ไม้ใกล้ (ไกล) ฝั่ง

by kidmai

January 12, 2017

Post Today

0 comments

โพสต์ ทูเดย์ 11 มกราคม 2560

        “ไม้ใกล้ฝั่ง” คงไม่มีใครอยากถูกเรียกด้วยคำ ๆ นี้เพราะฟังแล้วชวนให้หดหู่ นึกไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ความจริงก็คือความจริงทุกชีวิตล้วนมีฝั่งของตัวเองที่ต้องเดินทางไปจนถึงด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งทุกคนก็คงอยากที่จะให้ฝั่งของตัวเองนั้นไกลออกไปมากที่สุด
        วันนี้ผมมีวิธียืดระยะฝั่งมาบอกครับ เป็นวิธีที่ผมประยุกต์มาจากคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่มีแก่พระอานนท์ในวันปลงอายุสังขารอันมีความโดยย่อว่า

        “อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 (ฉันทะ – วิริยะ – จิตตะ – วิมังสา) ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่งหรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้”

        ซึ่งนี่ย่อมเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนถึงอานิสงส์ของอิทธิบาท 4 ที่มีต่ออายุหรือความห่างจากฝั่งที่เรากำลังสนใจ ดังนั้นหากใครอยากมีอายุยืนก็เพียงนำหลักนี้มาใช้ แม้ในบางตำราจะมีการขยายความถึงการเจริญอิทธิบาท 4 เพื่อให้อายุขัยยืนยาวไปได้ถึงกัปนั้นว่าต้องทำสมาธิให้ได้ชนิดแนบแน่นมีกำลัง แต่กับผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิมาอย่างจริงจังก็ใช่ว่าจะนำหลักนี้มาใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามเหตุ และผลของกลไกแห่งชีวิตแล้ว อย่างไรเสียการใช้หลักนี้อย่างถูกต้องย่อมส่งผลให้อายุยืนขึ้นกว่าการไม่ใช้อย่างแน่นอน

ซึ่งการประยุกต์นั้นทำได้ดังนี้ครับ

        เริ่มจากองค์ประกอบข้อแรกของอิทธิบาทคือ

        “ฉันทะ” ซึ่งโดยความหมายทั่วไปจะหมายถึงความพอใจในกิจการงานที่ทำ แต่ในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยืดระยะห่างจากฝั่งนี้จะมุ่งหมายไปที่ “ความพอในที่จะได้มีชีวิตอยู่…” ลองคิดง่าย ๆ ว่าหากใครไม่อยากอยู่ เขาก็จะใช้ชีวิตอย่างซังกะตายไปวัน ๆ หรืออาจถึงขั้นแอบคิดว่าเมื่อไหร่จะตาย ๆ ไปเสียที ซึ่งก็แน่นอนว่าหากมีใจที่หดหู่เช่นนี้ย่อมส่งผลให้สุขภาพกายย่ำแย่จนทำให้ตายเร็วเป็นแน่

        แต่ขณะเดียวกันความพอใจที่จะมีชีวิตอยู่นี้ก็ไม่ใช่การอยากอยู่ไปเรื่อย ๆ อย่างคนรักตัวกลัวตาย หรือการอยากอยู่ไปนาน ๆ เอาแต่หาความสุขให้ตนเอง ความอยากอยู่เช่นนี้ไม่มีกำลังพอจะยืดระยะฝั่งได้ ฉันทะนี้ต้องเป็นความพอใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมี “คุณค่า” ถึงจะมีพลังพอจะส่งให้ชีวิตเดินทางต่อระยะไปได้จริง เสมือนเป็นแบตเตอร์รี่ที่บรรจุแรงขับเคลื่อนที่เป็นพลังสะอาดบริสุทธิ์ เป็นเชื้อเพลิงที่ชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง

        ดังนั้นผู้ที่อยากมีอายุยืนจึงต้องตั้งเป้าหมายของตนเป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม หรือประเทศชาติ โดยให้ระลึกว่ายิ่งประโยชน์ใหญ่พลังก็ยิ่งมาก

        และเมื่อเริ่มถูกแล้วก็ให้ทำอิทธิบาทข้อต่อไปคือ “วิริยะ” หรือความพากเพียรทำงาน ต้องมีความขยันขันแข็ง ทำงานอย่างเต็มกำลัง ใช้เป้าหมายที่ดีและใหญ่นั้นช่วยดึงศักยภาพของเราออกมาให้เต็มที่ ซึ่งผลจากความขยันทำงานอย่างเต็มกำลังนี้ก็จะส่งผลดีต่อเรื่องสุขภาพกายไปในตัวด้วย ตรงกันข้ามกับการอยู่เพื่อตัวเองที่พอเหนื่อยก็จะหยุด พอท้อก็จะเลิก ที่มีแต่จะทำให้ชีวิตเหี่ยวเฉาลงทุกวัน

        จากนั้นก็มาถึง “จิตตะ” หรือความทุ่มเท มุ่งมั่น ความใส่ใจ เราต้องแน่วแน่กับการกระทำดีนั้น ไม่โลเล ไม่หวั่นไหวไปกับเสียงรอบข้างที่ชวนให้เสียกำลังใจ ซึ่งพลังจากความมุ่งมั่นนี้จะทะลุ ทะลวงอุปสรรคทำให้งานสำเร็จได้ ที่สำคัญการจดจ่ออยู่กับงานอันมีคุณค่าที่ได้กระทำต่อผู้อื่นยังเท่ากับเป็นการฝึกจิตใจของเราให้มีสมาธิอยู่แต่กับเรื่องดี ๆ นำมาซึ่งความสุขใจส่งต่อไปยังความสุขกายด้วย

        และสุดท้ายคือ “วิมังสา” ต้องหมั่นพิจารณาตรวจทาน ประเมินผลสิ่งที่ได้กระทำลงไปเพื่อนำไปพัฒนางานนั้นให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งผลดีนี้จะย้อนกลับไปเพิ่มแรงบันดาลใจหรือฉันทะที่จะกระทำงานนั้นให้มากยิ่งขึ้น ส่งต่อให้ความขยัน และความมุ่งมั่นเพิ่มตามด้วย กลายเป็นวงรอบที่ส่งต่อการเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน จนสุดท้ายงานที่ว่ายาก งานที่ว่าใหญ่ก็จะสำเร็จได้ไม่เกินความสามารถของเรา และเมื่องานนั้นสำเร็จสิ่งที่ตามมาก็คือความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความตระหนักรู้คุณค่าในตน อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีด้วยรู้ว่าชีวิตนี้ดำรงอยู่อย่างมีประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือก็คือมีความพอใจในการมีชีวิตอยู่ด้วยเพราะประจักษ์ชัดจากผลของงานแล้วว่าลมหายใจของเราได้ก่อเกิดคุณค่าใหญ่ปานใด

        และดั่งคำอันคุ้นชินที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เมื่อจิตพอใจจะอยู่เพื่อสร้างคุณค่ามหาศาลแก่ผู้อื่นเช่นนี้ก็จะนำกายให้ดำรงอยู่ได้ต่อไปจนถึงกาลสิ้นแห่งสภาพของกายเขาจริง ๆ

        สรุปคือเพียงเราใช้ชีวิตมุ่งมั่นสร้างสิ่งดี ๆ แก่ผู้อื่น พร้อมนำหลักอิทธิบาททั้ง 4 ข้อนี้มาใช้ ชีวิตเราก็จะยืนยาวสมปรารถนาครับ

        แม้ชีวิตต่างจากเรือตรงชีวิตไม่สามารถหักหางเสือย้อน (เวลา) หันหัวกลับได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนฝั่งที่เราต้องเดินทางไปถึงได้

เลือกฝั่งที่มีแต่ตัวเรา ฝั่งก็จะใกล้ ชีวิตก็จะสั้น
เลือกฝั่งที่มีผู้อื่น ฝั่งนั้นจะไกล ชีวิตเราย่อมจะยืนยาวออกไปครับ

Read more

กงล้อมนตรา

by kidmai

February 2, 2015

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่    มกราคม 2558

        เมื่อช่วงต้นปีได้เห็นข่าวนักท่องเที่ยวประสบเคราะห์ที่ภูฏานแล้วทำให้นึกไปถึงครั้งที่มีโอกาสไปเยือนประเทศนี้ไม่ได้

        หลายคนฝันอยากไปภูฏานก็ด้วยหวังจะชมสถาปัตยกรรมอันชวนมองที่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาติได้อย่างเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Taktsang Monastery หรือ ตั๊กซังที่เป็นข่าวนี้นับว่าเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง เป็นที่ที่สามารถใช้คำว่า Unseen ได้อย่างเต็มปาก ลองจินตนาการกันดูครับว่าในยุคที่เครื่องมือการก่อสร้างยังไม่สะดวกดั่งทุกวันนี้เขาขึ้นไปสร้างสถานที่เช่นนั้นบนหน้าผาแบบนั้นได้อย่างไร

        หรือจะเอาในสมัยที่มีอุปกรณ์ทุ่นแรงครบอย่างในปัจจุบันนี้เองก็ตามทีการจะขึ้นไปสร้างเช่นนั้นได้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ เลย

        น่าทึ่งจนหลายคนอาจเผลอนึกว่านี่เป็นการเนรมิตขึ้นด้วยซ้ำ !
        ซึ่งก็เป็นการเนรมิตจริง ๆ เป็นการเนรมิตขึ้นมาจากแรงศรัทธาอันแรงกล้าในพระศาสนาของคนภูฏาน ขณะที่อีกสิ่งที่หลายคนฝันอยากไปสัมผัสนอกเหนือจากงานสถาปัตยกรรมแล้ว ก็คือวิถีชีวิตอันเนิบช้า ไม่เร่งรีบร้อนรนของคนภูฏาน

        ใครมีโอกาสไปก็คงสมใจล่ะครับ ความเรียบเย็นที่ได้สัมผัสนั้นแพร่กระจายออกมาจากคนจริง ๆ มิใช่เป็นการแสดงให้ช้า และยิ่งหากได้มาสัมผัสกับวิถีที่เป็นเหมือนจารีตที่เขายังคงรักษาและดำเนินไว้ได้อย่างเหนียวแน่นผ่านสิ่งที่เรียกว่า กงล้อมนตรา แล้วก็จะยิ่งอดทึ่งไม่ได้ อดตระหนกตกใจไม่ได้ว่ายังมีความช้า เย็น เป็นสุขง่าย ๆ ไร้แสงสีสิ่งปรุงแต่งเช่นนี้อยู่ในโลกยุคไอทีนี้อยู่อีกหรือ

        ฟังชื่อกงล้อมนตราแล้วอาจแปลกหูและอาจชวนให้นึกไปถึงเรื่องเล่น ๆ ไม่จริงจังออกเป็นเหมือนตำนาน หรือบางคนอาจนึกเลยไปถึงเป็นนิทาน เป็นนิยายกันไป แต่กงล้อมนตรานี้ไม่เพียงเป็นเรื่องจริง แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่

        “กงล้อมนตรา คืออะไร ?”

        กงล้อมนตราหรือที่เรียก Praying Reel นี้เขาจะนำไม้มาทำเป็นเหมือนกระบอกสอดอยู่ในแกนให้สามารถหมุนได้ มีหลากหลายขนาด แต่ละขนาด แต่ละแบบก็จะมีการจารหรือเขียนบทสวดมนต์กำกับไว้บนกงล้อนั้น และเมื่อคนที่นับถือหมุนครบรอบก็จะถือว่าได้สวดมนต์บทนั้นจบหนึ่งจบ เมื่อบวกกับความเชื่อของเขาที่ว่าหากในชีวิตนี้สามารถหมุนกงล้อนี้ได้จำนวนรอบตามความเชื่อ ผู้หมุนนั้นก็จะได้ไปสุคติ ทำให้ยามว่างคนภูฏานก็จะมามุ่งมั่นตั้งอก ตั้งใจหมุนก้อมนตรานี้กัน

        กงล้อนี้จะมีในทุกถนน ทุกตรอกซอกซอย หากเป็นจุดหลักก็สร้างกันวงใหญ่หน่อยเป็นเหมือนศูนย์รวมใจของคนในชุมชน สำหรับบ้านที่มีกำลังเจ้าของบ้านก็มักสร้างกงล้อขนาดย่อมไว้หน้าบ้าน หรือหน้าร้านตัวเองให้เพื่อนบ้านเดินผ่านมาได้หมุนด้วย รวมถึงจะมีกงล้อขนาดเล็กแบบมือถือที่จะมีติดตัวกันแทบทุกคน ขณะที่วัดหรือที่ชาวภูฏานเรียกว่าซองนั้นก็จะมีกงล้อจำนวนมากหลากหลายขนาด บางซองมีสร้างกงล้อไว้รอบกำแพงอาคารชาวบ้านก็มาเดินไล่หมุนกันทีละกงล้อคล้าย ๆ การเดินเวียนเทียนของเรา

        บางท่านฟังแล้วอาจนึกว่าเป็นเรื่องของการยึดติดพิธีกรรม บางท่านอาจเลยไปจนถึงว่าเป็นเรื่องงมงาย

        ก็อาจคิดได้ครับ แต่หากได้สัมผัสดูแล้วจะไม่สนว่าใครจะคิดอย่างไรเพราะได้เห็นผลกันจริง ๆ ว่าวิถีที่เขายึดถืออยู่นี้ช่วยทำให้คนที่ปฏิบัติไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เอาเวลาว่างไปทำเรื่องค่อนไปทางอบายมุขตามธรรมชาติของมนุษย์

        ลองนึกดูซิครับว่าพอมีเวลาว่างคนภูฏานเขาก็จะดึงเอากงล้อเล็กส่วนตัวมาหมุน เวลาพักเดินไปกินข้าวก็หมุนกงล้อที่สร้างไว้ตามถนน เลิกงานก็เข้าซองไปหมุนกันด้วยศรัทธาไปจนมืดค่ำค่อยกลับบ้านนอน รุ่งขึ้นก็เดินตามวิถีแห่งความศรัทธาที่เรียบง่ายแต่เป็นสุขนี้อีก เช่นนี้แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำชั่วได้ล่ะครับ ชีวิตเขาจึงไม่โดนไฟแห่งความละโมบโลภมากรนเอาจนร้อน มีวิถีที่เนิบช้าจนเป็นเสน่ห์ให้เราอยากไปสัมผัสกัน

        ซึ่งเมื่อเทียบกับบ้านเราแล้วต่างกันลิบลับที่เราพอมีเวลาว่างก็มักจะไปทำสิ่งที่ทำให้ขาดสติ มอมเมาจิต อย่างการดูหนัง ฟังเพลง หรือละเล่นงานบันเทิงต่าง ๆ เป็นวิถีที่อยู่บนอัตราเร่งจนไฟเผาแทบมอดกันจนทุรนทุรายดั่งทุกวันนี้

        แม้ความเร่ง ความรีบโดยตัวมันเองจะไม่ได้เป็นความผิด เช่นเดียวกับความเนิบ ความช้าที่ไม่แน่ว่าจะถูกต้องเสมอไป แต่ลองดูว่าคนภูฏานเร่งอะไร เนิบอะไร เรารีบอะไร ช้าอะไร

        คนภูฏานเขารีบเร่งที่จะหมุนกงล้อมนตราให้ได้จำนวนครั้งที่ตั้งใจไว้ด้วยความปราณีตตามความเชื่อของเขาเพื่อเป็นทุนรอนในชีวิตภาคหน้า ส่วนเรารีบเร่งที่จะเอาผลคือเงิน ทอง ฐานะ เร่งรีบที่จะแสวงหา กอบโกยด้วยวิธีลัดจนบางครั้งลัดเกินกลายเป็นการทุจริตไป
ต่างกันสุดขั้วชนิดกลับหัวเป็นหางเลยทีเดียว

        เสน่ห์แห่งความ สโลว์ ไลฟ์ ของภูฏานที่เราอยากไปสัมผัส เราก็สามารถมีได้ที่บ้านเราเอง เพียงมีเวลาว่างก็ดึงลมหายใจเข้า-ออกให้รู้ชัดเพียงเท่านี้เราก็จะได้สัมผัสกับวิถีแห่งกงล้อมนตรานี้ได้แล้ว

ลองดูกันนะครับ

Read more

หนี้ครัวเรือน

by kidmai

January 3, 2015

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่    ธันวาคม 2557

        มีนักวิชาการใช้คำเท่ห์อธิบายสภาพสังคมทุกวันนี้ไว้ว่า “สังคมไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นหนี้มากขึ้น”

        ฟังผ่าน ๆ ก็ไม่แปลก คิดเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพสังคมทุกวันนี้คนถูกภาวะเศรษฐกิจบีบรัดเสียจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาประทังชีวิต

        ชาวนาก็ต้องกู้มาซื้อพันธุ์พืช ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ไม่กู้ก็ไม่มีเงินมาเพาะปลูก ก็ไม่มีโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวพืชผลมาขายพอให้มีกำไร แม้ในความเป็นจริงเกือบทั้งหมดของชาวนาที่กู้ แม้จะมีผลผลิตออกมาขายได้ ก็มักได้เงินมาแค่พอใช้หนี้ ใช้ดอก จะหวังเก็บหอมรอมริบนั้นยาก นาหน้าก็ต้องกู้อีกซึ่งหากปีใดเคราะห์ร้ายนาล่มก็หมดทางปลดหนี้ ต้องกู้หนี้ใหม่มาเพื่อใช้หนี้เก่าเป็นวงจรอุบาทว์ดั่งที่ทราบกัน ใครที่อยากเห็นประเทศเราเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยพืชผักปลอดสารพิษ ไร้ซึ่งสารเคมี เป็นสินค้าออแกนิกทั้งหมดนั้น หากจะหวังก็จำต้องแก้ปัญหาหนี้ชาวนานี้ให้ได้ก่อน เพราะเงื่อนไขหลักของเกษตรอินทรีย์คือต้องใช้เวลาให้ดิน ให้พืชได้ปรับตัว แต่ชาวนาไม่มีเวลานั้นเพราะมีดอกเบี้ยคอยไล่จี้หลังมาอยู่ ชาวนาจึงจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ด เต็มหน่วย จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ปริมาณและขนาดที่มากและใหญ่เพื่อจะหวังลุ้นขายให้ได้ราคาพอใช้หนี้ และแน่นอนทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีชาวนาต้องไปเป็นหนี้กู้มาซื้อ นั่นเป็นหนี้ของเกษตรกรที่เป็นคำส่วนใหญ่ของประเทศ

        แต่แม้จะจากนาเข้าเมืองมาแล้วก็ยังไม่ต่างกัน ชาวเมืองก็ยังมีสภาพเป็นนักกู้เช่นกัน ต้องกู้มาเป็นค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนออกก็พอเบาได้พัก เดี๋ยวก็ต้องไปกู้มาต่อลมหายใจอีกเป็นเช่นนี้ทุกเดือน และหากเดือนใดเคราะห์ร้ายเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุจำต้องใช้เงินก้อนก็เป็นอันต้องกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่าไม่ต่างจากชาวนา เข้าสู่วงจรอุบาทว์แบบเดียวกันอีก

        นี่ว่ากันที่ชาวนา และชาวเมืองที่ถูกภาระการหาเลี้ยงชีพบีบให้จ้องมีสภาพเป็นลูกหนี้ แต่ที่มากกว่านั้นคือชาวนา และชาวเมืองที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ก็ยังไม่วายอินเทรนด์สมัครใจเป็นลูกหนี้กับเขาด้วย

        สมาชิกในสังคมเราเป็นหนี้โดยไม่จำเป็นเช่นนี้เยอะมาก ๆ เยอะขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าเราจะสร้างหนี้กันได้เช่นนี้ ลองไล่จากหนี้หลัก ๆ ที่มองเผิน ๆ บางมุมก็เหมือนจะเป็นหนี้ที่จำเป็นอยู่ อย่างหนี้ผ่อนบ้านเพื่อไว้พักอาศัยที่หลายคนเห็นว่าคุ้มกว่าการไปจ่ายค่าเช่า หนี้ผ่อนรถเพื่อไว้เดินทางไปทำงาน ไปส่งลูกที่โรงเรียนที่หลายคนเห็นว่าคุ้มแก่การเป็นหนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หนี้ผ่อนคอมพิวเตอร์เพื่อไว้ใช้ทำงาน ทำการบ้านที่หลายคนเห็นว่าเป็นการเพิ่มรายได้ หนี้ผ่อนโทรศัพท์ไว้โทร ไว้แชต ไว้ใช้เล่นเกมหลายคนเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นขาดไม่ได้ในชีวิต หนี้ผ่อนทีวี ผ่อนเครื่องเสียงเพื่อไว้ตามข่าว รับชมความบันเทิงราคาถูกหลังเลิกงาน หรือแม้กระทั่งหนี้ผ่อนการเป็นสมาชิกการท่องเที่ยวสันทนาการ

        เป็นอย่างไรครับ น่าตกใจไหมที่เมื่อมองรอบตัวเราล้วนเต็มไปด้วยเรื่องสร้างหนี้กันทั้งนั้น
        “ก็ยังไม่เห็นแปลก มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ” บางท่านอาจรู้สึกเช่นนั้น
        ซึ่งนี่ล่ะครับความน่ากลัวของการเป็นลูกหนี้ในยุคมิเลนเนียมนี้ น่ากลัวกับความคิด ความเชื่อที่เห็นการเป็นหนี้เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมกันไปแล้ว บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลออกแคมเปญจ์ โฆษณากันอย่างเอิกเกริกเพื่อชักชวนให้คนเป็นหนี้ แข่งกันจนหลัง ๆ ออกจะเป็นการยกย่องชื่นชมด้วยซ้ำที่คนยอมเป็นหนี้

        ขนาดนี้แล้วยังจะไม่แปลกหรือครับ !

        ใครที่พอจะมีอายุหน่อยสักเลข 3 เลข 4 น่าจะยังพอจำได้ว่าในอดีตนั้นการจะเป็นหนี้สักทีนี่เราต้องคิดกันแล้วคิดกันอีก ว่ามีทางอื่นไหมที่ไม่ต้องตกเป็นลูกหนี้ มีทรัพย์สินอะไรพอผ่องถ่ายขายแลกเป็นเงินมาหมุนแทนไหม เอาทอง เอาเครื่องเสียงไปจำนำหมุนเงินได้ไหม หรือหากจำเป็นต้องเป็นหนี้จริง ๆ ก็ต้องกระมิดกระเมี้ยนกู้ให้น้อยที่สุด และพยายามรีบใช้คืนให้เร็วที่สุด ระหว่างเป็นหนี้นี่ก็แทบจะแอบหลบมุมไม่อยากออกสังคมให้คนตราหน้าว่าเป็นหนี้

        แต่ปัจจุบันเป็นเช่นไรครับ

        เขายกยอเราให้เป็นหนี้เสียเต็มที เรียกท่าน เรียกคุณเชิดชูเชิญชวนให้มากู้ แถมยังอยากให้กู้นาน ๆ อย่าเพิ่งรีบใช้คืน บางแห่งขนาดมีสัญญาเลยว่าหากใช้คืนก่อนกำหนดจะโดนค่าปรับ

        ผมเคยมีประสบการณ์ในบริษัทจัดไฟแนนซ์อยู่ประเภท แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ก็ได้เห็นถึงการอยากให้ลูกค้าเป็นหนี้เสียเหลือเกิน ถึงขนาดแต่ละบริษัทต้องส่งทีมไปนั่งดักในร้านค้าเป้าหมาย และรีบกันขอตัดลูกค้าที่ยอมจะเป็นหนี้นั้นมาให้กู้กับบริษัทตน มีการจ่ายค่าส่งลูกค้าให้เจ้าของร้านตามจำนวนสัญญาที่เจ้าของร้านส่งลูกค้า (มาเป็นหนี้) ให้ มากขนาดร้านค้ายอมขายของขาดทุนกันนั่นเลย คือขาดทุนค่าสินค้าที่รับมาแต่มาเอากำไรจากเงินหัวคิวที่บริษัทไฟแนนซ์ตอบแทนให้ เจ้าของบางรายนี่ไม่อยากที่จะรับลูกค้าเงินสดเลยเพราะจะได้กำไรเฉพาะส่วนต่างของค่าสินค้า สู่ขายเงินผ่อนแล้วมารับโบนัสจากสัญญากู้ที่ส่งให้บริษัทได้เยอะกว่า กลายเป็นกลับหัว กลับหาง กลับทางจากเดิมที่ใครค้าขายก็อยากขายเงินสด ใครมีเงินก็ไม่อยากปล่อยให้คนกู้แต่สมัยนี้ตรงกันข้าม

        เริ่มแปลกกันหรือยังครับ

        แต่ที่แปลกที่สุดคือค่านิยมที่เปลี่ยนไปของคนในสังคมเอง ที่โดยพื้นฐานก็รู้ทั้งรู้ว่าความไม่เป็นหนี้นั้นไม่ดีแต่เดี๋ยวนี้เรากลับถูกมอมเมาให้ยอม ให้สบายใจ หรือแม้แต่ให้อยากที่จะเป็นหนี้ แล้วยังหลงค่านิยมว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติ ตรงนี้แหละครับที่อยากฝากเฉลียวกันไว้ว่าอย่าได้ตกเป็นเหยื่อกันเลย

        แม้จะต้องเป็นจริง ๆ อย่างน้อยก็ขอให้รู้สึกแบบดั้งเดิมคือเป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์ต้องรีบชำระสะสางเสีย อย่าไปหลงกลเขาเป็นลูกหนี้ชั้นดีที่ต้องแลกกับอนาคตครอบครัวเราตลอดไปเลย

        แม้ในทางศาสนาเองยังมีพระสูตรที่เวลาพระพุทธเจ้าตรัสสอนถึงความสุข พระองค์ยังเปรียบเปรยความสุขว่าเหมือนการพ้นจากความเป็นหนี้ แสดงถึงความเป็นหนี้นั้นเป็นทุกข์จริง ๆ สมดั่งคำโบราณที่กล่าวว่า “ความไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ครับ

Read more

ฟุตบอลโลก

by kidmai

December 4, 2014

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่    พฤศจิกายน 2557

        เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นแม้โดยเนื้อแท้เรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตาย

        แต่ด้วยความคลั่งไคล้ที่คนทั้งโลก จึงทำให้การแข่งขันกีฬาที่เกิดขึ้นทุก 4 ปีนี้ถูกจัดลำดับความสำคัญไม่แพ้เรื่องการเมือง หรือเรื่องเศรษฐกิจเลย

        ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงฟุตบอลโลก ที่ด้วยความนิยมอันมโหฬารทำให้เรื่องเล่นที่ไม่มีผลกับชีวิตกลายเป็นเรื่องจริงที่ถึงขั้นเป็นชีวิต!

        เพราะพอคนดูมากหมายถึงการโฆษณาที่เข้าถึงคนจำนวนมหาศาล ต่อเนื่องคือการขายสินค้าและบริการอย่างมโหฬาร และแน่นอนย่อมส่งต่อไปถึงกำไรก้อนมหึมา นี่ว่ากันถึงผลกระทบในรูปของผลประโยชน์เป็นรูปธรรมโดยตรง

        แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันหรืออาจมากกว่าคือผลกระทบที่เป็นนามธรรมคือความคลั่งไคล้อันมหาศาลของมหาชนนั่นเอง ใครที่จับจุดตรงนี้ได้ ก็สามารถนำมาใช้สร้างประโยชน์ได้ง่าย ๆ เหมือนอย่างในบ้านเราที่ยามคนเครียดกันมากๆ กับสถานการณ์บ้านเมือง การถ่ายทอดสดฟุตบอลก็สามารถใช้เป็นยาแก้เครียดชั้นดีที่สามารถให้ความสุขแก่ประชาชนได้อย่างโดนใจ

        ซึ่งในอนาคตหากฟุตบอลยังครองความนิยมในใจคนมากเช่นนี้ “การถ่ายทอดฟุตบอล” อาจกลายเป็นนโยบายหาเสียงนโยบายหนึ่งก็เป็นได้ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าต่อไปอาจมีพรรคการเมืองสักพรรคประกาศนโยบายให้ “ดูฟุตบอลฟรี” ถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีกหลักของยุโรปทั้งพรีเมียร์ของอังกฤษ บุนเดสลีกาของเยอรมัน ลา ลีกาของสเปน ลีกเอิงของฝรั่งเศส ไปจนถึงไทยลีกของเราเองมาถ่ายทอดทอดให้ประชาชนได้ดูฟรีๆ ทุกนัด ทุกแมตช์ เพื่อความสุข และกระตุ้นให้คนรักในกีฬา การออกกำลังกาย ไม่แน่ว่านโยบายนี้อาจได้คะแนนเสียงมหาศาล

        ไม่ได้เขียนเรื่องฟุตบอลโลกเพื่อจะมาเรียกร้องให้พรรคไหนทำประชานิยมให้นะครับ แต่เพราะไปได้ยินคำถามชวนคุยในรายการวิเคราะห์ฟุตบอลอยู่รายการที่เขาเปิดสายให้คนดูโทรเข้าไปตอบคำถามว่า “นิยามของ ฟุตบอลโลก คืออะไร ? ”

        ได้ยินแล้วก็อดคิดเล่น ๆ ตามที่เขาถามไม่ได้ คิดแล้วเลยอยากชวนคุณคิดด้วยว่าถ้าคุณจะจำกัดความฟุตบอลโลกนั้นคุณจะให้นิยามว่าอะไร
        คำตอบอาจได้เป็น “กีฬาของคนทั้งโลก” “เกมของมวลมนุษยชาติ” หรืออาจออกแนวดรามาหน่อยอย่าง
“ลมหายใจของชีวิต” หรือ “วันนี้ที่รอคอย”

        ก็ว่ากันไปครับ

        แต่สำหรับผม ผมอยากนิยามฟุตบอลโลกว่าคือ “ความไร้ซึ่งเหตุผล” ก็จะไม่ไร้ซึ่งเหตุผลได้อย่างไรครับ ผมนึกเท่าไหร่ก็นึกเหตุผลไม่ออกว่าอะไรทำให้คนหลายพันล้านคนมาดูลูกกลมๆ ลูกเดียว หรือที่จริงเพราะมันมีลูกเดียวให้แย่งกันนั่นแหละคือเหตุผลที่คนสนใจ
อย่างเรื่องใกล้ตัวคือละครหลังข่าวที่มักชอบเรียกกันว่านิยายน้ำเน่าก็หนีไม่พ้นเรื่องชิงรักหักสวาทผู้ชายแย่งผู้หญิง ผู้หญิงแย่งผู้ชาย ของที่จำกัด มีน้อยย่อมมีค่า ของมีค่าคนยิ่งต้องการและทำทุกวิถีทางให้ได้มา ยิ่งแย่ง ยิ่งห้ำหั่นมีการวางแผนสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีการปฏิบัติการพลิกแพลง ยอกย้อนเพื่อให้ได้มา ยิ่งชวนให้คนสนใจ

        อาจเป็นเสน่ห์ของการแย่งชิงที่ชวนให้มีผู้ติดตามได้ลุ้นผลกันก็ได้ คุณว่าจริงไหมครับ ซึ่งหากเป็นตามทฤษฏีนี้จริงก็ต้องบอกว่าฟุตบอลจากเรื่องเล่น ๆ จะกลับกลายเป็นเรื่องมีเหตุมีผลมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องจริง ๆ ขึ้นมาทันที

        ก็อย่างน้อยลูกฟุตบอลที่แย่งกันในสนามก็มีลูกเดียวจริงๆ แต่ผลประโยชน์ที่แย่งกันจะเป็น จะตายบนโลก แท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงเค้กก้อนเดียวให้แย่ง กลับกันกลับมีเค้กเพียงพอให้คนทุกคนได้กิน อาหารการกินก็สามารถเพาะปลูกให้พอเพียงเลี้ยงคนทั้งโลกได้
ที่พักอาศัยโลกก็มีไม้ มีหินพอเพียงจะนำไปสร้างบ้านให้ทุกคนอยู่ได้ ยารักษาโลกก็มีสมุนไพร มีพืช หรือจะสารเคมีโลกก็สามารถผลิตได้มากพอปรุงยาสำหรับทุกคน หรือเสื้อผ้า มนุษย์ก็สามารถหาสิ่งของบนโลกมาปกปิดของสงวนกันได้ทุกคน

        แต่เพราะความ “ไม่พอ” ในใจคนต่างหากที่ทำให้ของนั้นขาดไป ฟุตบอลตามกติกามีลูกฟุตบอลได้เพียงลูกเดียวให้คน 22 คนมาแข่งกันถ้าจะน่าแปลกก็ตรงทำไมคนถึงคลั่งกันปานนั้น แต่ผลประโยชน์ไม่ได้มีจำกัดถึงขนาดนั้นแต่คนยังแย่งกันยิ่งกว่าสัดส่วน 22 ต่อ 1 เป็น ล้านต่อ 1 ร้อยล้าน พันล้าน หรือหมื่นล้าน ต่อ 1 กันนั่นเลย

        อย่างนี้จะว่าไม่แปลกกว่าได้อย่างไร ดูบอลกันหามรุ่ง หามค่ำ อดตาหลับขับตานอนกัน แต่เมื่อเกมจบเราก็รู้ว่านั่นเราคลั่งกับเรื่องเล่น ๆ ไปด้วยความสมัครใจเอง แต่ที่เราดิ้นรนแข่งขัน แย่งชิงผลประโยชน์กันหนักหนา จนบางคราเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ไม่เคยมีเสียงนกหวีดเป่าจบเกมให้เราได้ตื่นขึ้นมาสำนึกถึงความคลั่งอันไร้เหตุผลนี้ของเราเหมือนฟุตบอล เว้นแต่เราจะยอมตื่นขึ้นมาเอง ตื่นมาดู และเล่นเกมเศรษฐกิจนี้อย่างเข้าใจถึงความไม่มีสาระของมันเหมือนฟุตบอล ปิดท้ายคอลัมน์นี้คงไม่มีวลีสรุปใดดีไปกว่าวลีอมตะจากปูชนียบุคคลอย่างท่านมหาตมะ คานธีที่ท่านกล่าวว่า

        โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่ไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว
        “The world has enough for everyone’s need, but not enough for everyone’s greed.”

Read more

จักรยาน

by kidmai

October 10, 2014

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่       กันยายน 2557

        สมัยหนึ่งเขาเคยบอกกันว่ารถยนต์นั้นถือเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตที่คนจะขาดเสียมิได้ ซึ่งก็เหมือนจะจริง สมัยนั้นใครไม่มีรถนี่เดินทางทีแทบจะขาดใจกันเลย

        แต่แล้วด้วยการเกิดขึ้นของระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ ทั้งทางระบบราง ทางน้ำ หรือแม้แต่ทางอากาศทำให้รถไม่จำเป็นถึงขนาดจะเป็นจะตายอีกต่อไป และนอกจากไม่จำเป็นแล้วยัง “เกินจำเป็น” ด้วย เพราะเมื่อระบบขนส่งมวลชนมีเพียงพอและทั่วถึงแล้วพาหนะที่เหมาะกับมนุษย์มากที่สุดควรเป็น “จักรยาน” ครับ

        ข้อดีของจักรยานที่ชัดเจน แน่นอนคือเรื่องของน้ำมันที่จักรยานนั้นไม่ต้องเหนื่อยหาเงิน (มาก ๆ) เพื่อไปหาซื้อน้ำมัน (แพง ๆ) มาใช้ ซึ่งนอกจากจะประหยัดเงินในกระเป๋าแล้วยังเป็นการลดการสร้างมลพิษ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่ได้ผลดียิ่งด้วย และที่สำคัญคือเรื่องของสุขภาพที่การปั่นจักรยานก็เท่ากับการได้ออกกำลังกายไปในตัวส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง ประหยัดค่าใช่จ่ายในการรักษาพยาบาล ช่วยยืดชีวิตที่มีคุณภาพออกไปด้วย

        กายก็ดี จิตก็ดี แถมเงินยังเหลืออีก แบบนี้จักรยานจะไม่ใช่พาหนะแห่งอนาคตได้อย่างไรครับ

        ที่เขียนเรื่องจักรยานนี้ไม่ใช่เพราะกระแสฟีเวอร์ในสังคมนะครับ เรื่องนี้ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปีก่อนแล้วตอนไปเจอภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับจักรยานนั่นแหละครับ

        เคยไปบางรีสอร์ตเห็นเขามีจักรยานไว้ให้เด็ก ๆ ปั่นรดน้ำต้นไม้ คือพอปั่นไปแล้วจะเป็นการหมุนสายพานล้อเพื่อไปดึงน้ำขึ้นมาผ่านหัวรด เห็นแล้วประทับใจครับ เด็ก ๆ ก็ปั่นสนุกได้เล่น ได้ออกกำลังทั้งยังได้สร้างความรักธรรมชาติเข้าไปด้วย

        จักรยานรดน้ำในรีสอร์ตว่าไอเดียดีแล้ว มาเจอไอเดียของปราชญ์ชาวบ้านในบ้านเราแล้วยิ่งทึ่งมากกว่าเพราะไม่เพียงรดน้ำต้นไม้ได้แต่ยังไปประยุกต์ใช้กับการสีข้าว การแยกข้าว การอัดก้อนเห็ด การปั่นไฟฟ้า การป้องกันน้ำเน่า ไปถึงกระทั่งดัดแปลงไปขูดมะพร้าว นี่เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ ยังมีอีกมากที่ชาวบ้านเราประยุกต์เอาจักรยานเก่ามาใช้ทุ่นแรงเช่นนี้ ใครไม่เคยทราบ ไม่เคยเห็นก็ลองหาโอกาสดูนะครับ เห็นแล้ว ทราบแล้วจะทึ่งกับภูมิปัญญาของคนไทยเราจริง ๆ เอาของไม่แพงใกล้ ๆ ตัวมาประยุกต์ใช้ทุ่นแรงในอาชีพของตนได้หลากหลาย งานก็เร็วขึ้น ดีขึ้น คนทำเหนื่อยน้อยลง ที่สำคัญไม่ผล่าผลาญทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมัน หรือไฟฟ้าอีกด้วย ประสบการณ์ที่สั่งสมมาบวกกับปัญญาที่ไม่แพ้ใครมาดัดแปลงประดิษฐ์จนเหมาะกับงานชนิดนักฟิสิกส์อาจยังทำไม่ได้เท่าเลย

        ภูมิปัญญา ความรู้ วัฒนธรรม รวมถึงสินค้าท้องถิ่นของเราไม่แพ้ใครในโลกจริง ๆ ยิ่งมาเห็นอีกหนึ่งกระแสในสังคมแล้วยิ่งอดนึกเสียดายของดีของเราไม่ได้

        เป็นกระแสของของกินเล่นที่สร้างความสุขให้กับหลายครอบครัวโดยเฉพาะยามพักผ่อนด้วยการชมภาพยนตร์ เหมือนเป็นของคู่กันชนิดแยกไม่ออกนั่นคือ “ป๊อบคอร์น” หรือ “ข้าวโพดคั่ว” ครับ

        ทุกโรงภาพยนตร์ต้องมีป๊อบคอร์นกับน้ำอัดลมขายเสมอ ไม่เพียงเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมเท่านั้น แต่ยังถือเป็นรายได้หลักของทุกโรง หลายโรงค่าตั๋วยังถูกกว่าค่าป๊อบคอร์นเสียอีก ยิ่งกับโรงที่ทันสมัยหน่อยป๊อบคอร์นนี้แพงชนิดกินอาหารมื้อหรูได้ทั้งมื้อเลยจนหลายคนเผลอเรียกป๊อบคอร์นนี้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ทางการตลาดด้วยซ้ำ ก็จากเมล็ดข้าวโพดคั่วต้นทุนหลักสิบบาทคั่วมาเพิ่มมูลค่าด้วยแพ็กเกจกับจุดขาย ทำให้ขายกันได้เป็นหลักร้อยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นสิบ ๆ เท่า

        แต่หากใครเผลอ (เหมือนผม) คิดว่านั่นเป็นมหัศจรรย์ทางการตลาดของป๊อบคอร์นแล้วต้องบอกว่ายังไม่ใช่ครับ เพราะปัจจุบันมีความมหัศจรรย์สุดยอดกว่านั้น มีป๊อบคอร์นยอดนิยมที่แม้จะออกในต่างประเทศมานานแล้วแต่มากระชากใจคนไทยเราเอาเมื่อไม่กี่ปีก่อนร่ำลือขนาดใครไปประเทศที่มีป๊อบคอร์นยี่ห้อนี้ขายเป็นต้องแห่แหนกันไปต่อคิวยาวเหยียดรอซื้อเพื่อหิ้วขึ้นเครื่องบิน ข้ามน้ำ ข้ามทะเลกลับมาฝากญาติมิตรในเมืองไทยด้วย (ปัจจุบันเมืองไทยเรามีคนนำเข้ามาแล้วครับ)

        แว็บแรกที่ได้ยินกระแสนี้ประกอบกับเห็นรูปถุงใส่ขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ก็คิดในใจว่าราคาคงสักหลักร้อย แต่ที่ไหนได้ราคาที่มหาชนต่อคิวรอซื้อกันถุงย่อม ๆ นั้นตกถุงละ 500 กว่าบาทหากไซส์ใหญ่กว่านั้น พันกว่า สองพันกว่าก็มี

        พอทราบราคาก็ไม่รู้จะอุทานด้วยคำใดล่ะครับที่ขายหน้าโรงหนังที่ว่าแพง ว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว มาเจอกระแสใหม่นี่เกือบช๊อกกันไปเลย

        แต่หลังจากทำใจได้ก็เลยอด “คิดใหม่” ไม่ได้ว่าทำไมต่างชาติเขามีของกินขึ้นชื่อให้คนเห่อหอบกลับบ้านไปฝากเพื่อนได้ ของไทยเราซึ่งมีตำหรับอาหารกินเล่นมากมายทำไมถึงจะทำบ้างไม่ได้

        ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมชั้น อีกสารพัดขนมที่กินง่ายถูกปากชาวต่างชาติหากเรามาพัฒนาหีบห่อ พร้อมทำตลาด สร้างกระแสให้ขึ้นชื่อเหมือนอย่างโดนัท ข้าวโพดคั่ว หรือขนมปังใส่ใส้ที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกลับไปฝากกัน

        รัฐอยากให้ทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็น่าจะลองลงทุนทำวิจัย สำรวจตลาดเป็นข้อมูลให้ภาคเอกชนหน่อย นำร่องไว้เชื่อว่าเดี๋ยวย่อมมีพ่อค้าคนไทยสานต่อได้ เพราะเงื่อนไขสำคัญคือตัวผลิตภัณฑ์นั้นเราไม่กังวลถึงคุณภาพอยู่แล้ว เพียงแต่จะสร้างกระแสได้อย่างไรเท่านั้น

บทนี้ขอเขียนเรื่องเบา ๆ เขียนภาพจากความฝันของผมบ้าง
ผมฝันย้อนไปถึงสมัยเด็ก ๆ ที่ปั่นจักรยานไปซื้อขนมครกครับ

Read more