ทุกข์ที่ไม่ยอมรู้

by admin

December 13, 2017

40+

0 comments

40+ Dec 2017

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์ จะมีเว้นก็คือผู้ที่มีปัญญาศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจความทุกข์อย่างกระจ่างแจ้งจนสามารถจัดการกับความทุกข์ทั้งหยาบทั้งละเอียดได้ทุกระดับจนพ้นจากความบีบคั้นกดดันใด ๆ โดยสิ้นเชิงไม่กี่คนเท่านั้น ใครที่ยังไม่ไปถึงจุดนั้นย่อมต้องเผชิญกับสารพัดทุกข์ไปจนตลอดชีวิต
ซึ่งในบรรดาความทุกข์นั้นหากแยกประเภทหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่คนเป็นกันมากก็คงมีเรื่องของการหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือการเงิน-การงาน เรื่องของสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องของครอบครัว-ความรัก ซึ่งการแก้ก็ดิ้นรนตามประเภทความทุกข์กันไป
ประเภทการงานหรือเรื่องเงินก็ต้องแก้ด้วยการพยายามทำงาน สร้างกำไร ลดรายจ่าย ประเภทโรคภัยก็ต้องดิ้นรนหาหมอแผนต่าง ๆ มารักษาโรค หรือหาวิตามินสารพัดมาป้องกันเสื่อม ส่วนประเภทครอบครัวก็ต้องแก้กันตามบริบทของปัญหา
แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ว่าจะประสบทุกข์ประเภทไหนเรื่องที่พอจะดีอยู่ก็คือคนทุกข์รู้ว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร ซึ่งอาจจะแก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ที่น่ากลัวก็คือคนที่ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าตัวเองทุกข์เรื่องอะไรนั่นแหละครับ
“มีด้วยรึ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าทุกข์เรื่องอะไร”
มีครับ มีไม่น้อยด้วย มีคนจำนวนไม่น้อยเลยโดยเฉพาะกับผู้มีฐานะ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองจับจ่ายอย่างอิสระ มีฐานะ ครอบครัว ลูกหลานที่อบอุ่นไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงเป็นปกติ แต่เขากลับยังรู้สึกเหมือนชีวิตมันยังไม่เต็ม มันยังพร่องอยู่ มันยังขาดอะไรไปบางอย่างซึ่งเขาหาไม่พบ
หลายคนพยายามค้นก็หาไม่เจอเลยดิ้นรนไปตามค่านิยมของสังคมขณะนั้น ดิ้นรนให้ร่ำรวยจนรวยล้นฟ้าหลุมในใจก็ยังไม่เต็ม ดิ้นรนแสวงหาชื่อเสียงจนดังก้องโลกความพร่องนั้นก็ยังพร่องอยู่ พอหมดแรงหาบั้นปลายก็มักเลยไปหาทางออกเอากับการท่องเที่ยวรอบโลก การจับจ่ายซื้อของแพง ๆ หรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เพชินไปวัน ๆ แต่นั่นก็ทำได้เพียงบรรเทาความทุกข์แค่ชั่วครู่ จนบางคนสะสมกลายเป็นความเครียดถึงขนาดอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน
หากใครประสบปัญหานี้และต้องการพ้นไปก็ต้องทราบว่าสิ่งที่ขาดนั้นไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติยศหรือเงินตราแต่เป็นการขาด “ความตระหนักรู้ “คุณค่า” ของตัวเอง” ครับ
ซึ่งวิธีการแก้ไขก็คือการสร้างความยอมรับในตัวเองอันจะเป็นส่วนที่จะเติมเต็มชีวิตได้จริง เพราะหากใครที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองแล้วต่อให้เขามีทรัพย์สินเงินทองมากขนาดไหนก็ยังไม่อาจสุขได้เต็มที่ ความภาคภูมิใจกับการมีอยู่ของตัวเอง กับลมหายใจของตัวเอง กับภาระหน้าที่ของตัวเองนี่ต่างหากที่ทำให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์
ซึ่งการจะสร้างคุณค่าในตนเองได้นั้นก็ไม่ยากเริ่มจากการหาว่าสังคมกำลังมีปัญหาอะไร แล้วเราจะใช้ความสามารถของเราในการแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร โดยกับคนที่ต้องทำงานก็อาจพัฒนาไปเป็นการทำงานที่จะทำให้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวด้วยได้เลย ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการแก้ปัญหาประเภทการงานไปในตัวด้วยเพราะเมื่องานเราเริ่มจากการแก้ปัญหาให้คนอื่น ตามหลักการตลาดเขาก็เรียกว่าสินค้าหรือบริการของเรามีความต้องการในตลาด ซึ่งเมื่อมีความต้องการโอกาสสำเร็จของเราจึงสูง ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ มีคนเป็นกันมากความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อมและที่สำคัญเหนืออื่นใดคือเมื่องานของเรามุ่งประโยชน์ใหญ่กว่าตัวเราเมื่อนั้นเราจะมีกำลังมาก มีความมุ่งมั่นมากตามความรับผิดชอบที่มากขึ้นนั้น
นี่เป็นหลักจิตวิทยาทั่วไป เมื่อใดที่เราได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเองเมื่อนั้นเราจะมีแรงทุ่มเทมากขึ้น ลองจำลองภาพง่าย ๆ อย่างการทำอะไรเพื่อประเทศชาติซิครับ คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตอนนั้นเราจะไม่มัวมาคอยหยุมหยิมกับเรื่องเล็กน้อย หรือชุดความคิดเดิม ๆ อีกแล้ว ภาระที่รับมันสำคัญเกินกว่านั้น นั่นแหละครับความสุขที่เขาจะได้จากการใช้ความสามารถของเขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนสังคมมันยิ่งใหญ่กว่าทำเพื่อตัวเอง
สรุปคือความสุขจะสมบูรณ์นั้นต้องมาจากการทำประโยชน์ให้ทั้งตัวเองและคนอื่น ประเด็นใกล้เคียงกันนี้ก็มียืนยันในพระไตรปิฏกที่กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกได้แก่
1. บุคคลไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
2. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
3. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
4. บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ท่านเทียบว่าคนจำพวกแรกคือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้ว่า เหมือนดุ้นฟืนเผาศพ ที่ไฟไหม้ปลาย 2 ข้างตรงกลางก็เปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในบ้านในป่า ฉันใด
ขณะที่บุคคลจำพวกที่ 2 คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน นั้นดีกว่า ประณีตกว่า
ต่อด้วยบุคคลจำพวกที่ 3 คือผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นที่ดีขึ้นมาอีกขั้น
และสุดท้ายคือผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั้นท่านว่าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธานเป็นผู้อุดม เป็นผู้สูงสุด เหมือนดั่งน้ำนมโคที่ นมส้ม ดีกว่า น้ำนม, เนยข้น ดีกว่า นมส้ม, เนยใส ดีกว่า เนยข้น และยอดเนยใส ดีกว่า เนยใสทั้งหมดนั้น *
แล้วคุณล่ะครับ อยากเป็นบุคคลจำพวกไหนเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์เลยไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่น หรือจะเป็นคนเต็มคน ที่ใจใหญ่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจเต็มดวงบริบูรณ์จนไม่เกิดหลุมพร่องให้ต้องหาอะไรมาถมเติมเต็มเข้าไปอีก
ลองพิจารณากันดูครับ

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒)

Read more

น้ำเน่า

by admin

November 17, 2017

40+

0 comments

40+ Nov 2017

ชีวิตประจำวันของคุณทำอะไรบ้างครับ
ตื่นเช้ามาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ต่อด้วยธุระลูกน้อย หาข้าวให้กิน พาไปส่งโรงเรียนจากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศให้ทันเวลางาน ระหว่างทางก็มีบริภาษการจราจรที่จราจลกันไป ทำงานก็เหนื่อย ก็เครียดกับการปัดแข้ง ปัดขา เอาหน้า เอาตาของเพื่อน ทั้งต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเจ้านาย กว่าจะหมดวันก็ล้าเหลือคณาแต่ยังต้องแหวกการจราจรที่จราจลอีกครั้งเพื่อไปรับลูกกลับบ้าน ถึงบ้านก็แทบสลบพอจะมีความสุขอยู่บ้างตรงได้กินข้าว (ห่อ) กันในครอบครัว อาบน้ำสอนลูกทำการบ้านเสร็จ คราวนี้แหละถึงจะได้เวลาแห่งการพักผ่อนของตัวเอง ซึ่งโดยมากก็คือการดูทีวีรายการโปรด เพราะเป็นความบันเทิงราคาประหยัด ไม่ต้องเสียเงินทอง เสียค่าตั๋ว หรือเสียเวลาเดินทางออกไปเสพที่ไหนอีก
ผมเชื่อว่านี่เป็นวิถีของคนส่วนใหญ่ที่อาจมีปรับเปลี่ยนไปบ้างตามบริบทแวดล้อม แต่หลัก ๆ แล้วเวลาที่พอจะเรียกว่ามีความสุข เป็นรางวัลของความเหนื่อยยากมาตลอดวันก็คือการนั่ง-นอนเอกเขนกดูทีวีนี่เอง
เช่นนี้แล้วคุณคิดว่ารายการ หรือละครช่วงค่ำนี้ควรเป็นประเภทไหนครับ สืบสวนซ่อนเงื่อนให้ต้องขบคิดกันหัวแตก หรือแบบดูไปแล้วต้องคอยหาสิ่งที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อที่แฝงมายิ่งเนียน ยิ่งลึก ยิ่งดูดีมีคลาส
บางท่านอาจชอบโดยเฉพาะบรรดานักวิชาการ นักคิด นักเขียนที่มีความสุขยามสมองได้ขบคิดเรื่องใหม่ ๆ ได้เสพเรื่องแปลก ๆ แต่กลับคนทำงานแรงงานหรืองานค้าขายทั่วไปจะให้ดูไปคิดหนัก ๆ ไปอีกคงไม่ไหวแล้วเหนื่อย ล้า เครียด เพลียในการหาข้าวสารมากรอกหม้อ หาค่าเทอมให้ลูกเรียน (พิเศษ) มาทั้งวันแล้วก็ไม่อยากใช้สมองอะไรกันขนาดนั้นอีก ขออะไรที่ง่าย ๆ ไม่ต้องย่อย ดูเพลินไปวัน ๆ จะซ้ำ จะซาก จะไร้แก่นก็ไม่เป็นไร ขอรอยยิ้ม ขอเสียงหัวเราะพอมาหล่อเลี้ยงให้ได้พักผ่อนก่อนเข้านอนเพื่อไปผจญกับวิกฤติชีวิตที่เต็มไปด้วยความแผดเผาแห่งการแก่งแย่งกันเหมือนเดิมอีกในวันพรุ่งก็พอแล้ว
นี่เองที่ทำให้ละครหลังข่าวส่วนมากจึงทำกันแบบไม่ต้องคิดมากเพราะคนเขาไม่อยากคิดกันอีกแล้ว เขาต้องการพักแบบนี้กัน พอคนดูเยอะโฆษณาก็เข้าคนก็สร้างกันมากเป็นวงจรปกติ จนสุดท้ายจึงกลายเป็นว่าสังคมเราเลยถูกตราหน้าว่าเป็นสังคมแห่ง “ละครน้ำเน่า” ไป
ไม่ได้จะแก้ต่างให้ละครน้ำเน่านะครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครด่วนปรามาส อยากให้เข้าถึงความหมายและวัตถุประสงค์แท้ของละครแต่ละประเภทกันก่อนค่อยตำหนิ
เริ่มจากความหมาย ที่คำว่าน้ำเน่านั้นหมายถึงการไม่เปลี่ยนแปลง วนอยู่ในวงจรเดิม ๆ เหมือนน้ำที่ขังไม่ไหล ที่วันหนึ่งก็กลายเป็นน้ำเน่า
ดังนั้นละครที่ไม่ต้องคิดมากนั้นก็อาจจะไม่เป็นน้ำเน่าถ้าผู้สร้างไม่มักง่ายเอาสิ่งเดิม ๆ มาทำจนย่ำอยู่กับที่ แต่หมั่นเติมสิ่งดี ๆ พยายามเสริมคุณธรรมเข้าไปตามบริบทของสังคมขณะนั้น ๆ อย่าให้สารที่ส่งออกนิ่งสนิท แบบนี้แม้พล็อตจะซ้ำแต่สิ่งที่ส่งออกไปจะไม่ซ้ำก็แปลว่าละครเรื่องนั้นไม่เน่า
กลับกันคือละครน้ำดีซึ่งหากยังคงย่ำอยู่กับที่ไม่เคลื่อนวันหนึ่งก็จะเป็นละครน้ำเน่าเช่นกัน และที่ต้องเน้นให้พิจารณาก็คือแม้จะเป็นการสร้างเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของคนอีกกลุ่มที่ชีวิตเขาต้องการขนมมาขบเคี้ยวทางความคิดให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเองต่อไป ก็ต้องระวังไม่มีวิธีคิดเลวร้ายอะไรแฝงเข้าไปด้วยเผลอไปยึดว่าฟอร์มอย่างนี้เรียกน้ำดี อย่างมามีการหักมุมให้คนร้ายชนะเลยกลายเป็นทำลายคำสอนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วโดยไม่รู้ตัว หรือต้องตีแผ่ให้ลึก ให้แรงตามข้ออ้างสิทธิเสรีภาพเลยทำให้สังคมเสื่อมเร็วขึ้น ละครแบบนี้แม้จะลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้คมคายแค่ไหนก็ไม่อาจเรียกว่าละครน้ำดีเพราะคนดูชมจบแล้วไม่ได้กลายเป็นคนดีแต่อาจกลายเป็นคนร้ายไปเสีย
ดังนั้นจะเน่า จะดี ไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มแต่อยู่ที่ดูแล้วเป็นคนเน่าหรือเป็นคนดี ที่สำคัญต้องระลึกว่าสารนั้นต้องไม่เป็นพิษ เป็นภัย อย่าไปใส่ยาพิษลงไปในละครด้วยหวังกระชากเรตติ้ง
ฉะนั้นใครจะทำละครประเภทใดก็ตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญต้องมอบผลลัพธ์สุดท้ายให้คนชมได้สมประสงค์หรือเกินประสงค์ คือนอกจากจะได้พักผ่อนให้สดชื่นมีกำลังไว้สู้งานแล้วยังต้องได้ความรู้ ข้อคิด คุณธรรมติดจิตใจกลับไป และถ้าจะทำน้ำดีมากระตุ้นหยักสมองของคนดูนั้นก็ต้องเป็นละครที่ดูแล้วคนดูสามารถเข้าใจความคิดที่ถูกต้องได้โดยเฉพาะความคิดที่ถูกในแบบพุทธ หรือโยนิโสมนสิการ อันเป็นความคิดในระดับที่ลึกยิ่งกว่าความคิดงานการทั่วไปคือคิดอย่างแยบคายที่มีทั้งหมด 10 ประเภทได้แก่
1. วิธีคิดแบบ สืบสาวเหตุปัจจัย คือ การคิดค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา
2. วิธีคิดแบบ แยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบหรือองค์ประกอบย่อยของเรื่องนั้น ๆ
3. วิธีคิดแบบ สามัญลักษณ์ คือ การคิดแบบรู้เท่าทันธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ
4. วิธีคิดแบบ อริยสัจ คือการคิดที่ระบุได้ถึงปัญหาแล้วจึงมาหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานั้นจากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายที่ควรจะเป็นและหาทางดำเนินไปสู่เป้าหมายนั้น
5. วิธีคิดแบบ อรรถธรรมสัมพันธ์ คือการคิดที่มุ่งชัดไปสู่เป้าหมายหรือความหมายแก่นแท้ของเรื่องนั้น ๆ
6. วิธีคิดแบบ คุณโทษและทางออก คือการคิดถึงข้อดีและข้อเสียของเรื่องนั้น ๆ เพื่อจะได้เห็นความจริงที่รอบด้าน
7. วิธีคิดแบบ คุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คือการคิดให้เห็นถึงคุณค่าอันแท้จริงและคุณค่าที่แฝงอยู่ของสิ่งดังกล่าว
8. วิธีคิดแบบ ปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดที่น้อมนำให้จิตปรุงแต่งไปในทางที่เป็นกุศล
ดีงาม เป็นประโยชน์เป็นกุศล
9. วิธีคิดแบบ เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือการด้วยการมีสติระลึกอยู่กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น ซึ่งอาจเป็นเรื่องของอดีตอันเป็นประสบการณ์หรืออนาคตอันเป็นเป้าหมายก็ได้ แต่มิใช่การคร่ำครวญถึงอดีตหรือเพ้อฝันในอนาคต
10. วิธีคิดแบบ วิภัชชวาท คือการคิดแยกแยะ หรือ วิเคราะห์สิ่งหรือเรื่องนั้น ๆ อย่างรอบด้าน
ถ้าดูแลัวทำให้เกิดโยนิโสมนสิการได้เช่นนี้ก็อยากขอเรียกว่าเป็นละคร “น้ำบริสุทธิ์” ครับ

Read more

ชวนคุณพ่อ คุณแม่เข้าวัดทำบุญแต่ไม่สำเร็จทำอย่างไรดี

by kidmai

October 3, 2017

40+

0 comments

นี่เป็นคำถามหรือจะว่าไปอาจเป็นคำบ่นมากกว่าที่ผมพบเจอบ่อยมากๆ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนามา ซึ่งคำพูดแรกที่ผมจะตอบเสมอก็คือการขออนุโมทนา ขอชื่นชมกับกุศลจิตของลูกหลาน ที่ตั้งใจให้คุณพ่อ คุณแม่ของตนได้หันมาสนใจธรรม มุ่งหน้าเข้าสู่ทางธรรม หรือมีสัมมาทิฏฐิอันถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณที่ท่านให้เราเกิดมาอย่างเหมาะสมที่สุด ท่านให้ชีวิตใหม่ (ทางร่างกาย) แก่เรา เราก็ต้องตอบแทนด้วยการให้ชีวิตใหม่ (ทางธรรม) แก่ท่าน

อ่านต่อได้ที่นี่ >>> คลิกเลย

 

 

Read more

ปุ๋ยชุมชน

by kidmai

September 30, 2017

40+

0 comments

“ต้นไม้จะเจริญงอกงามได้ต้องมีปุ๋ย
ปุ๋ยดีไม้ก็งาม ขาดปุ๋ยไม้ก็เกร็น”
ชีวิตของคนเราก็เช่นกันที่หากใครอยากจะรุ่งเรืองประสบความสำเร็จก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ย พรวนดินให้ชีวิตตนเอง
แต่ปุ๋ยชีวิตนี้ไม่มีวางขายตามตลาดทั่วไป ไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ การจะได้มาต้องอาศัยการมองความล้มเหลวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราให้เป็น ใช้ให้ถูก
มองอย่างไร ?
ก็ต้องมองให้เหมือนชาวไร่ ชาวนามองมูลวัว มูลควายคือไม่กลัวสกปรก ไม่กลัวเหม็น เอาของเสียนั้นมาใช้ใส่ต้นไม้ทำให้ผลผลิตในไร่เจริญงอกงามขายได้ราคา คนมองเป็นก็ต้องไม่กลัวล้ม ไม่กลัวเจ็บ เอาความพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเติมให้ชีวิต ย่อมจะทำให้ชีวิตพัฒนา มีความเติบใหญ่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นกัน

[…] “ปุ๋ยชุมชน”

Read more

ชีวิต (ไม่) สลด

by kidmai

August 12, 2017

40+

0 comments

40+ AUG 2017

“ชีวิตน่าเศร้าหากตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด
ชีวิตน่าสลดหากเงินหมดแล้วยังไม่ตาย”
วลีเย้าแกมหยอกนี้ฟังเผิน ๆ ก็ชวนอมยิ้มดี แต่หากพิจพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเป็นเรื่องเศร้าที่ยิ้มไม่ออกทีเดียว ที่สำคัญเป็นความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต้องเผชิญเสียด้วย

และแน่นอนที่หากเราต้องเลือก ทุกคนย่อมเลือกเจอเรื่องเศร้าเพราะจะเศร้าแค่วันเดียวคือวันที่จะตายแล้วรู้สึกเสียดายเงินที่อุตส่าห์เหนื่อยยากหามาแต่ยังเหลือ ไม่ได้ใช้หาความเพลิดเพลินให้คุ้มค่าความเหนื่อยอย่างแน่นอน คงไม่มีใครเลือกที่จะเจอเรื่องสลดคือการไม่เหลือเงินไว้ให้ใช้สอยในการดำเนินชีวิต โดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในฐานะสิ้นไร้ไม้ตอกนั้นไปอีกกี่นานแค่ไหน ซึ่งนั่นจะเป็นชีวิตที่สุดรันทดอย่างยิ่ง

[…] “ชีวิต (ไม่) สลด”

Read more