แข่งขัน-แบ่งปัน

by kidmai

June 11, 2011

Post Today

0 comments

โพสต์ ทูเดย์ วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2554

        ถามว่าบนโลกเรานี้มีกี่ภาษา ?

        คำตอบคงออกมาเป็นตัวเลขจำนวนมากทีเดียว เพราะส่วนใหญ่แต่ละประเทศมักมีภาษาของตันเอง อีกทั้งส่วนใหญ่อีกเช่นกันที่แต่ละประเทศเองก็จะมีภาษาถิ่นภายในอีกมากมาย

        เอาใกล้ๆอย่างประเทศไทยของเราเองนอกจากภาษาทางการแล้ว ยังมีภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษาใต้ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ไม่นับภาษาชุมชนอย่างบนเขา หรือแถวชายแดนอีกนับไม่ถ้วน

        ซึ่งแต่ละภาษานั้นเจ้าของเขาไม่ได้นึกอยากจะประดิษฐ์ปั้นแต่งเอาตามใจ แต่เป็นการกลั่นกรอง หรือพัฒนามาจากขนบธรรมเนียมประเพณีรวมถึงสภาพภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศด้วย

        อย่างที่เราทราบกันภาคเหนือเป็นเขา เป็นดอย อากาศเบาบางพูดเบาๆเสียงก็ไปไกลแล้ว วิถีชีวิตก็ไม่รีบเร่ง สบายๆ ภาษาที่ใช้เลยออกเป็นเนิบๆ เบาๆ ส่วนภาคใต้ภูมิประเทศติดทะเล มีลมมรสุมเข้าเกือบตลอดการพูดก็ต้องให้สั้น กระชับ และดังหน่อย ไม่งั้นมีหวังลมทะเลหอบเสียงหายไปก่อนถึงหูคนฟัง

        นี่ยังไม่นับรวมเรื่องวิถีชีวิต ค่านิยมที่ทำให้แต่ละภาษาเป็นทั้งตัวแทนของชุมชนนั้นๆอีก อย่างบางพื้นที่การแข่งขันสูง เวลาพูดก็ต้องเร็วๆ เร่งๆ หรืออย่างไทยเราที่นิสัยโอบอ้อมอารี รักสนุกภาษาพูดก็มีระดับคือวรรณยุกต์พูดประโยคเดียวกันแต่ลงเสียงต่างกันความหมายนี่ออกไปหน้ามือเป็นหลังขาเลย

        นอกจากนั้นภาษายังเป็น “เครื่องมือ” ที่ปราชญ์ในชุมชนใช้ฝึก ขัดเกลาลูกหลานในพื้นที่ด้วย อย่างในหลายท้องถิ่นของเรามักจะไม่นิยมเรียกชื่อกันตรงๆ อาจแทนด้วยคนในครอบครัวแทน เวลาผูกประโยคก็มักจะใช้เป็นบุรุษที่ 3 หรือที่หลักแกรมมาเขาเรียกเป็นพาสซีฟ ซึ่งภาษาเช่นนี้เหมือนมีกันชน หรือมี buffer ไว้กันกระแทกจากวาจาอันไม่พึงประสงค์ ช่วยให้ลดการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนในชุมชนได้มาก เพราะดีกรีไม่หนักเท่ากับการเรียกชื่อกันตรงๆ ที่อาจกลายเป็นการจิกหัวด่ากันไปได้

เช่นใครอยากด่าผม จะไม่ด่าตรงๆว่า “ไอ้ใหม่มันเย่จริงๆ” แต่เป็น “ลูกพ่อชิดนี่มันแย่จริงๆ” น้ำหนักการด่ามันเบาลงครับ

        ภาษาจึงไม่เพียงแค่การสื่อสารเหมือนที่มักให้เหตุผลกันว่าแค่สื่อกันรู้เรื่องก็พอแล้ว แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและปัญญาของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะภาษาไทยเราที่นอกจากความมีเสน่ห์แล้ว ปัญญาที่กลั่นกรองมาเป็นภาษาก็เอื้อประโยชน์ต่อจิตโดยตรง ส่งผลให้จิตผู้พูดถูกหล่อหลอมไปตามที่ควรจะเป็น

        ยกตัวอย่างใกล้ๆอย่างการออกเสียงสระเอ “เ” นั้นเมื่อไปรวมกับพยัญชนะแล้วจะไปในทางเดียวกัน “เก” “เข” “เฉ” “เป๋” ฯลฯ ลองสังเกตซิครับว่าสระเอนี้สื่อถึงความไม่ตรง มันเอียง หรืออย่างสระแอ “แ” “แพ” “แบ” “แป” “แฉ””แล” ฯลฯ ก็สื่อไปทางไม่ตรงกำลังสอง คือเอียงแล้ว”แผ่”ออกไปด้วย

สระอื่นๆก็ลองไปไล่เล่นๆ สนุกๆกันเองนะครับ
ประเด็นที่ลึกกว่านั้นก็คือการเปล่งเสียงนั้นมันเนื่องไปถึงจิตคนพูดครับ

        เพราะก่อนพูดนั้นจิตต้องทำงานก่อน เมื่อเราพูดในลักษณะหนึ่งจิตเราก็ทำงานแบบนั้นด้วย สะสมหรือหล่อหลอมจนกลายเป็นพฤติกรรม หรือนิสัยต่อมา

        และนี่อาจเป็นผลให้การท่องบ่นมนต์คาถาให้ผล(ทางจิตใจ)แก่ผู้ท่องก็ได้ บางคาถาออกเสียงท่องแล้วใจเลยหึกเหิม ไม่ขลาดกลัว บางบทสวดแล้วอิ่มเอิบมีความสุข แม้จะไม่เข้าใจความหมาย

        แต่ภาษาไทยไม่มีเสน่ห์เพียงการพูด การเขียนก็มีลูกเล่นอยู่มาก อย่างวันก่อนพระครูสังฆกิจพิมล หรือพระอาจารย์สุรศักดิ์ สุรญาโณจากวัดชลประทานรังสฤษ์มาบรรยายธรรมที่มูลนิธิฯ ท่านพูดถึงคนเมืองที่ชีวิตอยู่แต่ในโลกแห่งการ “แข่งขัน” เร่าร้อน เร่งรัด เร่งรีบ ทุรนทุรายร้อนใจอยู่เกือบตลอด

        แข่งกันก็เพื่อเอาเข้าตัว ชีวิตเป็นสุก ซึ่งหากไม่อยากสุกร้อนเช่นนั้นท่านก็แนะให้ขยายหน่อย ยืดนิด
ขยายฐาน ”ข.ไข่” ออกหน่อยจาก “ข” กลายเป็น ”บ” คือจาก ”แข่ง” เป็น ”แบ่ง”
ยืดหางนิดจาก ”บ” กลายเป็น ”ป” คือจาก ”บัน” เป็น ”ปัน”
จาก ”แข่งขัน” เอาเข้าตัว กลายเป็น ”แบ่งปัน” สละออกจากตัว
จากสุก ก.ไก่ เป็น สุข ข.ไข่

        เท่านี้ชีวิตก็ช้าลง เย็นขึ้นแล้ว

        นี่ละครับ…เสน่ห์ภาษาไทย ฉะนั้นหากเมื่อใดที่คุณเกิดความร้อนจากการเร่งรีบแข่งขันก็นึกถึงการยืด ขยายข.ไข่ให้เป็นการแบ่งและปัน กว้างและยาวนี้นะครับ

ชีวิตคุณจะเย็นขึ้นทันตาเห็นเลยล่ะครับ

Read more