กลับด้าน

by kidmai

November 30, 2011

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2554

        ชีวิตชาวนาลำบากแสนเข็นแค่ไหนคงไม่ต้องมาสาธยายกันให้สะเทือนใจ สิ่งที่น่าทำคือการหาสาเหตุให้เจอ หาให้พบเพื่อที่จะได้แก้ไขให้ถูกจุด

แล้วสาเหตุที่ทำให้ชาวนายากจนอยู่ล่ะคืออะไร ?

        หากยิ่งสาว ยิ่งอีรุงตุงนัง แก้เป็นลิงติดแหไม่รู้จะเริ่มแก้จากจุดไหน เหมือนปัญหามันวนเป็นงูกินหางเพราะปัญหานี้ก่อให้เกิดปัญหานั้น ปัญหานั้นสร้างให้เกิดปัญหาโน้น แล้วปัญหาโน้นก็เป็นปัจจัยต่อปัญหานี้อีก เหมือนไม่รู้จะหยิบตรงไหนมาแก้ก่อนถึงจะเป็นการแก้ที่ราก

งั้น…เราลองมา “คิดใหม่” ดูจากอีกมุมกันสักที เผื่ออาจเจาะลึกไปที่รากเหง้ากันได้บ้าง

        ในเมื่อเรามองมุมคนขาดแล้ววนหาเหตุไม่เจอ เราก็ลองมาดูในมุมกลับ คือด้านของคนเกินกันว่าเหตุอะไรล่ะที่ทำให้เขารวย

        หากจำแนกประเภทอาชีพของคนรวยที่นึกเป็นอันดับแรกเห็นจะไม่มีอาชีพไหนเกินอาชีพ พ่อค้า ส่วนวิชาชีพอื่น ๆเช่นหมอ ทนาย หรือแม้แต่นักการเมืองแม้จะทำให้รวยได้เหมือนกันแต่ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงความรวย พูดถึงชีวิตที่สุขสบายก็ต้องนึกถึงพ่อค้า นึกถึงการค้าขาย ดังนั้น “คิดใหม่” ก็ขอมองเรื่องกลับด้านนี้ในสายงานของการค้าขายนะครับ

อะไรล่ะเป็นสาเหตุให้การค้านั้นมีกำไร ร่ำรวย ?

        เรื่องขยันขันแข็ง การเก็บออม ความคิดสร้างสรรค์ หรือกลยุทธ์อันช่ำชอง ผมยังมองว่าเป็นเรื่องระดับเปลือก เพราะทุกเหตุที่ว่านั้นเป็นระดับการปฏิบัติ ถ้าจะหาเหตุที่เป็นแก่นจริงๆก็ต้องเอาให้ลึก เอาแบบไม่ต้องแยกแยะ เอาชนิดที่หากใครทำได้รับรองว่ามีกำไรมากแน่ ๆ

ซึ่งเหตุนั้นก็คือ
ซื้อถูก ขายแพง

        ตรงไปตรงมา และเป็นพื้นฐานที่เป็นรากที่สำคัญที่สุด หากมีสารพัดกลยุทธ์แต่ซื้อไม่ถูกขายได้ไม่แพง ก็รับรองว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่หวัง หรือหากซื้อมาแพง แต่ขายได้ถูกนั่นก็คือการค้าขายนั้นขาดทุน นี่เป็นพื้นจริง ๆที่ทำให้พ่อค้าร่ำรวย ส่วนความสามารถด้านอื่น ๆเป็นเพียงตัวเสริมให้ใครก้าวเร็วกว่าใคร แต่อย่างไรพื้นฐานซื้อถูกขายแพงย่อมเป็นเงื่อนไขแรกที่สำคัญที่สุด

        และหากขยายความอีกขั้นการซื้อได้ถูกก็คือการซื้อจากต้นทาง หรือให้ดีก็เป็นผู้ผลิตเลย ขณะที่จะขายให้แพง ราคาจะสูงก็ต้องเป็นผู้ขายในขั้นตอนท้าย ๆ หรือขายให้ถึงมือคนซื้อคนสุดท้าย

        ลองดูซิครับพ่อค้าเศรษฐีที่ร่ำรวย สุดท้ายการทำของเขาก็มาจากพื้นฐานนี้นี่แหละ เป็นคนผลิต หรือเป็นผู้นำเข้ารายแรก จะให้ดีก็มีเครือข่ายค้าปลีกที่ขายได้ราคาสุดท้ายเพราะเป็นขั้นสุดท้ายก่อนถึงมือคนใช้จริง

พอเห็นอะไรกับด้านของคนยากไร้หรือยังครับ

        กลับด้านกัน เมื่อพ่อค้าหรือคนรวยเขาซื้อถูกขายแพง ชาวนาหรือคนยากไร้ก็กลับเป็นซื้อแพงขายถูกนั่นเอง
        ซึ่งเมื่อขยายในแบบเดียวกันก็จะเห็นได้ชัดเช่นกันว่าชาวนานั้นมักเป็นผู้ซื้อรายสุดท้ายแต่เป็นผู้ขายรายแรก

        ขายผลผลิตของตัวเป็นแบบวัตถุดิบชิ้นแรกเพื่อให้พ่อค้าคนกลางนำไปแปรรูป นำไปเข้าโรงงาน หรือนำไปส่งขายต่อยังสถานที่อื่น ๆ ส่วนการซื้อชาวนากลับเป็นผู้ซื้อรายสุดท้ายจริง ๆไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ นั่นจึงไม่แปลกและเป็นรากที่แท้จริงที่ทำให้ชาวนาลำบาก

แล้วจะแก้อย่างไร ?

        ก็ต้องให้ชาวนากลับด้านครับ ต้องพยายามเป็นผู้ขายรายท้ายๆ เช่นอาจต้องพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อนำสินค้าไปขายให้ได้ใกล้ผู้บริโภคที่สุด จะได้เงินมากขึ้นมากที่สุด ส่วนการซื้อก็ต้องผ่านการซื้อเป็นเจ้าต้น ๆ ขึ้น ด้วยการรวมกลุ่มกันซื้อเพิ่มอำนาจต่อรอง ได้ราคาถูกลง

        ซึ่งทั้งสองทางก็เหมือนกันตรงต้องมีการรวมกลุ่มกันในชุมชน หมู่บ้านเป็นการรวมพลังกันเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนเอง แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ทุกคนต้องลุกมาทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อตัวเองและชุมชนของตัวเองครับ หากยังหวังเอาแต่รัฐสวัสดิการหรือประชานิยมก็คงหนีสภาพผู้ซื้อคนสุดท้ายผู้ขายคนแรกไม่พ้น

        สังคมต้องประกันสมาชิกในชุมชนกันเป็นหลักครับ อย่างมุ่งไปพึ่งระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการกันมากเลยครับ ลองปรับฐานในแนวนี้ดู แล้วค่อย ๆหาทางพัฒนา ช่วยเหลือเกื้อกูล รวมพลังกันในพื้นที่ ผมว่าไม่นานเราก็จะค่อยเขยื้อนไปเป็นผู้ซื้อรายต้น ๆ และเป็นผู้ขายรายแรก ๆได้ครับ

ผมมั่นใจในความสามัคคีของชุมชนครับ

Read more

Creative Economy

by kidmai

November 22, 2011

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2554

        วันนี้ขอใช้ชื่อตอนเป็นภาษาต่างชาติ ไม่ใช่กะแดะอะไรหรอกครับ แต่เพื่อให้ได้อารมณ์วิชาการเสียหน่อย เพราะตอนนี้ผมกำลังจะพูดถึงแนวทางการพัฒนาประเทศที่รัฐบาลชุดก่อนท่านปูพื้นไว้ว่าสังคมโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy การพัฒนาภายในประเทศเราจึงควรดำเนินไปตามนั้น จะมาพึ่งเศรษฐกิจแบบต้นทุนต่ำ ค่าแรงถูก ใช้ราคาเป็นจุดขายแบบอดีตไม่ได้แล้ว ต้องมาเน้น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่จะใส่ลงไปในสินค้าหรือบริการที่จำหน่าย

ไม่เพียงสามารถทำให้เพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราเหนือคู่แข่ง หรือต่างจากคู่แข่ง

        นำมาพูดไม่ได้ขัดแย้ง หรือไม่เห็นด้วยหรอกครับ ผมเชื่อตามรัฐเขาว่า และที่สำคัญโดยส่วนตัวผมก็เชื่อว่าศักยภาพของคนไทยนั้นไม่มีทางแพ้ชาติใดในโลก เรามีความคิด เรามีจินตนาการ เรามีความบูรณาการอยู่ครบถ้วน ดูง่ายๆแค่เรื่องภาษาเราก็สามารถสร้างภาษาของเราเอง ทั้งยังเป็นภาษาที่มีระดับ มีเสียงดนตรี มีความสร้างสรรค์ จินตนาการ ยอกย้อน ซ่อนนัยอยู่ตลอด ชนิดหาภาษาไหนในโลกจะมีลูกเล่นเท่านั้นยาก

        หรือจะเอาเรื่องทางวิชาการจ๋า ทางการคำนวณ เทคโนโลยี เราก็มีเด็กที่ชนะเลิศการแข่งขันวิชาการระดับโลกมากมายหลายคน มีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกมีผลงานเป็นที่ประจักษ์อยู่ไม่น้อย

เรียกว่าจะเอาด้านไหนคนไทยเราไม่ด้อยกว่าใครครับ

        ซึ่งเมื่อรัฐท่านให้แนวมาเช่นนี้ผมถึงว่าเราเดินต่อไม่ยาก แต่ที่อยากจะกระตุกเตือนคือ เดินให้ถููกทาง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

        วันก่อนได้มีโอกาสไปตลาดน้ำอโยธยา เห็นบรรยากาศเก่า ๆ การใช้ชีวิตเก่า ๆ แม้จะเป็นการแสดง การจำลอง แล้วเกิดความรู้สึกถึง Creative Economy ขึ้นมาทันที มันปิ้งมาเลยว่า วัฒนธรรมอันอ่อนช้อยดีงามของเรานี่แหละ สินค้าสร้างสรรค์ของแท้

        ไม่ใช่สินค้าทางวัฒนธรรมนะครับ อันนั้นเป็นเรื่องการท่องเที่ยวที่เราทำได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่ผมหมายถึงการประยุกต์นำเอาสิ่งที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตเดิม ๆ ของเราออกมาพัฒนาต่อยอดนี่แหละจึงเป็นความสร้างสรรค์ที่สุดยอด

        คิดใหม่ ฉบับนี้อยากชวนคุณคิดแบบต่อยอด นำของเก่ามาพัฒนาสร้างสรรค์ต่อ นอกจากจะไม่ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ที่อาจพลาดจากการยังไม่ได้ผ่านเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ สู้เราเอาที่บรรพบุรุษเราท่านได้กลั่นกรองมาช้านานแล้วว่าใช้ได้ผลมาเป็นทุนตั้งต้นเลย

แล้วผนวกเข้ากับแนวคิดใหม่ ๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น
มาปรับให้เข้ากับค่านิยมยุคปัจจุบัน กับวิถีชีวิตที่แปรไป

        เราก็จะได้ออกมาเป็นนวัตกรรมที่ไม่เพียงใหม่อย่างเก่า ยังใช้งานได้จริงจะดีกว่า ประหยัดเวลากว่า ที่สำคัญใช้งานได้จริงมากกว่า แถมยังมีคุณค่าเสริมเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมของเราด้วย

        อย่างเช่นการถนอมอาหารด้วยการหลาม เราก็นำมาประยุกต์กับอาหารชนิดอื่น ๆ ให้เกิดเป็นอาหารชนิดใหม่ที่มีคุณภาพ สารอาหารครบ เก็บได้นาน ทานสะดวก เป็นฟาส์ตฟู้ดแบบไทยเรา มูลค่าเพิ่มมาก ต้นทุนไม่สูง มีความต้องการ เข้ากับแนวทาง อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย

        หรืออย่างเรื่องการเดินทางทางน้ำ ทางแม่น้ำลำคลอง เราก็มีวิถีที่เอื้อต่อรูปแบบนี้อยู่แล้ว มีทั้งความสะดวก เหมาะกับพื้นฐานชีวิตมนุษย์ที่อยู่คู่กับน้ำ ต่างชาติเขายังหันมารื้อฟื้น ของเรามีอะไรดี ๆเกี่ยวกับน้ำเยอะเลย นำออกมาปัดฝุ่นพัฒนาต่อ ก็จะได้สินค้าเชิงสร้างสรรค์อีกไม่น้อย

        นี่เป็นไอเดียที่ผุดมาเป็นตัวอย่าง ส่วนอย่างอื่น ๆ ไม่ต้องไปค้นคว้าไกลหรอกครับ ลองนำเอาสิ่งใกล้ตัวของเรานี่แหละมาต่อยอด เก่าก็อยู่ ใหม่ก็มา ขายได้ดีมีกำไรด้วย

น่าสนุกออก ลองสร้างสรรค์กันดูนะครับ ผมมาจุดเชื้อไว้ให้ครับ

Read more

Bonus Meditation

by kidmai

November 21, 2011

โบนัสแห่งวัย

0 comments

14 จังหวะ เจริญสติตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

        คนเราทุกข์เพราะความคิด !!

นี่เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
และใครที่สามารถจัดการกับความคิดได้เขาผู้นั้นย่อมไม่ทุกข์

        จัดการในที่นี้มิได้หมายถึงการไม่คิด แต่หมายถึงการจัดการในลักษณะที่เป็นนายเหนือความคิด สามารถเลือกที่จะคิดเรื่องที่ควรคิด ขณะเดียวกันก็สามารถ ”หยุด” ที่จะคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดได้

        แต่จะทำอย่างไรล่ะ ? ก็รู้ทั้งรู้อยู่แต่มันก็หยุดความคิดไม่ได้ จะตัด จะปล่อยก็มีความกังวล ความกลัวอยู่ ต้องคิดต่อไปให้จบ

        นั่นเป็นข้ออ้างครับ เพราะความจริงแล้วความคิดที่นำทุกข์มาให้นี้คิดอย่างไรก็ไม่มีวันจบ จะคิดซ้ำไป ซ้ำมา วนเวียน ย้ำคิดแล้วคิดอีกเป็นวังวนไม่สามารถพาตัวเองออกมาจากความคิดหรือความทุกข์ได้ และหลายกรณีการคิดวนจบไม่ลงนี่แหละที่กดดันผู้ที่รู้ไม่เท่าทันนี้ทนรับสภาพไม่ไหว เลยเถิดกลายเป็นการหนีปัญหา(ความคิด)ด้วยวิธีการรุนแรงเด็ดขาดเลย หรืออย่างเบาก็กลายเป็นคนอมทุกข์ หาความสุขได้ยาก ขี้กลัว ขี้กังวลไปสารพัด ถ้าไม่ห่วงเรื่องอนาคต ก็ไปดึงเรื่องอดีตมาโหยหา

        คุณประโยชน์ของความคิดมีมาก ทำให้โลกพัฒนามาได้ถึงจุดนี้ ทำให้ชีวิตเราขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งขณะนี้ แต่โทษของความคิดก็มีมหันต์หากไม่รู้จักมัน ไม่เข้าใจมัน แต่การจะรู้ เข้าใจความคิด “กลไก” การทำงานของมันได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ต้องมีการฝึกฝนครับ

        โบบัสแห่งวัย ฉบับนี้จึงขอแนะนำการฝึกรูปแบบหนึ่งที่จะทำให้คุณ “เห็น” ความคิด(ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิดอันเป็นปกติอยู่แล้ว) ซึ่งเมื่อฝึกจนเห็นความคิดแล้วคุณก็จะสามารถจัดการมันได้ เลือกที่จะคิดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการงาน กับชีวิตจบแล้วก็จบกัน วางแผนแล้วก็นำไปปฏิบัติ ไม่ได้มาย้ำคิด ย้ำทวน ส่วนความคิดที่ “ลัก(ขโมย)คิด” ความคิดจรเป็นชนิดที่นำทุกข์มาให้นั้นคุณก็จะเห็นทันมันและหยุดมันได้ก่อนที่มันจะพาคุณคิดเตลิดเปิดเปิงจนหยุดไม่อยู่

        วิธีการนี้เรียกว่า “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ในแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” หรือที่ต่างประเทศนิยมเรียกว่า Dynamic Meditation ครับ

        หลวงพ่อเทียนนั้นท่านถือว่าเป็น “ปรมาจารย์” ในการเจริญสติ รูปแบบที่ท่านนำมาถ่ายทอดนั้นผู้ปฏิบัติ(ที่มีความอดทน)จำนวนมากปฏิบัติเพียงไม่นานก็สามารถจัดการกับความคิดได้มากขึ้น อันหมายถึงความทุกข์ลดลงทันตาเห็น ทั้งยังเป็นการลดแบบถอนราก ถอนโคน คือจัดการที่ต้นตอของทุกข์คือความคิดโดยตรง ไม่ใช่การเบี่ยงเบนทุกข์ไปกับกิจกรรม งานการอื่นๆที่ทำให้ลืมเรื่องที่ทุกข์ได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายเมื่อเหตุยังอยู่เดี๋ยวมันก็กลับมาหลอกหลอนให้เราทุกข์ต่อได้อีก

        หลักการของวิธีนี้ก็คือการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นหลักของความรู้สึกตัว ใช้การเคลื่อนไหวมือ หรือที่เรียกว่าการสร้างจังหวะมือ สลับกับการเดินจงกรมเพื่อฝึกสติ โดยการสร้างจังหวะมือนั้นจะมีรูปแบบอยู่ทั้งหมด 14 ท่า(ตามรูปประกอบ)ให้เคลื่อนมือตามแต่ละท่าแล้วเติมความรู้สึกตัวเข้าไปด้วย ในจุดสิ้นสุดท่าจะมีการหยุดนิ่งเล็กน้อยก็ให้เติมความรู้สึกถึงการหยุดนั้นเช่นกัน ซึ่งจะต่างจากชีวิตที่เราคุ้นชินคือมักตกอยู่ในโลกของความคิดอยู่ตลอด ที่แม้เราจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดวันแต่เราแทบจะไม่เคยรับรู้ถึงการเคลื่อน หรือความเป็นไปของร่างกายเราเลย ไม่เชื่อลองถามตัวเองดูซิครับ ว่าคุณรู้ไหมว่ากำลังนั่งอยู่ท่าไหน ? ถ้าไม่หลอกตัวเองก็ร้อยทั้งร้อยแหละครับ ที่เราไม่สนใจตัวของเรานี่เลย เพราะเราเอาแต่จมอยู่กับโลกของความคิด โลกในจินตนาการ ซึ่งการมาฝึกเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกเช่นนี้ จะทำให้จิตเรามีกำลังมากขึ้นตามระยะเวลาของการฝึก ตามความขยัน และต่อเนื่องของเรา

        ที่ทำให้จิตใจมีกำลังก็เพราะหลักพื้นฐานที่ว่า เมื่อคิดย่อมไม่รู้ เมื่อรู้ย่อมไม่คิด รู้ กับ คิดเป็นของตรงข้ามกันครับ ไม่เชื่อคุณลองทุบต้นขาตัวเองถี่ๆดูด้วยน้ำหนักพอควรซิครับ เมื่อเราใส่ใจที่จะรู้สัมผัสตุ๊บ…ตุ๊บตามจังหวะที่สัมผัส เมื่อนั้นคุณจะคิดไม่ได้(แต่หากทำให้ชินระยะหนึ่งจิตจะแอบไปคิดได้ทั้งๆที่ทุบอยู่ เราจะลืมรู้สึกถึงการกระทบไป)

        และหลังจากจิตมีพลังแล้ว เมื่อมีความคิดจรผุดขึ้นมาในจิต จิตจะเห็นและเลือกที่จะคิดต่อ หรือปฏิเสธแล้วกลับมาที่ความรู้สึกตัวได้ เริ่มแรกๆอาจจะรู้ทันความคิดจรได้ไม่มาก 10 เรื่องอาจทันเพียงเรื่องเดียว แต่หากไม่ท้อฝึกไปไม่นานจะเพิ่มขึ้นมาก จนท้ายที่สุดคุณจะสามารถพ้นทุกข์จากความคิดได้แบบเบ็ดเสร็จทีเดียว

อยากมีความสุขจากการไม่เป็นทาสความคิด ก็ลองขยันฝึกตามรูปดูนะครับ
โบนัสแห่งวัย ขออวยพรให้คุณเป็นอิสระจากความคิดในเร็ววันนี้ครับ

Read more

ตัดผม

by kidmai

November 15, 2011

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2554

        วันก่อนได้อ่านข่าวเล็กๆที่สำหรับผมไม่รู้สึกว่าเล็กแต่ใหญ่จนอยากจะชวนคุณมา “คิดใหม่” ด้วยกันนี่แหละครับ

        จะว่าไปก็ไม่เชิงเป็นข่าว เป็นบทวิเคราะห์เสียมากกว่า แต่จะเรียกว่าอะไรก็ยกไว้ เอาประเด็นที่ต้องการพูดก็คือข่าวจากประเทศญี่ปุ่นที่ว่ามีบางบริษัทกำลัง รณรงค์ให้พนักงานไว้ผมสั้น

ใช่ครับ…รณรงค์ให้พร้อมใจกันตัดผมให้สั้นตามนั้นจริงๆ เหตุผลก็คือเพื่อช่วยลดโลกร้อน!!

        ไม่ผิดครับ ช่วยกันประหยัดพลังงาน เพราะการไว้ผมสั้นเท่ากับประหยัดเรื่องของการดูแลโดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจากการเป่าผม ไดร์ผม ไม่นับการประหยัดน้ำ ประหยัดแชมพูในการสระผมแต่ละครั้งด้วย

อ่านจบแล้วผมนึกถึงอีกข่าวเล็กๆที่ได้ฟังทางวิทยุเมื่อหลายเดือนก่อน เกี่ยวกับประดิษฐ์กรรมใหม่ในประเทศจีน

        ช่วยให้สุภาพสตรีสามารถยืนปัสสาวะได้ ของประดิษฐ์เช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้การทำธุระส่วนตัวของคุณผู้หญิงสะดวกขึ้นเท่านั้น ตามข่าวว่าสามารถช่วยประหยัดน้ำในการชักโครกได้อีกจำนวนมหาศาล ผมจำตัวเลขไม่ได้แต่แน่ใจว่าจำนวนมากแน่ เพราะแค่ในสถานที่ที่ใช้ประเมินเป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีน ที่เดียวตัวเลขก็หลักตันแล้ว ฉะนั้นถ้าใช้ระบบนี้กันทุกที่ทั่วโลกรับรองว่าช่วยลดการใช้ทรัพยากรน้ำได้มหาศาลแน่ๆ

        จาก2ข่าวเล็กๆนี้ผมเลยอยากชวนกันมา คิดใหม่ คิดใหม่ในเรื่องเก่า เรื่องเล็กๆ นี่แหละครับ ว่ามีอะไรอีกที่ช่วยให้เราประหยัดขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่าย ช่วยลดโลกร้อน ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ และที่สำคัญช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น

        อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะนะครับ มาลองคิดใหม่กันให้ถ้วนถี่ดูก่อนลองค่อยๆไล่ในทุกสัดส่วนของบ้านว่ามีตรงไหนที่สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ ลองไล่ดูทุกช่วงจังหวะชีวิตอย่างละเอียด อย่าเพิ่งมองข้าม ลองค่อยๆไล่ดูมีกิจกรรมไหนที่เราดัดแปลงหรือเปลี่ยนวิธีการบางอย่างเพื่อช่วยให้ประหยัดได้อีก

        อย่างเรื่องผมหรือการขับถ่าย2เรื่องนี้คิดดีๆ สามารถลดอะไรได้พอควรแล้วนะครับ ถ้าไล่เรียงให้มากขึ้นกว่านี้จะยิ่งได้อีกไม่น้อย ตัวอย่างเช่น

        การออกแบบเมนูอาหารให้ใช้การปรุงประหยัดที่สุด ทั้งเรื่องการใช้แก็ส น้ำมัน หรือการจัดซื้อ การเก็บรักษา คิดก่อนทำจะช่วยได้มาก ไม่เชื่อลองสังเกตดูซิครับ ทำไปตามใจอยาก ตามปากอยาก หลายทีที่เราใช้แก็ส ใช้น้ำมันได้ไม่คุ้ม การซื้อเนื้อ ซื้อปลาก็เป็นแบบกระปริบกระปรอยเลยซื้อแพงขึ้นทั้งยังเสียเรื่องค่าเดินทางไปซื้ออีก หรืออย่างอาหารบางชนิดเอาแค่อร่อยตามใจ หากงดได้นอกจากประหยัดแบบเบ็ดเสร็จแล้วยังได้เรื่องสุขภาพด้วย เพราะไม่เสียค่าอาหารแล้วยังไม่เสียค่าใช้จ่ายด้านการรักษาด้วย

        หรืออย่างเรื่องน้ำในการซักล้างทำความสะอาดออกแบบดีๆก็ช่วยประหยัดค่าน้ำในการรดน้ำต้นไม้ น้ำล้างพื้นได้

        หรือเรื่องการซื้อของเข้าบ้านคำนวณให้ดี ซื้อทีละมากๆจะได้ของถูกกว่าทั้งประหยัด ทั้งลดค่าน้ำมันในการเดินทางด้วย

        รวมถึงเรื่องของการใช้ไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ โดยเฉพาะพวกเครื่องกำเนิดความร้อน เตารีด กระติกน้ำร้อน เตาปิ้ง หม้อหุงข้าว พวกนี้กินไฟเยอะ ออกแบบให้ดีช่วยได้มาก ไม่นับการเลือกใช้รุ่นที่ประหยัด หลอดประหยัด เวลาเปิดปิดที่ได้ใช้ประโยชน์จริงๆ ฯลฯ

        แต่ทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่จะเหลือมากขึ้นไม่ใช่แต่เพียงเรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องเวลาที่จะได้มากขึ้น อันหมายถึงสามารถนำไปใช้ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีชึ้น ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น มีความสุขที่แท้จริงยิ่งขึ้น

จากข่าวที่เหมือนจะเล็กๆไม่มีอะไรมาก หากเราสามารถนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการ คิดใหม่ ได้ เราก็อาจได้ชีวิตใหม่ด้วยครับ

Read more

ขันติที่ขาดหาย

by kidmai

November 14, 2011

โบนัสแห่งวัย

0 comments

อินเตอร์เน็ตเร็วขึ้นแค่ไหน ความอดทนก็น้อยลงเป็นเงาตามตัว !

        ยังจำได้ว่าสมัยก่อนการติดต่อกันใช้ผ่านทางจดหมาย จะจีบกันที ต้องรอกันเกินสัปดาห์จดหมายเราส่งไป 3 วัน ให้เวลาสาวเจ้าตอบอีกสัก 3-4 วัน ส่งกลับมาอีก 3 วันรวมแล้วก็ประมาณ 10 วัน ซึ่งเมื่อใกล้ๆเวลาที่คาดว่าจดหมายจะมาถึงก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไร ได้แต่ชะเง้อคอมองดูตู้จดหมาย มีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไม่ได้ ต้องเล็งแล้วว่าใช่ บุรุษไปรษณีย์รึเปล่า ใช่บ้านเรารึเปล่า ใช่ที่เรารออยู่รึเปล่า

        นั่นเป็นบรรยากาศสมัยผมรุ่นๆครับ เชื่อว่าหลายๆท่านคงทันวิถีแห่งความอดทนรอคอยด้วยความหวานชื่นเยี่ยงนี้กัน แต่แม้จะดูเนิ่นช้า น่าอึดอัด แต่ก็เป็นวิถีที่มีประโยชน์ไม่น้อยเพราะทำให้เราเกิดภูมิต้านทานขึ้น เพราะจะเร่งอย่างไรให้ได้ดั่งใจก็หมดสิทธิ์ ซึ่งความอดทนนี้ก็เผื่อแผ่ไปยังเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย ทำให้เป็นคนคอยเป็น รอเป็น ทำใจเป็น

ต่างจากสมัยนี้จีบกันผ่านสังคมออนไลน์ อีเมล ทวิตเตอร์ เฟซบุค โพสต์ปุ๊บตอบได้ปั๊บ ทันใจจนใจเสีย

        ทันใจขนาดหากตอบกันช้าแค่เพียงนาทีก็งอนตุ๊บป่องถึงขั้นเลิกลากันได้เลย ยิ่งอินเตอร์เน็ตไวเพียงใด ความอดทนของคนก็ลดลงเท่านั้น เมื่อความอดทนสูญสลายไปจากใจ ใจก็เลยเสีย เสียใจที่เป็นปกติของเราไปกับความทุรนทุราย และนั่นนำมาซึ่งปัญหาสังคมใหญ่เล็กมากมายในทุกระดับ ทั้งระดับปัจจเจกส่วนบุคคลไปถึงระดับประเทศ

        ฉบับนี้เลยขออนุญาตนำบทความถอดเทปคำบรรยายของพระอาจารย์ทวีป กตปุญโญ สถานปฏิบัติธรรมแทนวันดีเจริญสุข ที่ท่านเมตตามาบรรยายธรรมให้กับญาติธรรมที่ศาลาปันมี มูลนิธิบ้านอารีย์ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งช่วงหนึ่งของการบรรยายธรรมครั้งนั้นท่านเทศน์เกี่ยวกับความอดทนหรือ “ขันติ” ไว้ได้อย่างน่าฟัง และน่าน้อมมาใส่ใจตนเพื่อการเพิ่มภูมิต้านทานความอ่อนแอต่อกิเลสของใจเราอย่างยิ่ง

เชิญสัมผัสได้เลยครับ

        ขันติ ถ้ามองตามสายตาของนักจิตวิทยา ขันติคือการเก็บกด
แต่ทางภาษาศาสตร์ขันติมาจาก ขน (ขะ-นะ) แปลว่า นำออก ขุดออก

        คนที่มีความอดทน มิใช่เป็นการ เก็บกด แต่หมายถึงบุคคลนั้นได้เอาความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ออก ไม่เอาไว้ ไม่เก็บไว้ ไม่ซุกไว้ใต้พรม แต่เป็นการทำจนจิตนั้นเกลี้ยง ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้จิตขุ่นมัว แม้แต่น้อย เป็นวิสัยของพุทธะ แต่เราเข้าใจขันติ ในแง่ของการเก็บกดไว้

พระอรรถาจารย์ ก็ได้อธิบายขันติ โดยการยกเรื่องราวดังนี้.

        บุคคล ๒ คน คนหนึ่งกำลังมาก ทรัพย์มาก บริวารมีมาก ไปตะคอกตบตีคนที่มีทรัพย์น้อย กำลังน้อย บริวารน้อย แม้เจ็บตัวคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย ก็ทนไว้ เพราะรู้ว่าไปต่อกรกับเขาเราคงแพ้ บุคคลนั้นหาได้ชื่อว่า อดทนไม่ เพียงแต่กลัวเสียท่าเขา จึงยอมเก็บกดทนไว้

        บุคคล ๒ คน คนหนึ่ง กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมาก อีกคนก็มี กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมากพอๆกัน มาทะเลาะกัน ต่างคนต่างดูท่าที มิใช่ความอดทน แต่เป็นเพียงกลัวเพลี้ยงพล้ำ ยังมิใช่การใช้ความอดทน ต่อเมื่อใดบุคคลมีกำลังทรัพย์ ความรู้ ความสามารถ บริวารมากมาย ถูกคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย บริวารน้อย ดูหมิ่นดูแคลน จนตบตีเอา เขาก็ยังสงบระงับอยู่ เหมือนกับพระสารีบุตร ที่ถูกพระบวชใหม่แกล้งสารพัด จนบางครั้งพระพุทธเจ้าอุปมาว่า พระสารีบุตรเป็นดั่งแผ่นดิน เป็นดั่งผ้าเช็ดเท้า เป็นเหมือนดั่งโคที่เขาขาดแล้ว ไม่มีอาการสะดุ้งเมื่อถูกเขาประทุษร้าย เมื่อเขาถูกรังแก จึงพอจะเห็นภาพของคำว่า ขันติได้บ้างว่า มันมิใช่เพราะว่าเราไม่มีกำลัง มิใช่เราไม่มีสติปัญญา ไม่ใช่เราไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถที่จะโกรธ ที่จะประทุษร้าย ที่จะกลั่นแกล้ง แต่จิตที่คิดจะประทุษร้ายมันไม่มี นั่นคือ หลักการของชาวพุทธ ความมีเกียรติของชาวพุทธ ความสง่างามของชาวพุทธ ถ้าเรามีจิตใจที่ประกอบด้วยขันติเช่นนี้ นั่นคือ อาภรณ์ที่ประเสริฐกว่าอาภรณ์อื่นใด

        ในสังคมที่เต็มไปด้วยการประทุษร้ายทั้งทางกาย และวาจา เรายังมิได้นำเอาหลักการนี้มาใช้ เมื่อเราถูกด่า เราก็มักจะด่าตอบ เมื่อเราถูกประทุษร้าย เราก็มักประทุษร้ายตอบ เราจึงพบว่าบางครั้ง มีตัวอย่างที่เห็นชัด มีพระมหาเถระรูปหนึ่ง อาสาจะไปแสดงธรรมใน สุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าท่านรู้เบื้องหลังว่า หมู่บ้านนี้คนดุ จึงได้ตรัสกับพระปุณณะว่า

        ปุณณะ เธอรู้ไหมหมู่บ้านนั้น ย่านนั้น คนดุน่ะ ถ้าหากว่าเธอไปแล้ว เขาพากันด่าเธอละ เธอจะทำอย่างไร ?
        พระปุณณะ กราบทูลพระพุทธองค์ว่า
เขาด่าก็ดี ดีกว่าเขาเอามือเอาเท้า มาตบ มาตี มาแตะ
หากถ้าเธอไปแล้ว เขาตบเขาตีเธอละ ?
ไม่เป็นไร ทนได้ ดีกว่าเขาเอาท่อนไม้มาตีเอา
        ถ้าเขาเอาท่อนไม้มาตีเธอละ ?
ไม่เป็นไรทนได้ ดีกว่าเขาเอาศาสตรา มีดาบ มีหอก มาห้ำหั่น
ถ้าเขาเอามีดเอาดาบมาห้ำหั่นเธอละ?
ไม่เป็นไร แค่ได้แผล มือเท้ายังอยู่จาริกไปสอนธรรมต่อ
        ถ้าเขาเอามีด เอาดาบ เอาอาวุธต่างๆมาตัดมือเธอละ?
ตัดมือขาดทั้งสองข้างแล้วไม่เป็นไร เท้ายังอยู่ยังเดินได้ เดินไปสอนต่อไป
ถ้าหากเขาตัดมือตัดเท้าเธอละ?
ไม่เป็นไร นั่งสงบให้เขาดูก็ได้ ทำต่อไป
ถ้าหากเขาเอาอาวุธต่างๆมาฆ่าเธอละ?

        สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน วันหนึ่งร่างกายนี้ก็ต้องเอาคืนอยู่แล้ว เขามาชิงคืนก่อนเวลาก็กำไร อย่างนี้การทำงานของท่านจึงไม่มีอุปสรรคขวางกั้น เพราะใจท่านเกลี้ยง ใจท่านมีความผ่องใส ไม่มีเมฆหมอกบังเลย นั่งตรงไหนก็เป็นครู ยืนอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เดินอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เพราะมีหลักที่ชัดเจน การทำงานที่มีหลักเช่นนี้ ท่านทิ้งร่องรอยไว้ให้เราดู

Read more