3 คำถาม ถอดรหัสตัวเอง สร้างสัมมาอาชีพที่ยั่งยืน

by kidmai

September 26, 2017

Financial Service

0 comments

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายมาถามผมว่า

“จะทำอาชีพอะไรดี ที่ใช่ ได้เงิน และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ?”

ผมไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่า

“สัมมาอาชีพเป็นจุดเริ่มต้น และคำตอบสุดท้ายครับ !”

แล้วสัมมาอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิตในทุกแง่มุม เริ่มต้นจากจุดไหน ?

บทความนี้ ผมมีคำตอบ

[…] “3 คำถาม ถอดรหัสตัวเอง สร้างสัมมาอาชีพที่ยั่งยืน”

Read more

สัมมาอาชีพ เปลี่ยนชีวิต พลิกวิกฤตสังคม

by kidmai

September 26, 2017

Financial Service

0 comments

หากสัมมาอาชีพไม่กลับมา มิจฉาชีพจะครองเมือง !

วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกของเราก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
ซึ่งทำให้ความคิดของคนส่วนใหญ่ จมไปกับกระแสแห่งความเร็วนี้
และเป็นเรื่องน่าเศร้าว่า หลายคนพร้อมจะเดินทางลัด แม้ว่าทางนั้นจะผิดก็ตาม

วันนี้ผมจึงขอเก็บตกความคิดและธรรมะจากเวทีเสวนา “สัมมาอาชีพ”
ที่ผมได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่ออลงกต ติกขปัญโญ

[…] “สัมมาอาชีพ เปลี่ยนชีวิต พลิกวิกฤตสังคม”

Read more

เหรียญทอง

by kidmai

November 12, 2012

Financial Service

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2555

        คนส่วนมากไม่มีเป้าหมาย หรือหากมีก็เป็นสักแต่ว่าตั้งเป้าแบบตาม ๆ กันไป จนในใจนึกว่าเป็นเป้าหมายของตัวเองจริง ๆ

        ไม่ได้เล่นคำหรือดูแคลนกันนะครับ แต่จากที่ผมมีโอกาสได้พบเจอคนจำนวนไม่น้อยผลมันออกมาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือหากคุณอยากจะทดลองดู ก็อาจทำง่าย ๆ ด้วยการลองถามคนรอบตัวคุณซิครับว่าเป้าหมายในชีวิติของเขา(เธอ)คืออะไร

หลายคนทีเดียวที่ตอบไม่ได้ ขณะที่อีกหลายคนตอบได้แต่คำตอบเป็นประมาณว่า
เป้าหมายของฉันคือเป็นผู้ประสบความสำเร็จ
เป้าหมายของผมคือเป็นอภิมหาเศรษฐี
เป้าหมายของป้าคือเป็นที่รักนับถือของลูกหลาน

        สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป้าครับ เป็นเพียงผลที่เราอยากได้ อยากเป็น เป็นบริบท หรือเป็นบรรยากาศเท่านั้น ซึ่งไม่ช่วยในการนำพาชีวิตเราไปสู่ฝันเลย

        ยกตัวอย่างเหมือนใครมาบอกว่าเป้าหมายเขาคือ เหรียญทองโอลิมปิก แต่ถามต่อว่าจะได้จากกีฬาประเภทใดกลับไม่สามารถตอบได้ แล้วเช่นนี้คุณ ๆ คิดว่าเขาจะมีวันได้เหรียญมาคล้องคอไหมครับ

        ผู้ที่ตอบว่าอยากรวย อยากสำเร็จ อยากมีความสุขก็เช่นกันครับ เขาบอกว่ามีเป้าหมาย แต่แท้จริงมันไม่ใช่ มันเป็นเพียงผลที่ตามมาเท่านั้น ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเขายังไม่สามารถกำหนดเป้าที่เป็นเป้าจริง ๆ ของเขาออกมาได้

        อยากได้เหรียญโอลิมปิกก็ต้องบอกได้ว่าจะเป็น นักมวย นักยกน้ำหนัก หรือ นักเทควันโด เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นฝึกฝน พัฒนาฝีมือให้ไปสู่เป้านั้นได้

        อยากรวย อยากสำเร็จก็ต้องกำหนดให้ชัดว่าจะสำเร็จจากอะไร อยากเป็นเจ้าของผ้าไทยส่งขายทั่วโลก อยากเป็นนักวิเคราะห์หุ้นที่เก่งที่สุด อยากเป็นนายธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ฯลฯ ต้องมีเช่นนี้ถึงจะรู้ว่าตนจะเดินต่อไปอย่างไร ทิศไหน ขาดอะไรจะได้เสริม เด่นอะไรจะได้ฉวย

        การมีเป้านี้ดีเพราะทำให้เราไม่หลงทิศ หลงทาง อายุขัยของมนุษย์มีไม่มาก ยิ่งหากเจาะเฉพาะตั้งแต่พอรู้ความถึงช่วงที่ทำงานได้เต็มที่ ยังไม่เสื่อมไปตามสังขาร เอาเข้าจริงเราอาจมีเวลาสำหรับสร้างเนื้อสร้างตัวแค่สัก 30-40 ปี

        เวลาขนาดนี้จะว่ามากก็ไม่มาก แล้วถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน เดินไปเรื่อยเปื่อยตามที่สังคมให้ค่านิยมมา กว่าเราจะรู้ตัวว่ากำลังเดินอยู่บนทางที่ไม่ใช่เราก็อาจสายไปแล้ว อาจกลับตัวยาก หรือเหลือเวลาจำกัดเต็มที

        ลองย้อนมาสำรวจดูทีครับว่าตัวเรามีเป้าที่ใช่เราจริง ๆ หรือยัง ถ้ายังก็รีบหาเสีย อย่าติดแค่เปลือกหรือผลพลอยได้ที่เลื่อนลอยอย่างที่ยกมา เป้าคุณต้องชัดว่าจะเดินเส้นไหนซึ่งเมื่อชัดและได้เดินไปตามทางนั้นต่อให้ไปไม่ถึงจุดสูงสุดจริง ๆ ก็ยังก้าวไปข้างหน้าในทางที่เราชอบจริง ไม่ได้เดินวนเป็นวงอยู่ที่จุดเริ่มต้นหรือเดินเขวไปตามทางที่คนอื่นบอกว่าดี

ลองดูนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้ ส่วนใครที่บอกว่าไม่ต้องมีเป้าแค่มีความสุขไปวัน ๆ ก็พอใจแล้ว

ถ้าคุณไม่เสียดายศักยภาพความเป็นมนุษย์ ไม่เสียดายประสบการณ์ชีวิต ความรู้ที่สะสมมาก็ตามสะดวกครับ !

Read more

วิปริต

by kidmai

July 10, 2012

Financial Service

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 10 กรกฏาคม 2555

        ทุกวันนี้อะไรที่กำลังวิปริตอยู่ ?
ก. คน
ข. โลก
ค. ทั้งคนทั้งโลก

        โลกวิปริตนี่ชัดเจน ข่าวดินฟ้าอากาศแปรปรวนสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ ทั้งยังขยายวงกว้างออกไปอีกเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่มีพื้นดินไหนบนโลกนี้อีกแล้วที่เราจะไม่ได้ยินข่าวของวิบัติภัยรูปแบบต่าง ๆ

        ขณะที่วิปริตของคนนั้นแม้ข่าวอาจนำเสนอไม่เห็นภาพชัดเท่า แต่หากดูให้ลึกจะเห็นว่าคนสมัยนี้นั้นวิปริตรุนแรงยิ่งกว่าโลกเสียอีก

        วิปริตนี้ไม่ใช่คนเป็นบ้า หรือเสียสติแต่หมายเอาความวิปริตด้วยการทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม ผิดจากความเป็นคนที่มีจิตใจสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ แพร่กระจายวงไปทุกหย่อมหญ้าแทบจะไม่มีชุมชนไหนเลยที่เราจะไม่ได้เห็นความวิปริตของคนในชุมชนนั้น

การฆ่าล้างแค้น
การทำทารุณกรรมผู้อ่อนแอกว่า
การปล้นสดมถ์

        เหล่านี้ล้วนแสดงออกถึงความวิปริตในใจคน หรือเป็นความวิปริตของสังคม
        ฉะนั้นคำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุดก็คือข้อ ค. คือถูกทั้งสองข้อ วิปริตทั้งสองอย่างทั้งคน ทั้งโลก

        แต่ถ้าจำเป็นจะต้องเลือกอย่างใด อย่างหนึ่งผมขอฟันธงเลยว่าที่วิปริตแท้ก็คือคน ส่วนโลกที่แปรปรวน ผันผวนนั้นก็มาจากคนวิปริตนั่นเอง คนนั่นแหละที่ทำให้โลกเป็นเช่นนี้

ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับคำครูอาจารย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า
“โลกวิปริตเพราะจิตผิดศีล”

        ฟังเผิน ๆ บางท่านอาจหาว่ามองอะไรร้ายเกินไปหรือเปล่า หรือดีหน่อยอาจคิดว่าเป็นคำเปรียบเปรยให้คนรู้สึกผิดยามจะผิดศีล ซึ่งตรงนี้ผมขอยืนยัน และนอนยันแทนครูบาอาจารย์ท่านเลยครับ ว่านี่เป็นคำสอนที่ตรงไป ตรงมาที่สุด ไม่ใช่การอนุมาน การเปรียบเปรยใด ๆ รวมถึงคำว่าโลกวิปริตก็หมายถึงโลกจริง ๆ ที่วิปริตจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้ ทุกอย่างแม้มองเผิน ๆ อาจเหมือนเป็นภัยธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์แต่หากสาวให้ลึกจะเจอเหตุแท้คือมาจากความละโมบ โลภมาก เบียดบังทรัพยากรมาจากธรรมชาติอย่างหิวกระหาย อย่างไม่บันยะบันยังจนธรรมชาติลงโทษด้วยการปรับสมดุลใหม่ให้เกิดขึ้น

        และหากสาวลึกลงอีกก็จะเจอความตรงอย่างท่านว่าคือเพราะจิตที่โลภจะเอาก็คือจิตที่ผิดศีลนั่นเอง

        ศีลแปลว่าปกติ ผิดศีลก็คือผิดปกติ จิตที่คิดแต่จะเอา คิดแต่จะได้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นนั่นก็คือความผิดไปจากที่ควร ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ฟังดูอาจคร่ำครึหรือไม่สมเหตุสมผลอย่างเรื่องของการขนทรายเข้าวัด ที่มาจากเวลาเราไปวัดเดินเข้าออกตามธรรมชาติก็จะมีทรายติดรองเท้าเราออกมาด้วยความไม่อยากเป็นหนี้ของส่วนรวมจึงเกิดประเพณีที่วันหนึ่งในหนึ่งปีจะทำการขนหรือนำทรายกับไปคืนวัดผ่านรูปแบบการก่อเจดีย์ทราย นี่เป็นการสะท้อนถึงการชดเชยที่คนที่มีศีลหรือเป็นปกติก็จะมีประจำใจอยู่ ลองนึกเทียบกับปัจจุบันซิครับว่าจริงไหมที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะชดเชย เลยต้องชดใช้เช่นที่เห็น

        กลับกันลองนึกดูว่าหากจิตมีศีลคือเป็นปกติไม่เอาแต่ได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างสมควรแก่อัตภาพ ไม่ปล่อยความอยากมาบงการให้แสวงหาจนเบียดบังจนเกินเลย ธรรมชาติก็ย่อมเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไปตามฤดู คนก็สอดรับไปด้วยความเสียหายก็มีตามวิสัยแต่ไม่ถึงขั้นวิปริตเช่นนี้

เพราะคนไม่มีศีลนี่แหละภัยพิบัติจึงมาเยือน !

Read more