จิตเศรษฐี

by kidmai

July 23, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

กรกฏาคม 2555

        ทุกคนอยากเป็นเศรษฐี แต่ทั้งที่อยากจนฝันอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกว่าตนจะต้องเป็นเศรษฐีแต่กลับหาได้น้อยคนนักที่ทราบความหมายที่แท้ของคำ ๆ นี้
เศรษฐี ถ้าแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตจะมีอยู่ 2 นัยยะนั่นคือหมายถึง ผู้มั่งคั่ง กับ ประมุขพ่อค้า
และถ้าเจาะให้ลึกถึงรากศัพท์ด้วยการเอาสระอีออกเหลือแค่คำว่า เศรษฐ ก็จะหมายถึง ดี เลิศ ประเสริฐ

        บางท่านอาจร้อง “เอะ” พร้อมมีความสงสัยเกิดขึ้นว่าปกติรากศัพท์เดียวกันความหมายก็จะเหมือนกันหรือไปทางเดียวกัน แล้วนี่ต่างแค่สระหนึ่งตัวทำไมเหมือนความหมายไม่ค่อยจะเนื่องกันเท่าไหร่เลย พอเป็นคำคุณศัพท์หมายไปถึงความดี แต่พอเป็นคำนามกลายเป็นเรื่องของคนรวย

สงสัยกันไหมครับ ?

        ใครที่อยากเป็นเศรษฐีก็ควรจะสงสัยเสียหน่อยจะได้หาคำตอบกันเสียก่อนไม่งั้นหากตั้งเป้าผิดเส้นทางการเดินทางย่อมผิดไปด้วย ยิ่งการเดินทางนี้เป็นการเดินทางด้วยเวลาทั้งชีวิตของเราเองหากองศาที่ตั้งต้นคลาดเคลื่อนแค่เพียงนิด เป้าหมายที่ไหปถึงอาจอยู่กันคนละทวีปเอาเลยก็ได้ ที่ฝันอยากเป็นเศรษฐีกันสุดท้ายอาจกลายเป็นยาจกข้นแค้นเอาได้ และจะว่าไปคนส่วนใหญ่ที่อยากเป็นเศรษฐีก็มักลงเอยเช่นนั้นเสียด้วย ซึ่งสาเหตุสำคัญก็เพราะองศา หรือความเข้าใจสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นนั้นผิด ยังไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐีที่แท้ ยังไม่รู้ว่าเศรษฐีจริง ๆ แล้วคืออะไรก็หลับหูหลับตาเดินไปเลยกลายเป็นยาจกดั่งกล่าว

        อย่างว่าแต่คามหมายตามนัยยะที่ถูกต้องเลย แม้แต่ความหมายตามที่ค่านิยมสังคมปัจจุบันตั้งไว้ยังหาจุดวัดความเป็นเศรษฐีที่แท้กันไม่ได้

บางคนต้องมีพันล้านถึงจะเป็นเศรษฐี แต่บางคนหอบเงินแสนกลับบ้านเกิดเพื่อนบ้านก็เรียกเศรษฐีใหม่กันแล้ว

        หรือบางคนโชคดีได้มรดกสิบล้านก็ลาออกจากงานมานั่งเครียดกับการบริหารจัดการจะดูแลจัดสรรอย่างไรดี ขณะที่บางคนมีหลายหมื่นล้านก็ยังพอไม่เป็น ยังหยุดไม่อยู่

ซึ่งเมื่อเป้าไม่ชัดการเดินย่อมเขวง่าย ลงข้างคูคลองได้ง่าย

        ดังนั้นใครอยากเป็นเศรษฐีควรทราบถึงความหมายที่แท้จริงเสียก่อนจะได้ไม่แฉลบออกนอกทาง เดินตรงสู่ความฝันนั้น

        เริ่มกันจากต้องเชื่อเสียก่อนว่าแท้จริงแล้วทั้ง 2 คำที่ยกมานั่นน่ะเรื่องเดียวกันครับ !และเชื่อด้วยว่าเศรษฐีที่แท้นั้นเขาไม่ได้วัดกันที่ความรวย หรือทรัพย์สินเงินทองเพราะหากวัดเช่นนั้นจะหาเกณฑ์ไม่ได้ดั่งที่คุยกันเมื่อครู่

แต่เศรษฐีเขาวัดกันที่ความดี เลิศ ประเสริฐนั่นต่างหากครับ

        คุณต้องทำงานจนสำเร็จเป็นผู้มั่งคั่งเพียงพอ คุณถึงจะแบ่งปันได้จริงไหมครับ ดังนั้นเกณฑ์วัดง่าย ๆ คือเมื่อคุณยังไม่สามารถแบ่งได้ก็แปลว่าคุณยังมีไม่พอนั่นคือคุณยังไม่เป็นเศรษฐี หรือเอาให้ชัด ๆ แม้จะสะเทือนใจกันก็คือคุณยัง “จน” อยู่ ถึงยังต้องดิ้นแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอไม่ว่าคุณจะมีเงินเท่าไหร่แล้วก็ตาม แต่เมื่อใดที่คุ ณ “พอแล้ว” พอเป็นเมื่อนั้นถึงจะพอเรียกได้ว่าคุณเป็น “คนรวย” และเมื่อคุณแบ่งปันสิ่งที่คุณมีนั้นเพื่อคนอื่น ๆ ได้นั่นแหละถึงจะเป็นเศรษฐีที่แท้

        ถ้าสังเกตุจะเห็นการแปลความหมายของเศรษฐีที่ผมยกมาเมื่อต้นบทว่ามีการแปลว่า “ประมุขพ่อค้า” ซึ่งก็คือสิ่งนี้แหละครับ คือพ่อค้าที่ทำงานจนสำเร็จแล้ว มีความ เอื้ออาทรบริวาร ช่วยเหลือพ่อค้าต่างแดนที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองด้วยการตั้งโรงทานไว้คอยช่วยเหลือด้วย นี่แหละความหมายของเศรษฐีเมื่อครั้งอดีต

        หรือจะพูดกันเองก็ได้ว่าตัววัดความเป็นเศรษฐีก็คือการมีโรงทานแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่นได้ มี 1 โรงก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำเมืองไป มีครบ 4 มุมเมืองก็ได้ตำแหน่ง “มหาเศรษฐี” ไป

        เห็นไหมครับ รากศัพท์เดียวกันก็คือเรื่องเดียวกัน คุณต้องค้าขายสำเร็จ มีทรัพย์สินพอเพียง ใจใหญ่เหนือพ่อค้าอื่น ๆ คือเป็นประมุขพ่อค้า มีใจดี เลิศ ประเสริฐ มีใจเป็นเศรษฐ ช่วยเหลือคนอื่นถึงจะครบถ้วนคำว่าเศรษฐีที่แท้

        ทำเงินไม่รู้จักพออย่างนี้เท่าไหร่ก็ยังเรียกว่าเป็นคนจนอยู่
ทำงานเก็บเงินพอแล้วใจไม่โลภมากแล้วอย่างนี้ควรเรียกคนรวยได้
และเมื่อทำงานมีพอทั้งพอจนปันได้เช่นนี้ถึงคู่ควรกับคำว่าเศรษฐีตัวจริง
อยากเป็นเศรษฐีกันต้องเริ่มที่มีจิตอย่างเศรษฐีเป็นลำดับแรกครับ
มาเป็น “อภิมหาเศรษฐี” กันเถิดครับ

Read more

ยักษ์ในตะเกียงวิเศษ

by kidmai

June 12, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

มิถุนายน 2555

        สมัยผมเป็นเด็กเทพนิยายที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่งก็คือ “อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ” ชอบกลิ่นอายบรรยากาศชวนฝันในจินตนาการของอาหรับราตรี ชอบของวิเศษอย่างพรมวิเศษที่เหมือนเป็นเครื่องมือปลดปล่อยอิสระ ชอบการผจญภัยตามประสาเด็กผู้ชาย

        มาถึงยุคลูกผมอาลาดินก็ยังคงโลดแล่นเป็นขวัญใจเด็ก ๆ อยู่อย่างไม่รู้จักแก่ และหากมองต่อไปข้างหน้าก็เชื่อว่ายุคหลาน เหลนของผมตัวละครคลาสสิกตัวนี้ก็น่าจะยังอยู่ในใจเด็ก ๆ เช่นกัน

        และด้วยความเป็นอมตะของอาลาดินนี่เอง ทำให้มีการนำพล็อตของนิทานเรื่องนี้ไปดัดแปลง ไปประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย ให้เหมาะกับสถานการณ์ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่หลายพล็อต หลายเรื่อง แต่หลัก ๆ เมื่อพูดถึงอาลาดินที่จะต้องคู่กันมาก็คือ “ยักษ์ในตะเกียงวิเศษ” ที่ถูกปลดปล่อยออกมาด้วยความช่วยเหลือของอาลาดิน นำมาซึ่งพร 3 ประการที่ยักษ์มอบให้เป็นการตอบแทน

        กับพล็อตโปรดของผมนี้ก็เช่นกันอาลาดินปล่อยยักษ์ ยักษ์ให้พรแต่ยักษ์ใจดีกว่าปกติคือให้พรได้ไม่จำกัดข้อ แต่มึข้อแม้คืออาลาดินจะต้องขอพรข้อต่อไปในทันทีที่ยักษ์เนรมิตพรข้อก่อนให้เสร็จ หากยักษ์ทำเสร็จแล้วอาลาดินไม่สามารถขอพรต่อได้ ยักษ์จะกินอาลาดิน พูดง่าย ๆ คือหากหาเรื่องสั่งไม่ทันอาลาดินก็ตายนั่นเอง

        ฟังดูเผิน ๆ เหมือนก็น่าจะดีนะครับ เวอร์ชั่นขอพรแบบอันลิมิตนี่ก็น่าจะมีแต่คนชอบ ซึ่งถ้าผู้รับใจร้อน ด่วนได้ ไม่ตรองให้รอบคอบรีบโดดตะครุบอาจนำภัยมาสู่ตนแทนพรได้

ทำไมเป็นเช่นนั้น !

        อย่าลืมนะครับว่ายักษ์ตนนี้เป็นยักษ์วิเศษสามารถเสกได้ทุกสิ่งได้แบบทันใจ จะเอาอะไร เอาของ เอาเมือง จะไปที่ไหน สั่งปุ๊บยักษ์ทำให้เสร็จปั๊บ ดังนั้นหากใจเย็นเสียหน่อย หยุดและคิดต่อสักนิดจะเห็นได้ทันทีเลยว่าผู้ขอแทบจะไม่มีโอกาสได้เสพสุขจากพรข้อที่เพิ่งขอไปเลย ต้องรีบนึกแล้วสั่งต่อไม่งั้นจะตกเข้าเงื่อนไขของยักษ์นั่นคือ “ตาย” ไม่อยากตายต้องหาเรื่องสั่งต่อไปเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ ทำนายต่อซิครับว่าท้ายสุดแล้วคนขอจะสามารถขอได้ตลอดไหม ตอนจบคงหนีไม่พ้นโดนยักษ์กินนั่นแหละ

        ผมชอบพล็อตนี้เพราะสะท้อนภาพชีวิตคนเราจริง ๆ ได้ชัดดี ยักษ์ในตะเกียงวิเศษแท้จริงแล้วก็คือ ”ความคิด” ของเรานี่เอง ยักษ์วิเศษอย่างไร เนรมิตพรได้ทันใจแค่ไหน ความคิดของมนุษย์ก็เลิศไม่แพ้กันดลบันดาลสรรพสิ่งให้ได้ดั่งหวัง ทั้งยังไม่ต่างจากยักษ์คือต้องคอยหางานให้ทำไม่เช่นนั้นยักษ์ หรือความคิดนี้ก็จะทำร้ายเราเอาถึงตายได้ ลองนึกดูซิครับว่าจริงไหม เราถูกความคิดคอยบงการ คอยไสหัวไปทำโน่นนี่อยู่ตลอดไม่เคยที่จะว่างเว้นเลย ทั้งเมื่อใดที่หยุดก็เหมือนจะตายกันจริง ๆ

วิธีที่จะรอดจากยักษ์ตนนี้ได้มีทางเดียวคือเราต้องหางานที่สั่งครั้งเดียวแล้วยักษ์สามารถทำได้ตลอด

คำถามนี้มีคำตอบครับ

        ในนิทาน(แปลง)อาลาดินฉลาดพอที่จะสั่งให้ยักษ์ปีนต้นไม้ใหญ่ขึ้นแล้วก็ลง ลงแล้วก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาลาดินจะสั่งหยุด เพียงเท่านี้พระเอกของเราก็รอดตายแล้วทั้งยังคงพรวิเศษนั้นได้ด้วยคือเมื่อใดที่ต้องการให้ยักษ์ทำอะไรก็ค่อยสั่งหยุดแล้วขอพรต่อ ยักษ์เนรมิตให้เสร็จก็สั่งให้ยักษ์ปีนต้นไม้ต่อไป

        จิตเราก็เช่นกันครับหากเราไม่อยากตายเราก็ต้องหางานให้จิตทำแบบเดียวกับยักษ์ปีนต้นไม้ด้วยการให้จิตคอยตามรู้สิ่งใด สิ่งหนึ่งไปเรื่อย ๆ อย่างเช่นตามรู้ลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ ตามรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายไปเรื่อย ๆ เราจะใช้จิตเมื่อไหร่ก็ค่อยหยุด แล้วค่อยสั่งให้จิตคิดทำสิ่งนั้น ๆ คิดเสร็จก็มารู้ลม รู้กายต่อ

        ทำได้เช่นนี้เท่ากับเราเป็นนายของยักษ์อย่างแท้จริง มีพรอันลิมิตให้เราได้ใช้ตลอดไป เนรมิตประโยชน์ใหญ่ให้เราได้ไม่รู้จบ

ฉบับนี้เริ่มจากเทพนิยาย แต่จบนี่เป็นเคล็ดความสำเร็จในชีวิตทีเดียวนะครับ

Read more

เงินยับ คนยู่

by kidmai

March 6, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

มีนาคม 2555

        คนเมืองปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่อยู่บนโลกเสมือนพอ ๆ กับการใช้ชีวิตบนโลกจริง

        เราอยู่ในโลกดิจิตอลกันแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องของการเรียน การศึกษา การทำงาน ไปจนถึงการพักผ่อนหย่อนใจ จะดูหนัง ฟังเพลง ดูบอลสด ๆ ก็ผ่านไอโฟน ไอแพด ขนาดสาว ๆ ที่ชอบเดินตามห้างเพื่อเลือกแฟชั่นอินเทรนด์ เดี๋ยวนี้ยังหันมาช๊อปออนไลน์กันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งการหาเพื่อน หาสังคม ไปจนหาคนรักก็คบกันอยู่บน Social Network อย่าง Facebook หรือ Twitter กันเสียมาก

        รวมถึงการหาแรงบันดาลใจยามยาก หรือคำคมชวนหึกเหิมหลายเรื่องก็หาได้มากมายหลายข้อคิดจากอินเตอร์เน็ตนี้เช่นกัน อย่างเช่นเรื่องนี้ที่เขาแชร์กันในเฟซบุคผมอ่านแล้วชอบไอเดียเลยขอนำมาดัดแปลงเพื่อจุดประเด็นที่ต้องการสื่อนะครับ
…….
        เป็นเรื่องในห้องเลคเชอร์ที่มีนักศึกษานั่งเรียนกันเต็มห้อง อาจารย์ชูแบงก์ 1,000 บาทในมือขึ้นพร้อมถามว่ามีใครเอาบ้างให้ยกมือขึ้น ?

แน่นอนที่นักศึกษายกกับพรึบทุกคน !

        อาจารย์ท่านก็ถามต่อว่าแล้วหากแบงก์นั้นตกพื้นจมโคลน เลนสกปรก ยังจะมีใครจะเอาอยู่ไหม
ผลก็ยังเป็นการยกมือทั้งห้องเช่นเดิม

งั้น…ถ้านอกจากโดนโคลนแล้วยังถูกขยำจนยับยู่ยี่ล่ะ ใครจะเอาบ้าง
มือก็ยังคงยกไม่มีตกกัน

        เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบงก์พัน ก็คือแบงก์พัน ไม่ว่าสภาพอย่างไรมูลค่าก็ยังเป็นหนึ่งพันบาทถ้วนอยู่ ยังนำไปซื้อหาของกิน ของใช้ที่ติดราคา 1,000 บาทได้ คนที่รู้ค่าก็ต้องการ ส่วนถ้าคนไม่รู้ค่าเช่นเด็กเล็ก พอแบงก์ยับยู่ยี่ สกปรกเลอะเทอะก็อาจไม่อยากได้ เพราะดูแต่เปลือกที่ไม่สวยงาม

        สิ่งที่ผมอยากชวนควรคิดต่อก็คือ แล้วคนล่ะเราวัดค่าของคนที่ตรงไหน ความสวยงาม สง่างาม บุคลิกดี แต่งตัวเนี้ยบ ใช้ของแบรนด์เนมหรืออย่างไร

        แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ครับ ธนบัตรเราวัดกันที่ “มูลค่า” ที่ใช้ได้จริงมิใช่สภาพภายนอก มนุษย์เราก็วัดกันที่ “คุณค่า” ที่มีอยู่จริงมิใช่เปลือกปรุงแต่งที่เราเห็นเช่นกัน

แล้วคุณค่าของมนุษย์คืออะไร ?
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง !

        เราวัดค่ามนุษย์กันที่จิตใจครับ ใครมีใจสูง โอบอ้อมอารี ไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น เขาผู้นั้นย่อมมีค่า และยิ่งหากเขาทำความดีช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมโลกเท่าใด คุณค่าในตัวเขาก็ยิ่งทวีขึ้น

        คนต่างกับเงิน แบงก์พันก็คือค่าหนึ่งพันไม่สามารถเปลี่ยนค่าได้ด้วยตนเอง แต่มนุษย์สามารถที่จะเพิ่มค่าในตัวเองได้ด้วยการทำความดี ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ รวมถึงธรรมชาติ ทำตัวเราเองให้สูงค่า คนครอบครองเราแล้วสามารถนำไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเขาได้ ดั่งเอาธนบัตรไปซื้ออาหารมากินแก้หิว ซื้อยามาทานบำบัดโรค ซื้อเสื้อมาใส่คลายหนาว หรือเช่าห้องพักนอนกันแดดกันฝนได้

        แบงก์ยับเราไม่ถือ คนยู่เราก็ไม่เกี่ยงครับขอเพียงให้เขามีค่าเป็นมนุษย์ มีใจที่สูงสมค่าเท่านั้นก็พอแล้ว และที่สำคัญคน ๆ นั้นควรเป็นตัวเราเอง ที่เราควรทำตัวให้มีคุณค่าจากภายใน นำสิ่งที่เรามีมาแบ่งปันผู้ที่ขาด ไม่จำเป็นต้องเป็นการบริจาคทรัพย์สินเงินทอง แต่อาจเป็นการแบ่งปันวิชา ความรู้ให้เขาไปประกอบอาชีพ แบ่งปันกำลังกายช่วยงานการผู้อ่อนแอกว่า ให้กำลังใจ ให้คำพูดดี ๆ มอบรอยยิ้มเล็ก ๆ แก่เพื่อนผู้กำลังประสบปัญหาหนักอยู่ ก็เป็นเหมือนเราได้มอบน้ำทิพย์มาชะโลมใจให้เขาสามารถฝ่าฟันปัญหาหนักนั้นไปได้ นี่แหละ “คุณค่า” ของเรา

        หากเราเป็นเช่นนี้แม้ภายนอกเราอาจจะดูจมโคลน คลุกดิน ขมุกขมอมไปบ้าง แต่ผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีปัญญาพอย่อมยังคงยกมืออยากได้เราอยู่เช่นเดิม ส่วนใครที่เอามือลงเมื่อเราเปื้อน นั่นก็เพราะความยังไม่เดียงสาของเขาเอง ไม่ควรที่เราจะคิดน้อยเนื้อต่ำใจกับตัวเองแต่อย่างใดครับ

แบงก์หากถูกฉีกขาดทำลายก็หมดค่า คนหากศีลขาด ไร้ซึ่งความดีก็หมดจากความเป็นคนครับ

        คนที่ดีแต่สร้างภาพ แต่งแต่เปลือกแต่ใช้งานไม่ได้จริงก็เหมือนแบงก์ที่อาจใหม่แต่เป็นแบงก์ปลอมนำไปซื้อหาของกิน ของใช้ไม่ได้จริง ใครเผลอใช้เข้าอาจโดนตำรวจจับเอาเสียด้วย

แบงก์พันจริง ๆ ที่ยับ ย่อมดีกว่าแบงก์พันใหม่เอี่ยมแต่ปลอมครับ !

Read more

ปิดงบ

by kidmai

January 22, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

กุมภาพันธ์ 2555

        เป็นธรรมเนียมปฏิบัติยามปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือนที่บริษัท ห้างร้านต่างๆ จะทำการปิดงบประจำปีโดยเฉพาะงบกำไร-ขาดทุนที่จะเป็นตัวสะท้อนถึงผลสำเร็จขององค์กรนั้นๆ

        ธรรมเนียมนี้ยังเหมาะที่จะนำมาใช้ในระดับบุคคล คือชีวิตส่วนตัวด้วย ที่แต่ละปีเราควรทำการประเมินกำไร-ขาดทุนชีวิตของเราเองว่าที่ผ่านมานั้นเราดำเนินการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร

        ปีใหม่ที่ผ่านมาใครยังไม่ได้ทำงบกำไร-ขาดทุนของชีวิตตัวเอง ผมก็ขอเชิญชวนมาลองทำกันนะครับ แต่ตัวชี้วัดที่ใช้ในงบนี้ไม่ใช่ตัวเลขเงินในบัญชี ไม่ใช่มูลค่าสินทรัพย์ที่คุณสะสมได้เพิ่มขึ้น และก็ไม่ใช่จำนวนสาขาบริษัทในเครือที่ขยายเพิ่ม หรือไม่ใช่แม้แต่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นแต่อย่างใด

        ตัวชี้วัดเหล่านั้นยังจัดว่าเป็นเรื่องพื้นๆ เรื่องสามัญ และเป็นงบที่คุณคงได้ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นตัวชี้วัดในงบที่ผมเสนอนี้จึงขอวัดกันที่ระดับความสามารถสูงสุดของมนุษยชาติกันเลยครับ ซึ่งนั่นก็คือความสามารถในการพาตัวเองไปสู่ “อิสรภาพ”

        ความสามารถระดับนี้นี่แหละครับ ที่เพียงพอจะจำแนกความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธ์มนุษย์เรากับเผ่าพันธ์สัตว์อื่นๆ อีกทั้งผลของมันคือ “อิสรภาพ” ที่ได้รับมานั่นแหละที่ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดที่พวกเราควรคำนึงถึง ควรตั้งเป็นเป้าหลัก และควรทำการประเมินทุกระยะ

        ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บารมี หน้าที่ การงาน ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงเป้ารอง เป็นเป้าประสงค์ที่เราตั้งสมมติฐานไว้ว่าจะช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหลักคือความเป็นอิสระนั้น แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่เคยนึกถึงมันอย่างจริงจังเลย แต่เชื่อเถอะครับที่เรายอมทุ่มแรงกาย แรงใจทั้งชีวิตก็เพื่อความเป็นอิสระนี้แหละ

แล้วเราจะวัดความเป็นอิสระประจำปีของเราได้อย่างไร ?
ไม่ยากครับหากวัดตรงๆ ลำบากเราก็วัดตรงข้ามซึ่งก็คือเราวัดความเป็น “ทาส”

        ลองนั่งเงียบๆ ในมุมสงบ หากระดาษมาสักแผ่น(หรือหลายแผ่น) ค่อยๆ นึกย้อนในรอบปีที่ผ่านมาว่าชีวิตเราที่ใช้ไปนั้นถูกบงการด้วยสิ่งใดบ้าง ? มากน้อยแค่ไหน ?

ต้นปีเราทุ่มเพื่อโบนัสจากยอดขายจนยอมโกหกลูกค้า แปลว่าเราเป็นทาสของเงิน
กลางปีเรายอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อรางวัลเกียรติยศโดยละเลยเวลากับลูกน้อย แปลว่าเราเป็นทาสของชื่อเสียง
สิ้นปีเรายอมใส่ความเพื่อนรัก เพื่อเราจะได้ตำแหน่งใหญ่ แปลว่าเราเป็นทาสของ ตำแหน่งงาน

        และเมื่อเสร็จแล้วหากในบันทึกปรากฏว่าเราตกเป็นทาสของสารพัดสิ่ง ที่สำคัญเรายังยอมก้มหัวให้มันขนาดทำผิดทำนองคลองธรรม จารีต ประเพณี หรือแม้แต่ผิดกฏหมายอย่างตัวอย่างข้างต้น เช่นนี้แสดงว่าเราขาดทุนยับเยิน

        ขณะที่ถ้าในบันทึกเรามีสิ่งที่เราเป็นทาสเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับบงการให้เราทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม หรือละเลยหน้าที่ทางสังคมอื่นๆ แล้ว ก็พอถือว่างบเราเท่าทุน

        แต่ถ้านั่งนึกย้อนแล้วจดอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกสิ่งที่เราทำล้วนทำจากเหตุและผลอันสมควร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราเอง ของครอบครัว และของเพื่อนๆ ร่วมสังคม เช่นนี้เรียกว่าเรามีกำไรมากมายครับ

        ค่อยๆ จดดูครับ การเป็นทาสนี้ไม่ถึงกับผิดถ้าเรารู้ว่าเราเป็นทาสอะไร เพื่อที่เราจะได้นำมาวางแผนพัฒนาชีวิตของเราเพื่อไปสู่ความเป็นไทต่อไป

        เพราะการตกเป็นทาสนี่แหละที่จะทำให้ชีวิตเราล้มเหลวโดยเฉพาะการตกเป็นทาสของความโลภ เป็นทาสของความกลัว ความโกรธ หรือเป็นทาสของความไม่รู้ ความหลง ถ้าเราถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำ และขับเคลื่อนชีวิตเราให้ทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของมัน แล้ว อนาคตข้างหน้าก็หวังได้แต่ความมืดมน

        แต่เมื่อเรารู้และค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งอิสรภาพที่แท้จะเป็นรางวัลอันหอมหวานของเราครับ ฉะนั้นปีนี้มาทำงบกันเพื่อที่เราจะได้บริหารจิตวิญญาณนี้ให้มีกำไรต่อไป

ปีที่แล้วคุณกำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ครับ ?

Read more

ตะกอนน้ำ

by kidmai

December 18, 2011

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business Ways

ธันวาคม 2554

        ประเทศเราได้เจอวิกฤติการณ์ใหญ่ที่ต้องจารึกไว้เป็นอีกหน้าหนึ่ง(หรือหลายหน้า)ของประวัติศาสตร์ นั่นคือมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ ที่ครึ่งประเทศประสบชะตากรรมรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา

        มิพักต้องพูดถึงความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเชิงรูปธรรมที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุว่าหนักหนากว่าความสูญเสียจากคลื่นยักษ์สึนามิเสียอีก เสียหายไล่ไปในทุกระดับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก โรงงานยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโดนน้ำพัดพาจนแทบไม่เหลืออะไรเท่าๆ กับบ้านไม้ กระต๊อบหลังน้อยของชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ

        และที่เสียหายยิ่งกว่าแม้จะไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ก็คือความสูญเสียเชิงนามธรรมทางจิตวิญญาณที่คนทั้งประเทศตกอยู่ในความเครียด กลัว กังวล ต่ออนาคตที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า

        ความกลัว ความเครียด หรือความวิตก ความกังวลนี้แท้จริงแล้วมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือเป็นลูก เป็นหลานของกิเลสตัวพื้นฐาน หรือกิเลสตัวแม่นั่นคือ “โทสะ”

        ใจที่โดนโทสะครอบงำมีอาการร่วมกันคือการ “ผลักไส” อารมณ์ที่ไม่ชอบใจนั้นออกไปให้พ้นๆ มีตั้งแต่ระดับทารกแบเบาะอย่างความเคืองใจ โตขึ้นมาเป็นความขุ่นใจ เติบใหญ่เป็นโกรธ โมโห และแกร่งเต็มที่กับการระเบิดออกมาเป็นการกระทำต่างๆที่จะทำให้อารมณ์ไม่ถูกใจนั้นสลายไปอย่างทันที

        ใครมีศีล มีธรรม มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมก็ผลักไสอารมณ์นั้นด้วยวิธีการที่ถูกทำนองคลองธรรม ส่วนคนที่ไม่มีความละอายก็สามารถทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวพ้นจากสภาพน่าอึดอัดนั้นโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ หรือผลกระทบต่อคนอื่น

        ช่วงวิกฤติที่ต่างคนต่างเอาตัวรอดนี้จึงนับเป็นบททดสอบสำคัญว่าใครเกิดเป็นคนแล้วมีใจสูงอย่างมนุษย์ หรือเกิดเป็นคนแต่ใจต่ำเหมือนสัตว์นรก

        ความเสียหายทางวิญญาณนี้ใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถคำนวณผลเสียหายออกมได้เลย แต่มั่นใจได้ว่ามูลค่านั้นมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่เราตกอยู่ในภาวะภัยพิบัตินั้น เชื้อโทสะได้สะสมไว้ในใจวันละเล็ก ละน้อย ทุกวัน ตลอดวัน ตลอดคืนจนบางคนอาจกลายเป็น “นิสัย” ไปเลย ขณะที่บางคนหนักกว่าอาจต่อไปจนกลายเป็น “สันดาน” ที่จะมากำหนดชีวิตของเขาในอนาคต

        ช่วงฟื้นฟูนี้ เราร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะเคหะสถาน ไร่ นา อาคารกันอย่างเต็มที่ แม้จะต้องใช้เวลาแต่จะช้าเร็วเดี๋ยวก็คืนสู่ความปกติ

        แต่ใจที่เสียไปกับโทสะนั้นไม่มีใครสังเกตุเห็น ไม่มีใครบูรณะ ซึ่งนั่นหมายถึงสังคมเราถัดจากนี้จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยมวลใหญ่ของกระแสโทสะ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพาไปสู่จุดใด

        ฉะนั้นเราจึงไม่ควรมุ่งบูรณะเฉพาะของที่มองเห็นด้วยตา แต่ควรย้อนมาสำรวจในใจเราด้วยว่ามีตะกอนของความเครียดตกอยู่ที่ก้นบึ้งไหม ถ้ามีต้องรีบขจัดทิ้งอย่าปล่อยมันไว้ มันจะทำให้เราเกิดความเสี่ยงต่ออนาคตที่จะกลายเป็นคนคิดมาก โกรธง่าย วิตกจริต และจะตามมาด้านกายภาพคือโรคที่ก่อตัวจากสารแห่งความเครียดที่ฝังอยู่กับตัวเรา

        มาบูรณะ ซ่อมแซมใจเรากันหลังน้ำลดนี้ด้วยครับ !
ขจัดคราบเลน โคลนฝังพื้นบ้านหลังน้ำลดใช้แปรงขัด น้ำยาขัด
จะขจัดคราบโทสะฝังใจเราก็ด้วยแปรงและน้ำยาเหมือนกัน
แปรงนั้นคือสมาธิที่เกิดจากใจที่สงบ มีพลัง
น้ำยานั้นคือความเมตตา กรุณาต่อคนอื่น
ใช้ของคู่ตรงข้ามมาแก้กัน

        เราสะสมความเครียดที่มาจากเชื้อโกรธ เกลียด จะแก้ก็เติมความรัก ความเอื้ออาทรเข้าไปแทน และจะให้ดีก็เติมด้วยพลังจะได้ขจัดสิ่งฝังลึกนั้นได้ถึงรากขึ้น

        อย่าประมาทนะครับ หลายเดือนนี้เราอาจไม่ทันสังเกตุตัวเอง พ้นวิกฤติแล้วปล่อยเลยไม่ชำระสะสางตะกอนจากน้ำ ผลระยะยาวอาจเลวร้ายกว่าที่คิดทั้งนิสัยขี้ระแวง และโรคทางกาย

        ใครมีกำลังก็นำมาช่วยคนอื่นๆ กันครับ ซึ่งที่จริงก็คือช่วยตัวเราเองด้วย ใจที่ชุ่มชื่นจากการทำดี มีเมตตา ความชื่นใจที่เห็นคนได้ประโยชน์จากเราจะย้อนมาเป็นกำลังสำคัญให้ใจเรานุ่มนวล เหมือนผ้าไหมนุ่มพริ้วชวนสัมผัส

        ทุกคนมีสิ่งที่ช่วยคนอื่นได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง ทรัพย์สินใดๆ แรงงาน แรงกายก็ช่วยคนอื่นได้ ความรู้ ประสบการณ์ก็สามารถนำมาปันเป็นวิทยาทานได้

อย่าลืมมาล้างตะกอนน้ำในใจเรากันด้วยครับ

Read more