมือไว้ระดับอก

        ครบถ้วนเสร็จเลยถือโอกาสเสริมเกร็ดความรู้ให้เด็ก ๆ เสียเลย ว่าสังเกตุไหมว่าผมยกมือไหว้บุคคลประเภทต่าง ๆ ในระดับที่ต่างกัน ซึ่งนั่นเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่มีความปราณีต บรรจงในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องสามัญที่เราทำอยู่ทุกวันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยไปอีก

        แต่ที่สำคัญบรรพบุรุษเราไม่ได้ใส่รายละเอียดไปเพื่อให้ยุ่งยาก หรือเอาไว้ให้ดูขลัง แต่เป็นกุศโลบายที่ไว้เตือนใจ ก่อประโยชน์ให้ผู้ปฏิบัติตาม

        อย่างจะกราบพระให้มือพนมอยู่เหนือหัวไม่ใช่แค่เรื่องของการเทิดทูนอย่างสูงไว้เหนือเกล้าเท่านั้น แต่ลองสังเกตุดูเมื่อมือท่วมหัวนิ้วโป้งเราจะอยู่ที่หว่างคิ้ว หรือหน้าผากพอดี ตำแหน่งนี้ก็คือที่ตั้งของสมองอันเป็นรูปธรรมที่สัมพันธ์ตรงกับ “ปัญญา” และนี่ก็คือการแฝงนัยว่าการไหว้พระก็ด้วย ความระลึกถึงพระคุณของท่านที่เมตตาสั่งสอนให้เราเกิดปัญญา

        ถัดมาคือไหว้ครู อาจารย์นิ้วชี้อยู่ที่หน้าผาก นิ้วโป้งก็จะอยู่ที่ปากพอดี อันนี้แฝงนัยถึงอะไร เด็ก ๆ บางคนอาจยียวนกวนโอ้ยบอกแปลว่าครูขี้บ่น หรือครูเอาแต่สั่ง ก็ถือว่าหยอกเย้ากันเล่นให้น่าเอ็นดู แต่นัยยะที่มากับนิ้งโป้งชี้เข้าปากนี้ก็คือครูเป็นผู้ประสิทธิ ประสาทวิชาให้เรานำไป “เลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง”

        ส่วนเวลารับไหว้เพื่อนหรือผู้ที่เท่ากันหรือด้อยกว่าเรารับไหว้กันที่หว่างอก นั่นก็คือการสื่อถึง“ใจ” เราคบกันด้วยใจ มีความจริงใจต่อกัน เอื้ออาทรกัน

        แต่นอกจาก 3 ประเภทที่เกิดจริงวันนั้นแล้วยังมีอีกตัวอย่างซึ่งผมไม่ได้กล่าวสวัสดีเป็นตัวอย่างแก่น้อง ๆ นั่นคือ คุณพ่อ – คุณแม่ แต่เมื่อถามว่าจะไหว้ท่านนิ้วโป้งอยู่ไหน ปรากฏว่าน่าชื่นใจมากที่น้อง ๆ ตอบได้ถูกทุกคนว่า ไหว้พ่อ-แม่นิ้วโป้งอยู่ที่จมูก

        ใช่ครับ ! นัยยะก็คือท่านให้กำเนิด มอบลมหายใจนี้แก่เรามา แม้บางท่านอาจไม่ได้เลี้ยงดูเราด้วยอาหารทางปากเลยหลังคลอดเราออกมา แต่อย่างน้อยที่สุดลมหายใจทางจมูกนี้ท่านเป็นผู้มอบให้แน่ ๆ

        และนี่แหละครับความงดงามของวิถีไทยที่ให้ประโยชน์ต่อผู้เข้าใจ จากวันนี้หากคุณสวัสดีใครด้วยการทำตามระดับที่เหมาะควรแล้ว นอกจากจะมีความงดงามทางกายภาพที่ปรากฏให้คนเห็น ยังงดงามจากภายในที่คุณได้ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์องค์เจ้าที่นำความรู้เพื่อพ้นทุกข์มาสอนเรา ระลึกถึงพระคุณบิดามารดาที่มอบลมหายใจแก่เรา ขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ท่านเหนื่อยสอนให้เรานำไปเลี้ยงครอบครัวได้ และขอบใจเพื่อนฝูงที่ประคับประคองดูแลสารทุกข์สุกดิบกัน

FIL ฉบับนี้ชวนคุณไหว้ให้ด้วยสำนึกกันครับ !

Read more

หน้าที่ที่น่าทำ

by kidmai

June 18, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ ทรัพย์ในธรรม นิตยสาร สุขสโมสร

พฤษภาคม 2555

        ปัจจุบันมีการพูดถึง “สิทธิ” กันมาก มีการเรียกร้องสิทธิ์ในมิติต่าง ๆ แทบจะทุกภาคส่วนของสังคม
ที่คุ้นกันที่สุด ก็เช่นสิทธิ์ความเสมอภาคระหว่างเพศ สิทธิ์ของผู้บริโภค สิทธ์ของประชาชน สิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งสิทธิ์ของลูก

        แต่หากจะให้ครบถ้วนเราควรพูดถึงสิทธิ์นี้คู่ไปกับคำว่า “หน้าที่” แต่เหมือนคำหลังนี้จะถูกละเลย หรือจงใจละเลยที่จำกล่าวถึง ด้วยความที่คนมักอยากได้แต่สิทธิ์แต่ไม่อยากทำหน้าที่ หรืออีกภาษาก็คือคนอยากได้ผลแต่ไม่อยากเหนื่อยสร้างเหตุ

        ในทางพุทธเราจะเน้นที่การสร้างเหตุให้เต็มที่โดยไม่สนใจผล เพราะอย่างไรผลที่เหมาะกับเหตุนั้นย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

        ใครขยันหากิน อดออมรอมริบ หมั่นพิจารณาพัฒนางาน ต่อให้ไม่อยากรวยก็ต้องรวย

ส่วนใครที่ฝันเฟื่องไปเรื่อยโดยนอนกระดิกเท้ารอโชคลาภก็ได้แต่รวยในโลกของจินตนาการ

        ทรัพย์ในธรรม ฉบับนี้จึงชวนคุณมาทำหน้าที่กันครับ ทำหน้าที่ให้ดี ให้ถูกต้องและผลที่ต้องการจะตามมาเองโดยไม่ต้องเหนื่อยไปเรียกร้องสิทธิ์

        ในตำราท่านสอนไว้ครบถ้วนดีแล้วถึงหน้าที่ที่เราน่าทำต่อบุคคลประเภทต่าง ๆ ที่จำแนกออกเป็น 6 ประเภท หรือที่เราคุ้นกันสมัยเรียนว่า ทิศ 6 มีอะไรบ้างเรามาทวนกันครับ

๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา
๒. ทักขิณทิสทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์
๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ สามีภรรยา
๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
๕. อุปริมทิส ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์
๖. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง

        ซึ่งในแต่ละทิศ หรือในบุคคลประเภทต่าง ๆ ที่เราต้องอยู่ร่วมด้วยนั้นก็จะมีข้อที่ควรปฏิบัติต่อกัน ๕-๖ ประการ ฉบับนี้ผมขอยกมาสักทิศ คือทิศที่ ๓ ทิศเบื้องหลังได้แก่ สามี ภรรยา

        แค่การเปรียบเทียบทิศก็รู้ได้ถึงความตรงตามจริงแล้ว นั่นคือเรื่องของครอบครัวที่เปรียบเสมือนกองหลัง กองหนุนที่สำคัญยิ่งต่อความก้าวหน้า การประสบความสำเร็จในชีวิตเรา หากคู่ครองดี ช่วยเกื้อหนุนกันอย่างเต็มกำลัง เป็นกำลังใจให้กัน ก็หวังได้ถึงโอกาสแห่งความสำเร็จที่จะตามมา แต่ถ้าทิศเบื้องหลังไม่เล่นด้วย กองหนุนไม่ส่งกำลังเสริม ไม่ป้อนกำลังใจ ชีวิตเราก็เหมือนการแหวกฝ่าขวากหนามอย่างเดียวดายล้มแล้วอาจลุกได้ยากเย็นนัก

มาดูกันครับว่าหน้าที่ต่อคู่ครองมีอะไรบ้าง
หน้าที่ของสามีต่อภรรยา
๑. ยกย่องสมฐานะภรรยา
๒.ไม่ดูหมิ่น
๓.ไม่นอกใจ
๔.มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
๕.หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส

หน้าที่ของภรรยาต่อสามี
๑.จัดการงานในบ้านให้เรียบร้อย
๒.สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓.ไม่นอกใจ
๔.รักษาสมบัติที่หามาได้
๕.ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง

        เห็นไหมครับ หน้าที่นี้พิจารณาให้ดีท่านลงลึกไปถึงชีวิตความเป็นอยู่จริง ๆ ของคู่สัมพันธ์นั้นเลย เป็นเรื่องหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยานั้นไม่ราบลื่น ในส่วนของภรรยานั้นคุณผู้หญิงก็ลองอ่านและพิจารณาดูนะครับ แต่ในส่วนของหน้าที่ของฝ่ายชายนั้นลองพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าสิ่งที่ท่านระบุไว้นั้นล้วนเป็นสาเหตุหลักของความระหองระแหง ถึงขั้นแยกเตียงหย่าร้างกันของหลายคู่หรือเกือบทุกคู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้เกียรติ เรื่องการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นภรรยา หรือที่สำคัญคือเรื่องของการนอกใจอันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทราบกันดี ไม่เว้นแม้เรื่องของความน้อยเนื้อต่ำใจกับชีวิตในบ้าน ไปถึงเรื่องของการเอาอกเอาใจตามกาลอย่างเรื่องของการหาเครื่องประดับมาให้ ก็เป็นเหมือนนำหล่อเลี้ยง ที่สร้างความชุ่มชื่นให้เกิดกับชีวิตคู่ได้ดีที่สุด

        เรียกว่าเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน และครบถ้วนจริง ตัวอย่างชัด ๆ ง่าย ๆ แค่อย่างเรื่องเครื่องประดับ หากใครทำหน้าที่สามีที่ดี ซื้อหาเพชร ทองเป็นของขวัญตามกาลแก่ภรรยาตนบ้างป่านนี้นอกจากชีวิตคู่จะหวานชื่นแล้ว ยังอาจร่ำรวยจากราคาทรัพย์ที่ก้าวกระโดดอีกด้วย

ฉบับนี้ขอเสนอทิศเบื้องหลังก่อน สำหรับทิศอื่น ๆ จะนำมาเสนอกันในฉบับต่อ ๆ ไปครับ

Read more

8 ส.

by kidmai

May 21, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ FIL นิตยสาร สุขสโมสร

เมษายน 2555

        โลกเปลี่ยน กลวิธีการทำงานก็เปลี่ยน มีเทคนิกใหม่ ๆ ออกมาช่วยให้งานนั้นเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้นออกมาเรื่อย ๆ แต่เกือบทุกวิธีเหมาะที่จะนำมาใช้ในบางเวลา พอสถานการณ์เปลี่ยนกลเม็ดนั้นก็ไม่สามารถก่อประโยชน์ได้เต็มที่ บางวิธีแค่เพียงชั่วข้ามปีก็ไม่เหมาะจะนำมาใช้แล้ว องค์กรที่เสียเงินส่งเจ้าหน้าที่ตนไปอบรมแพง ๆ มาก็ต้องกุมขมับที่ต้องปรับอีกรอบ เทคนิกพวกนี้ก็มักจะเป็นเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โลกธุรกิจหมุนไปทางไหน สถาบันฝึกอบรมก็รีบขยับออกหลักสูตรมาหาเงินตาม ทำให้บางหลักสูตรไม่มีภูมิต้านทานทางกาลเวลาเพราะทำมาแบบฉาบฉวย

        แต่ก็มีบางวิธีเช่นกันที่อยู่ยืนยงจนเหมือนจะเป็นอมตะซึ่งหากสาวลึกลงไปจะเห็นว่าเทคนิกอมตะนี้จะเริ่มมาจากแก่นข้างใน ตั้งมาจากตอ ผุดมาจากหัวใจของงานทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทุกยุคสมัย แม้ภายนอกเคลื่อนไปไกลปานใดหลักจากแก่นนั้นก็ยังสามารถใช้ได้อยู่

        หนึ่งในนั้นคือหลัก 5 ส. ที่หน่วยงานเล็กใหญ่ ทั้งเอกชน ราชการ ไปถึงบริษัทข้ามชาติใช้กันอย่างแพร่หลายอันประกอบด้วย

สะสาง ข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องใช้สิ่งใดใช้งาน สิ่งใดไม่ใช้ก็นำออกไป
สะดวก จัดการเครื่องมือต่าง ๆ ให้สะดวกใช้ ปลอดภัย
สะอาด ทำความสะอาดเครื่องมือ สถานที่
สุขลักษณะ จัดสถานที่ อุปกรณ์ให้ถูกต้องตามหลักอนามัย
สร้างนิสัย อบรมระเบียบวินัย เคร่งครัดกับกฏข้อบังคับ

        สถานที่ทำงานเช่นนี้ย่อมทำให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย คนทำสบาย เจ้านายแฮปปี้ซึ่งผลที่ผ่านมาหลายทศวรรษก็พิสูจน์ว่าหลักนี้ช่วยให้งานดีมีสุขได้จริง เลยนึกดูว่าน่าจะมีหลักพื้นฐานเช่นนี้แต่มาใช้จัดการชีวิตส่วนตัวเราบ้างก็น่าจะดี น่าจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเรานั้นเป็นสุข ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นมาก ก็พอเหมาะวันก่อนได้ยินครูบาอาจารย์ท่านให้หลักการพัฒนาตัวเรานี้มาหลักหนึ่ง ดีมาก ๆ ก็ขอนำมาฝากคุณ ๆ ด้วยนะครับ หลักนั้นเรียกว่าหลัก 3 ส. ได้แก่ สะอาด สงบ สว่าง

        ส.แรกคือ ส. สะอาด จะให้ชีวิตเราดีขึ้นก็ต้องเริ่มจากทำความสะอาด ขัดเกลาชีวิตเราให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง สร้างความอึดอัดลำบากแก่เจ้าของเสียก่อนโดยเฉพาะความสะอาดของจิตใจอันเป็นรากฐานส่งออกไปสู่ภายนอก ซึ่งใจที่สะอาดไม่สกปรกก็คือใจที่ไม่ต้องคอยพะวงกับความหมองเศร้าต่าง ๆ หลัก ๆก็ได้แก่การไม่ไปสร้างเวร ก่อกรรม เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมของผู้อื่น ชีวิตนั้นชัดเจนอยู่แล้วหากเราไปฆ่าใคร หรือกลั่นแกล้งใครชีวิตเราย่อมไม่เป็นสุข อาจสะใจเมื่อกระทำแต่หลังจากนั้นเราต้องคอยพะวงถึงผลที่ตามมาทั้งด้านกฏหมายบ้านเมือง หรือความแค้นส่วนตัว เช่นเดียวกับการเบียดเบียนทรัพย์สินที่คนอื่นหามาด้วยความลำบากด้วยการขโมยหรือฉ้อฉลมาอาจให้เราสุขจากทรัพย์นั้นเมื่อแรกแต่ก็ต้องห่วงถึงการทวงคืนในอนาคต ที่เป็นนามธรรมก็อย่างเรื่องของรักของหวงลูกเขา เมียเขา แฟนเขาเราไปเบียดบังมาย่อมสร้างความขุ่นเคืองขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องการพูดการจาที่จับต้องไม่ได้แต่ก่อให้เกิดมลภาวะให้เราเครียดต่อได้เมื่อพูดโกหกเพ้อเจ้อ หรือยุแยงตะแคงรั่ว สุดท้ายก็เรื่องของการดื่มเหล้าเคล้าโลกีย์ที่ใครเคยเมาย่อมรู้ว่าเป็นภาวะตรงข้ามกับคำว่าสะอาดแค่ไหน

        สรุปรวมแล้วง่าย ๆ เลยครับ สะอาดในส.แรกของเราก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างศีล 5 นั่นเองเมื่อเรามีศีลดีแล้วใจเราก็จะสะอาดไม่กังวล หรือรกรุงรังกับสิ่งที่จะตามมา

        ส.ต่อไปก็ ส.สงบ เมื่อปลอดโปร่งโล่งจากความไม่เบียดเบียนใครแล้วแต่ใจเรามักจะฟุ้งซ่าน คิดอยากได้ อยากเป็นไปเรื่อยเปื่อยซึ่งเท่ากับบั่นทอนกำลังของใจเราเอง ดังนั้นจึงต้องมีขั้นส.สงบขึ้นเหมือนเป็นการชาร์จแบต นั่นคือพักจิตจากความคิดต่าง ๆ พาจิตเข้าสู่ความสงบระงับบ้าง หาเวลาฝึกให้จิตอยู่กับความนิ่ง อยู่กับภาวะที่ปลอดจากความคิด อันจะนำมาซึ่งพละกำลังของจิต ร่างกายทำงานทั้งวันตกค่ำก็ต้องการการนอนหลับพักผ่อน จิตก็คิดอยู่ทั้งวันก็ต้องหาเวลาให้จิตได้พักบ้าง ซึ่งก็คือการทำสมาธินั่นเอง

        สุดท้ายส.สว่าง เมื่อจิตสะอาดแล้ว ได้พักสงบมีพลังแล้วก็นำมาใช้งานสร้างความสว่างหรือพัฒนาให้เกิดปัญญาในเรื่องต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรานั่นเอง เพราะเมื่อใจมีแรงแล้วนำมาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ย่อมแจ้งชัด ตรงเป้า ก่อให้เกิดผลได้จริง จะคิดเรื่องการงานที่คัางค้าง คิดแก้ปัญหาส่วนรวมส่วนต้วต่าง ๆ ก็ย่อมได้ทางออกที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ และยิ่งหากนำมาใช้ในเรื่องของการแสวงหาความจริงของชีวิต ใช้เพื่อก่อประโยชน์สูงสุดของชีวิตก็จะยิ่งคุ้มค่าของความเป็นมนุษย์ หรือเจาะจงลงไปว่านำมาใช้ให้เกิดปัญญาในเรื่องของทุกข์ และการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้ ซึ่งในแบบนี้เราเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนาครับ

FIL ฉบับนี้ฝากคุณไป 8 ส. เต็ม ๆ 5 ส. ให้คุณนำไปใช้ในที่ทำงาน และฝาก 3 ส. นี้ให้คุณนำไปใช้กับชีวิตส่วนตัวครับ !!

Read more

ยมทูตพักร้อน

by kidmai

April 4, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ FIL นิตยสารสุขสโมสร

มีนาคม 2555

        ฉบับนี้ของดคุยเรื่องฮวงจุ้ยของห้องต่าง ๆ ในบ้านจากซินแสปลอมอย่างผมสักหน่อยนะครับ ขอสลับมาพาคุณไปดูหนังกัน

        ไม่ได้จะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักวิจารณ์หรอกครับ แต่เห็นว่าชีวิตเราทุกวันนี้วิ่งวุ่นกับการหาเลี้ยงปากท้องกันเสียจนแทบไม่มีเวลาพัก ไร้เวลาผ่อนกัน จะเบรกไปเที่ยวต่างจังหวัดกันทีก็ต้องรอช่วงวันหยุดยาวแถมยังกลายเป็นไปแย่งกันเที่ยว แย่งกันกินจนแทบไม่ได้พักจริงอย่างหวัง หรือแม้แต่การไปหย่อนใจตามสวนสาธารณะหรือสถานพักผ่อนก็ยังหาโอกาสกันได้ยากเย็นเต็มที เพราะมีทั้งภาระส่วนตัว ภาระครอบครัว ภาระสังคมที่มาแบ่งเวลาไป ทำให้เราเหลือทางเลือกในการพักผ่อนน้อยลง และน้อยลง

        การดูหนังอยู่บ้านจึงเป็นทางออกที่หลายครอบครัวใช้กัน ยิ่งบวกกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ทำให้ระบบภาพและเสียงในบ้านสมจริงไม่แพ้ในโรงภาพยนต์ชั้น 1 ยิ่งทำให้ทางเลือกนี้กลายเป็นทางเลือกหลักในการพักผ่อนของคนเมืองไปแล้ว

        FIL ฉบับนี้จึงชวนคุณมาดูหนังกันให้ได้ประโยชน์กว่าความสนุก หรือความบันเทิงชั่วครู่ ชั่วยามกันครับ เรามาร่วมดูให้ได้ข้อคิด ได้ปัญญา ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นกัน

รอบปฐมฤกษ์ผมชวนคุณมาดูเรื่องนี้ครับ
Meet Joe Black

        เรื่องนี้สาว ๆ เห็นปกไม่ต้องสนว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนก็คงอยากดูกันแล้วเพราะพระเอกคือ แบรด พิตต์ สุดหล่อในฝันนั่นเอง แต่สำหรับคุณสุภาพบุรุษแม้ไม่ฝันถึง(หรือใครฝัน ?)เรื่องนี้ก็ยังน่าดูอยู่นั่นเองครับ

        หนังเรื่องนี้จะว่าไปก็แทบจะเหมือนนิยายไทยเลยคือพระเอกเป็นยมทูตมารับวิญญาณคนตาย แต่ทำงานนานเข้ายมทูตเกิดอยากพักร้อนบ้าง บวกกับความอยากรู้ อยากเห็นยมทูตเลยสิงร่างหนุ่มชะตาขาดคนหนึ่ง(พระเอก)มารับวิญญาณของอภิมหาเศรษฐีชราระดับโลกที่ใกล้เวลาตาย แต่ก่อนจะนำดวงวิญญาณไปยมทูตขออยู่เรียนรู้ชีวิตชาวโลกกับครอบครัวของมหาเศรษฐีสักระยะหนึ่งก่อน เรื่องก็เดินไปบนการชิงไหว ชิงพริบกันระหว่างเศรษฐีเฒ่าใกล้ตาย กับว่าที่ลูกเขยหนุ่มใจคดที่หวังฮุบกิจการที่เขาสร้างมากับมือ บวกกับการเรียนรู้ความรักของยมทูตหนีงานกับลูกสาวเศรษฐีแสนสวย ก็ทำให้หนังชวนติดตามไปได้ตลอดทั้งเรื่องตามสไตล์ฮอลลีวูด

นั่นว่ากันเรื่องความสนุกบันเทิงครับ !

        แต่สาระที่ได้จากดูหนังเรื่องนี้จบแล้วต่างหากที่ทำให้ผมมาชวนคุณดูกัน เพราะเป็นสิ่งที่ศาสดาเอกท่านหนึ่งของโลก คือ พระพุทธเจ้า ท่านทรงย้ำหนักหนากับสาวกมาโดยตลอดให้หมั่นระลึกถึงสิ่งนี้ให้มากที่สุด

        สาวกบางรูปบอกนึกทุกวัน พระพุทธเจ้าบอกน้อยไป บางรูปบอกนึกทุกยาม พระองค์ก็ว่ายังน้อย บางรูปบอกนึกทุกคำที่ฉันข้าว พระองค์ก็ว่ายังน้อยอยู่ จนต้องนึกถึงทุกลมหายใจเข้าออกนั่นแหละถึงจะพอเพียงกับความสำคัญ สิ่งนั้นคือ “การระลึกถึงความตาย” หรือ “มรณานุสติ” ครับ

        การคิดถึงความตายกันมาก ๆ บ่อย ๆ ชีวิตจะเบาลงปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากขึ้น นึกง่าย ๆ หากเรารู้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตเรายังจะไปช๊อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลงอยู่อีกไหม เราจะเสียเวลาเอาขวดไปปาบ้านคู่อริ ยังจะวุ่นวายกับการโทรศัพท์ไปราวีคู่แค้นไหม หรือเราจะใช้เวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีกับพ่อแม่เรา แฟนเรา ลูกเรา

เราคงเลือกที่จะใช้ชีวิตวันสุดท้ายของเราไปกับสิ่งดี ๆ ที่มีค่า คุ้มค่าสูงสุด ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระแต่อย่างใด

        และถ้าขยับลงมาอีกล่ะ ไม่เพียงแค่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตแต่เป็นชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต เราก็จะยิ่งใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่ายิ่งขึ้นไปอีก

        เอาลงมาอีก เอาเป็นถ้านาทีนี้เป็นนาทีสุดท้ายของชีวิตเรายังอยากคิดเรื่องอะไร เราคงไม่เสียเวลามีค่านาทีสุดท้ายนี้ไปกับความคิดแค้น คิดเคือง คิดอาฆาตมาดร้าย เราคงเลือกที่จะใช้นาทีต่อหน้านี้คิดถึงสิ่งดี ๆ เหตุการณ์ดี ๆ ที่เกิดในชีวิตของเรา

        อย่างเศรษฐีในเรื่องที่ใช้เวลาสุดท้ายของเขาจัดการงานที่สร้างมาทั้งชีวิตให้กลับมาเดินอยู่บนอุดมการณ์ที่เขาศรัทธา แทนที่ความละโมบ โลภมากที่เขาเผลอคล้อยตามยามสัญญาณเตือนแห่งความตายยังไม่มาเยือน

        หนังดูเพลิน สนุก ดาราก็เล่นกันเก่ง ๆ ทั้งสวย ทั้งหล่อ แต่ที่สำคัญคือเมื่อดูจบแล้วเรานึกถึงความตายของเราอาจเป็นพรุ่งนี้ ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ หรือลมหายใจนี้หรือเปล่า

หากนึกผมว่า 2 ชั่วโมงที่เสียไปนั่นคุ้มค่าแล้วครับ
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า

“พรุ่งนี้” กับ “ชาติหน้า” อะไรจะมาถึงเราก่อน !

Read more

ห้องทดลอง

by kidmai

February 18, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ Family in Love

นิตยสาร สุขสโมสร เดือน กุมภาพันธ์ 2555

        เปิดคอลัมน์ FIL มา 2 ฉบับด้วยเรื่องของครอบครัว หรือห้องครัว กับห้องวิเศษ หรือห้องพระ เลยคิดว่าหากไล่เขียนถึงการสร้างความสุขในห้องต่างๆ ปรับให้ทุกตารางนิ้วของบ้านเปี่ยมไปด้วยอณูแห่งความรักก็น่าจะดี

ฉบับนี้ผมเลยขอพาคุณมาสร้างห้องที่ผมขอเรียกว่า “ห้องทดลอง” กันครับ

        แค่ชื่อก็ชวนให้สนุก ท้าทายความสามารถไปกับการทดลอง สิ่งประดิษฐ์อะไรใหม่ ๆ แล้วใช่ไหมครับ
        แต่อยากจะบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องสนุก เรื่องท้าทายเท่านั้น ห้องนี้ยังสามารถสร้างอุปนิสัยสำคัญอีกหลายประการให้ลูกคุณได้ เช่น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่จะมีตามมาจากการค้นคว้าเพื่อทำงานทดลองนั้นหรือ “ไหวพริบ” จากการดัดแปลงงานให้ออกมาสำเร็จจากสิ่งที่มี และที่สำคัญที่สุดที่ลูก ๆ คุณจะได้จากห้องทดลองนี้ก็คือ “ความมั่นใจ” “ความภูมิใจในตนเอง” “ความเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเอง”

        ผมโฆษณาเสียหลายท่านคงสนใจและอยากถามต่อว่าแล้วการทดลองในห้องนี้คืออะไร ? พ่อแม่ต้องไปหาตำราวิทยาศาสตร์อะไรมาให้ลูกเล่นไหม ?

        คำตอบคือไม่จำเป็นครับ สิ่งที่นำมาทดลองจะเป็นพวกงานทดลองทางวิทยาศาตร์แบบที่มีเปิดสอนกันมากมายก็ได้ แต่ที่ผมแนะนำให้คุณนำไปให้เด็ก ๆ ทดลองนั้นผมเสนอเป็นการทำ การประดิษฐ์ของใช้ในบ้านทั่ว ๆ ไปนี่แหละครับ เอาชนิดที่ใช้งานได้จริง ทำเสร็จแล้วเด็ก ๆ ได้ภูมิใจกับฝีมือตัวเองกันจริง อย่างเช่นอาจชวนกันทำกล่องเก็บของ ทำกรอบรูป หรือเสื้อผ้าน้องหมา สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ล่ะครับที่เมื่อเสร็จแล้วเอาไปใช้จริงลูก ๆ คุณจะเกิดความภูมิใจขึ้นมามาก

ที่จริงอย่าว่าแต่เด็กเลยแม้ผู้ใหญ่เองเมื่อทำอะไรสำเร็จสักอย่างก็ย่อมภาคภูมิใจในตัวเองเช่นกัน

        แต่ประโยชน์จากการสร้างความภาคภูมิใจนี้ไม่ได้มีแค่ช่วงที่ทำเสร็จ ยังมีประโยชน์สำคัญมากอีกหลายอย่างในช่วงระหว่างทำ ที่ชัด ๆ เลยก็คือเวลาที่พ่อแม่ลูกใช้ในห้องทดลองนั้นก็คือเวลาแห่งการสร้างสายใยรักให้เกิดขึ้นในครอบครัวอย่างแน่นแฟ้น อีกทั้งยังเป็นเวลาที่พ่อแม่สามารถสร้างความประทับใจ ก่อความรู้สึกมั่นคงเป็นที่พึ่งให้ลูก ๆ ได้ เพราะการประดิษฐ์หรือดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ เด็กย่อมมีข้อติดขัดซึ่งเมื่อพ่อแม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกินวัยได้สิ่งที่ตามมาคือภาพฮีโร่ของพ่อแม่ในใจเด็กซึ่งไม่สามารถใช้เงินซื้อหา หรือใช้การพูดกรอกหูให้ลูกได้ ความรู้สึกนี้จะเกิดได้ก็จากสถานการณ์จริงที่ยามเด็กมีปัญหาแก้เองไม่ได้ ผู้ที่ก้าวเข้ามาช่วยผู้นั้นก็คือฮีโร่ของเด็ก การทดลองในห้องทดลองของเรานี่แหละที่จะสร้างโอกาสให้คุณกลายเป็นต้นแบบให้ลูกได้ชื่นชม ศรัทธาได้

        ผลสำเร็จจากงานนี้นอกจากเด็กจะชอบแล้วยังมีผลพลอยได้ที่ตามมาคือการประหยัดเงินได้อีกมาก ก็สินค้าที่เราใช้ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ค่าวัตถุดิบจริง ๆ น่ะไม่เท่าไหร่เลย ที่เพิ่มเข้ามาเป็นราคาที่สูงนั้นจำนวนมากก็คือค่าแรง ค่ายี่ห้อ ค่าการตลาดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเราทำเองเป็นยี่ห้อของเราเอง ไม่ต้องจ่ายสารพัดค่าที่แฝงมากับสินค้านั้น เงินย่อมเหลืออีกมาก และยิ่งหากได้คอยชี้ให้ลูกเห็น ได้เปรียบเทียบค่าของเงินจริง ๆ กันเลยว่าซื้อเขาเท่าไหร่ ทำอะไรเองเท่าไหร่ สามารถช่วยประหยัดเงินได้แค่ไหน นิสัยดี ๆ เช่นนี้จะตกเป็นมรดกอันสำคัญแก่อนาคตของลูกเรา ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่พ่อแม่หลายคู่ทำให้เด็กนึกว่าทุกสิ่งเกิดจากเงิน อยากได้อะไร จะทำอะไรใช้เงินเป็นได้ อย่างที่เคยได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เด็กเมืองจำนวนไม่น้อยที่นึกว่ามะม่วง ส้ม ชมพู่ออกมาจากต้นเงินไม่ใช่ต้นไม้กันแล้ว อย่างนี้ไม่ต้องบอกเลยว่าอนาคตเด็กนั้นน่ากลัวขนาดไหน

        เพียงแค่จัดหาห้องเล็ก ๆ สักห้อง แต่งหน้าห้องด้วยป้ายแบบห้องแลปเสียหน่อย มีไอคอน สัญลักษณ์เก๋ ๆ ติดหน้าประตู เวลาผ่านไปมาเห็นก็ชวนกระตุ้นให้เกิดนิสัยชอบเรียนรู้แล้ว แต่หากไม่มีห้องเฉพาะก็ขอเพียงพื้นที่สักมุมที่จัดเตรียมเครื่องมือ ตำรา อุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ บวกกับไอเดียสร้างสรรค์ที่จะมาชวนลูก ๆ สร้างกัน เท่านี้ก็คุณก็มีห้องทดลองในบ้านคุณแล้ว

วันหยุดนี้จะชวนลูกประดิษฐ์อะไรกันดีครับ !

Read more