สวดมนต์

by kidmai

December 27, 2011

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554

        วิถีชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมากจนน่าเป็นห่วง

        ที่ห่วงไม่ใช่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ว่าไม่กี่ปีมานี้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ที่สำคัญคือทิศของการเปลี่ยนออกจะน่าเป็นห่วงว่าเปลี่ยนแบบถอยหลังลงคลองเสียละมากกว่าเปลี่ยนสู่การพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดา ๆ นี่แหละที่เปลี่ยนจนใจหาย

        ในอดีตกิจกรรมที่มีประจำทุกสัปดาห์ของแต่ละบ้านก็คือการตื่นเช้ามาจัดเตรียมอาหารใส่บาตรพระ โดยมากมักจะใช้วันเกิด หมายถึงวันจันทร์ถึงอาทิตย์ไม่ใช่วันที่ เช่นใครเกิดวันพุธก็จะใส่บาตรทุกวันพุธ หรือบ้านไหนสมาชิกเกิดต่างวันกันก็จะเลือกสักหนึ่งวันอาจเป็นวันที่หัวหน้าครอบครัวเกิด หรือคุณแม่บ้านเกิดก็สุดแท้แต่ ซึ่งเมื่อทุกบ้านยึดถือขนบธรรมเนียมเช่นนี้ ก็เกิดภาพที่น่าดูขึ้นทั่วทุกถนน เราจะเห็นเช้าตรู่มีเด็ก ๆ หอบเอาโต๊ะมากาง บริวารช่วยกันยกสำหรับกับข้าวมาตั้ง คุณปู่ คุณยายค่อย ๆให้หลานประคองมาตักบาตรพระ ระหว่างรอก็มีการทักทายปราศัยกันระหว่างบ้านที่ใกล้กัน เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น และก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งพระก็จะมีอาหารเลี้ยงกายสม่ำเสมอทุกวัน เพราะแต่ละบ้านก็จะกระจาย ๆ วันตักบาตรกันไป

แต่เดี๋ยวนี้ !

        เดี๋ยวนี้ไม่เหลือภาพเช่นนี้แล้วโดยเฉพาะในเมือง จากตักบาตรกันทุกสัปดาห์ กลายเป็นเหลือแค่ปีละครั้ง คือวันที่ ที่เกิด อ้อ..อาจมีมากกว่านั้นคือเพิ่มในวันสำคัญทางศาสนาเข้ามาอีกปีละ 3 วัน วันเฉลิมพระชนมพรรษาอีก 2 วันปีใหม่อีก 1 รวมแล้วเป็นปีละ 7 วันสำหรับคนเมืองที่ต้องเรียกว่ามีศรัทธาต่อศาสนามากระดับหนึ่งแล้ว หากเป็นเด็กวัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่ค่อยสนใจอาจเหลือเพียงปีละครั้งในวันเกิดที่โดนพ่อแม่บังคับให้ตื่นมาใส่

        ขอพักภาคเช้าไว้ก่อน เพราะเหตุผลชัด ๆ ก็คือความรีบเร่งในการออกจากบ้านไปหาเงินหาทองมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทำให้คนเมืองจำนวนเกือบทั้งหมดสมัยนี้ห่างจากกิจกรรมใส่บาตรเช้ากัน เรามาดูกันถึงวิถีชีวิตช่วงค่่ำทีี่ไม่สามารถใช้เหตุผลนั้นได้แล้ว แต่ปรากฏว่าก็ถูกคนเมืองละเลยปล่อยให้กิจกรรมหนึ่งที่ดีงามหายสูญไปเรื่อย ๆ นั่นคือ

การสวดมนต์ก่อนนอน

        วิถีชีวิตแต่ก่อนจะเป็นเรื่องสำคัญของทุกบ้านที่สมาชิกจะต้องมาสวดมนต์กันก่อนจะเข้านอน แม้ปัจจุบันยังมีการทำอยู่พอควร อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ยังสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้สวดมนต์ก่อนเสมอ แต่ต้องนับว่าอีกด้านคือด้านไม่ทำนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเร็วมาก ๆ ทวีจำนวนขึ้นมากอย่างน่าใจหาย

        ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ยิ่งหากเป็นในคอนโดมิเนียมยิ่งไม่ต้องพูดถึง พระพุทธรูปมีอยู่แต่บนหิ้ง จะจัดที่ไว้ให้กราบโดยเฉพาะยังยาก และนั่นอาจนำมาซึ่งความเสื่อมหายไปของวิถีชีวิตอันดีนี้

สวดมนต์มิใช่เพียงเรื่องเล่น ๆ หรือแค่ช่วยให้หลับสบาย แต่ยังแฝงไว้ด้วยประโยชน์คณานับที่อาจคิดกันไม่ถึง
คิดใหม่ฉบับนี้ขอพาคุณคิดลึกเจาะลงไปให้เห็นภาพประโยชน์จากการสวดมนต์กัน

        ประโยชน์ของการสวดหนึ่งคือการเคารพต่อพระศาสนา การกราบไหว้สิ่งแทนอยู่ทุกคืนทำให้ผู้กระทำเกิดความฝังใจถึงการอ่อนน้อม ตามมาคือการละทิฏฐิมานะลงได้ตามส่วน แต่เมื่อไม่สวดกันแล้ว เด็กยุคใหม่เดินผ่านพระยังยืนเฉย ๆ เพราะไม่มีทุนเช่นนี้อยู่ และเมื่อขนาดพระที่ผู้ใหญ่นับถือเด็กยังไม่นอบน้อม เขาจะยิ่งรู้สึกต่อผู้ใหญ่ได้หนักกว่านั้น และนั่นนำมาซึ่งความดื้อรั้น การคะนอง เลยไปถึงความเสียหายระดับประเทศจากที่สังคมสับสน ขาดการเคารพตามวัยที่เป็นหลักเหนี่ยวไม่ให้การขาดวุฒิภาวะ พาสังคมเตลิดอย่างทุกวันนี้

        ประโยชน์ต่อมาการสวดมนต์เท่ากับได้ท่องบ่น คือได้จดจำคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะเปรียบเหมือนความรู้ที่จะผุดขึ้นมาอัตโนมัติยามจำเป็นต้องใช้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่เรื่องของการแผ่เมตตา “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์”

        แค่ประโยคนี้ท่องทุกวัน เมื่อถึงคราวที่ความโกรธ เกลียดรุมเร้า ปัญญาเห็นความเป็นเพื่อนทุกข์แม้ในระดับความจำผุดขึ้น ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ลดการทำผิดพลาดลงไปไม่มากก็น้อย

        นี่ยังไม่นับรวมผลระยะสั้นคือเรื่องของการทำใจให้สบายก่อนเข้านอน ทำให้จิตใจไม่ติดข้องอยู่ในความฟุ้งซ่าน ความอิจฉา ริษยา พยาบาทที่เกิดขึ้นระหว่างวัน

        ยกตัวอย่างกันเพียง 3-4 มุม ก็น่าจะพอเพียงที่จะช่วยกันคิดใหม่ รณรงค์ หรือสนับสนุนให้ทุกบ้าน ทุกคน ร่วมกันสวดมนต์ก่อนเข้านอนได้แล้วนะครับ

        อย่างที่เกริ่น ตอนเช้าอาจโดนข้ออ้างเรื่องเร่งรีบ ไม่หาเงินก่อนจะเอาที่ไหนกิน อันนั้นเลยขอยกไว้ แต่สวดมนต์ 5 นาทีก่อนนอนนี่หากยังอ้างอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

จริงไหมครับ !!

Read more

ลงทุน

by kidmai

December 26, 2011

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2554

        มักมีคนมาถามผมบ่อย ๆ ว่าอยากทำธุรกิจของตัวเองจะทำธุรกิจอะไรดี ?

        เท่าที่ผมสังเกตที่จริงเกือบทุกคนก็มักจะมีเล็งๆสิ่งที่ตัวอยากทำไว้อยู่ในใจแล้ว แต่ที่ตระเวนถามคนอื่นก็เป็นเพราะอยากได้ยินตรงกับที่เขาอยากทำ หรืออยากมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งแบบนี้ผมก็มักเออออไปด้วย ไม่ใช่เพราะมั่วซั่วนะครับแต่ผมเชื่อว่าหากใครได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักก็เป็นอันดีทั้งนั้น เพราะทุกอย่างสามารถทำให้สำเร็จเสมอขอให้ตั้งใจจริง พยายามกันจริง ๆ เถอะ

        ไม่มีอะไรเล็กไป ใหญ่ไป เก่าไป เชยไป ขอเพียงตั้งอก ตั้งใจทำ อุทิศความมุ่งมั่นลงไปก็มีสิทธิ์ขึ้นมาเป็นผู้นำในแวดวงนั้น ๆ เสมอ ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยขัดสิ่งที่คนถามอยากทำเว้นแต่สิ่งนั้นเป็นการทำร้ายสังคม แน่นอนว่าทำร้ายตัวเขาเองด้วย อย่างอยากขายเหล้า อยากเปิดสิ่งมอมเมาต่างๆ แบบนี้ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อนเตือนกันตามกำลัง

        แต่สำหรับบางคนที่ไม่มีเป้ามาก่อนอย่างชัดเจนเพียงแต่อยากเริ่มเป็นนายตัวเอง คำตอบที่ผมแนะก็จะเป็นมาตรฐานเหมือนกันหมดนั่นคือ ทำที่เกี่ยวกับปัจจัย 4 ที่อยู่อาศัย อาหาร ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม

        ขอให้เขาอิงกับพื้นฐานจำเป็นในการดำรงชีวิตไว้ โอกาสสำเร็จก็ง่าย อย่างน้อยด้วยกายภาพทำให้มีความต้องการอยู่แล้วที่เหลือว่าจะมาซื้อหากับเรารึเปล่าก็เป็นเรื่องของความสามารถในการสร้างสรรค์ของแต่ละคน

        สำหรับปัจจัย 4 นี้ไม่ได้มีแค่ 4 อย่างนะครับ มีมากมายเลย อย่างเรื่องที่พักอาศัยก็ไม่ได้หมายแค่ต้องเป็นการสร้างบ้านขายซึ่งทำได้แค่คนกลุ่มน้อยที่มีกำลังมากพอ แต่หมายลงไปในรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่พักอาศัย อย่างการรับเหมาก่อสร้าง ปรับปรุง ตกแต่ง การให้เช่า ซ่อมบำรุง รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้านต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องมีไม่งั้นบ้านไม่เป็นบ้านอย่างตู้ เตียง ครัว สุขภัณฑ์พวกนี้ผมถือเป็นปัจจัย 4 เช่นกัน

        หรืออย่างเรื่องยารักษาโรคก็ไม่ได้แค่ขายยากันตรง ๆ หรือเป็นหมอรักษาคนไข้เท่าน้น แต่รวมไปถึงการดูแลร่างกาย ป้องกันโรคภัยอย่างโรงยิม สถานออกกำลังด้วย

        คิดใหม่ฉบับนี้เริ่มจากเห็นถนนทุกสายธุรกิจมักมุ่งไปแต่ด้านไกลตัว อิงเทคโนโลยีมากจนลืมย้อนมามองพื้นฐานสำคัญของการประกอบอาชีพ เลยมาชวนคิดกันใหม่ คิดย้อนไปถึงแก่นของการทำงาน นั่นคือต้องเป็นประโยชน์ แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ นั่นแหละถึงจะเป็นหลักประกันความสำเร็จอย่างยั่งยืนและเป็นสุข

        ผมไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี ทั้งยังเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องใช้ ต้องเข้าใจเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาของสังคมยุคไอทีนี้ได้ แต่ชวนให้ย้อนคิดใหม่โดยคำนึงถึงพื้นฐานแท้ด้วยถึงจะสำเร็จจริง ๆ

        ไม่เชื่อคุณลองดูธุรกิจที่เติบใหญ่และก้าวไกลในทุกวันนี้ซิครับ สุดท้ายก็อิงอยู่กับปัจจัย 4 ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารสุขภาพ โรงเรียนสอนวิชาชีพต่าง ธุรกิจที่เนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่ยาสมุนไพรโบราณก็กำลังบูมสุดขีด

        ไม่มีใครว่าเชย ไม่มีใครว่าโบราณหรือคร่ำครึ ทั้งยังดูอินเทรนด์ ทันสมัย ที่สำคัญขายได้ราคาดีเสียด้วย

        ลองมองกันโดยไม่ติดภาพเลิศหรูที่ฉาบมากับการประชาสัมพันธ์ซิครับ จะเห็นว่าธุรกิจที่มีอิทธิพล มีบทบาทก็เป็นเรื่องพื้นฐานจำเป็นนี่แหละ

        คอนโดกลางเมือง จะฮิปแค่ไหน ตกแต่งอลังการอย่างไร สุดท้ายก็คือเรื่องที่พักอาศัย
        ร้านอาหารสุดหรู เชฟขึ้นชื่อขนาดไหน ก็คือเรื่องของอาหารการกิน
        โรงพยาบาล เครื่องมือไฮเทค แพทย์มีชื่อก็คือเรื่องของการรักษาโรค

        หรือที่คุ้นที่สุด เสื้อผ้าจะแบรนด์เนม มีดาราดังสุดฮอตมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็คือเรื่องเครื่องนุ่งห่ม
        เห็นไหมครับฐานจริง ๆ อันแข็งแกร่งคือความจำเป็นนี้ ที่เรามีทางเลือกคือสร้างขึ้นมาเองอย่างสตีฟ จ๊อบ ทำกับแอปเปิ้ล หรือใช้ที่มีอยู่เดิมคือปัจจัย 4 แล้วมาวัดกันว่าใครบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีได้มากกว่ากัน ไม่ใช่เอาแต่ทันสมัยอย่างเดียวโดยไม่คำนึงพื้นฐานเหมือนที่หลายคนกำลังจะเดินทางกันอยู่ อย่างนั้นบอกได้เลยครับว่า

รอดยาก

Read more

ส่วนหนึ่งของปัญหา

by kidmai

December 22, 2011

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วีนอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554

        หลายคนเห็นปัญหาเป็นสิ่งน่ากลัว เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ภาวนาว่าชีวิตตนขออย่าได้เจอปัญหา

        บางคนเห็นปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตน ในการริเริ่มดำเนินกิจกรรมใหม่ๆ ให้ก้าวล้ำไปยิ่งขึ้น ให้เหนือคู่แข่งอื่นๆ

        สองทางเลือกนี้เป็นข้อแตกต่างที่ทำให้บางคนประสบความสำเร็จ ขณะที่อีกหลายคนประสบความล้มเหลว

        ส่วนคนประเภทไหน คนเลี่ยงปัญหา หรือคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาแล้วหาทางแก้มัน ใครจะเป็นคนสำเร็จหรือล้มเหลวตอบกันเองได้เลยครับ

แต่ยังมีอีกประเด็นที่ต้องนำมาพูดกันคือเรื่องของ “ระยะห่าง” ของปัญหา

        โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงปัญหาก็จะนึกกันถึงปัญหาที่เกี่ยวโดยตรงกับแต่ละบุคคลเช่นปัญหาในหน้าที่การงาน ปัญหากับครอบครัว ปัญหากับเพื่อนฝูงซึ่งท่าทีต่อปัญหาเหล่านั้นจะสะท้อนเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลวดั่งที่ยกขึ้นมา

        แต่กับปัญหาที่มีระยะห่างออกมามีช่องว่างมากขึ้นอย่างปัญหาการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมละครับเราเคยสังเกตไหมว่าเรามีท่าที หรือวางตำแหน่งเราต่อปัญหานั้นๆอย่างไร

        สำรวจในแบบนักวิชาเกินอย่างผมไม่ต้องทำโพลให้เปลืองเงิน ผมมั่นใจเหลือเกินว่าผลสำรวจส่วนใหญ่คงตอบอย่างสวยหรูว่าต้องดูตัวปัญหานั้นว่าเรามีส่วนแก้ไขอะไรได้ไหม ? ถ้ามีฉันก็พร้อมช่วยเต็มที่ แต่ถ้าไม่มี หรือเกินกำลังฉันก็ขอให้กำลังใจอยู่รอบนอกนะ

        นอกจากผมจะเป็นนักวิจัยเถื่อนแล้ว ผมขอเป็นหมอดูแบบหมอเดาด้วยว่าผู้ที่ตอบเช่นนี้ “(แทบ)ทั้งหมด” ที่มักสรุปได้ว่าปัญหานั้นใหญ่เกินตัว ไกลเกินช่วย ขอส่งกำลังใจไปให้แล้วกันนั้น จะขอมีส่วนร่วมด้วยการขอวิพากษ์ วิจารณ์ลับหลัง เสนอแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดกับปัญหา(ที่ว่าใหญ่เกินตัว)ในสภากาแฟ หรืออิน เทรนด์ในปัจจุบันก็คือมาวิพากษ์ แนะนำกันบนเวบบอร์ด เฟซบุค ขอพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบคนทำงานอย่างเข้มข้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำไมไปทำอย่างนั้น ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำแบบนี้แล้วปัญหา(ที่ว่าไกลเกินช่วย) ก็จะหมดไปแน่นอน

คนประเภทนี้มีเยอะไหมครับในสังคมเรา ?

        เสียใจที่อาจต้องบอกว่าเยอะมากๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนไม่ดีนะครับ แต่ด้วยความคิด “กลัว” ที่แฝงอยู่ลึกๆ ในใจทำให้เขานำข้ออ้างสารพัดมาใช้เพื่อพาตัวเองออกมานอกกรอบของปัญหา เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ต้องเหนื่อยแก้ไข ไม่ต้องเสี่ยงกับภยันตรายที่อาจมีจากการร่วมแก้ปัญหานั้น

        ข้ออ้างสวยหรู ไกลเกินช่วย ใหญ่เกินตัวนี่ลองค่อยๆ สาวดูเถิดครับว่าทั้งหมดล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ทั้งนั้น

รู้ทั้งรู้ว่าปัญหานั้นมีผลต่อเรา ต่อครอบครัวของเรา ต่อสังคม ลูกหลานของเรา
รู้ทั้งรู้ว่าปัญหานั้นเราก็มีส่วนในการก่อให้เกิดขึ้นมาด้วย
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องควรที่เราจะช่วยแก้ปัญหาแบบเป็นรูปธรรมด้วย

        แต่รู้ทั้งรู้เรายอมให้ข้ออ้างเหล่านั้นมากันเราอยู่วงนอก(ที่นอกไม่ได้จริงเพราะสุดท้ายเราก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นด้วย)

        และถ้ามองให้ไกล จะเห็นว่าไม่เพียงเรา แต่ลูกเรา หลานเราก็จะได้มรดกจากการหนีเอาตัวรอดของเราด้วย
        ไม่ได้เขียนปลุกระดมเพื่อการณ์ใด แต่เห็นวิกฤติในความคิดของสังคมต่อปัญหาส่วนรวมแล้วอดไม่ได้ ทุกคนร่วมสร้างปัญหาแต่บางคนรับผิดชอบ

        ผมชอบคำของปราชญ์ท่านหนึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเป็นใครที่ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ได้ดีจริงๆ ท่านกล่าวว่า

        หากคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

        ไม่มีสถานภาพกลางๆ ให้คุณอยู่ เพราะท้ายสุดแล้วทุกคนในสังคมต้องรับผลที่เกิดไม่มีใครลอยตัวไปได้จริง

คุณละครับ เป็นส่วนไหนของปัญหา

Read more

ครอบ + ครัว

by kidmai

December 20, 2011

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ FIL นิตยสาร สุขสโมสร

ธันวาคม 2554 

        ครอบครัว คำพื้นฐานที่เราใช้กันเป็นประจำอย่างติดปาก ใช้บ่อยจนอาจเลยไปเป็นใช้อย่างอัตโนมัติพูดไปตามจังหวะของบทสนทนาจนอาจลืมความหมายที่แท้จริงของคำๆนี้ไปแล้ว

“ ครอบครัวแปลว่าอะไรครับ ? “

        ว่ากันตามพจนานุกรม ก็จะหมายถึง “ผู้ร่วมบ้านเดียวกัน คือสามีภรรยาและบุตร”
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น

“ ศัพท์คำว่า ครอบครัวนี้มาจากอะไร ? “

        ไม่ทราบมีใครตอบได้บ้างไหมครับ ? …ผมให้เวลาสักสองนาที ลองดูว่าศัพท์ที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีคำนี้คุณว่ามาจากรากอะไร
………………..
…………………

        ตอบกันแล้วนะครับ ผมคงเฉลยให้ไม่ได้ว่าคำตอบของท่านใดถูกหรือผิด เอาเป็นผมขอตอบในมุมมองของผม ในแบบผมแล้วกัน ซึ่งคำตอบของผมก็คือชื่อเรื่องนั่นแหละครับ คือมาจากคำว่า “ครอบ” กับคำว่า “ครัว”

        คือเป็นสถานที่ที่ “ ครอบเอาครัว” ไว้ ซึ่งผมมั่นใจว่าสะท้อนที่มาของศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และควรแก่การนำมาใช้ด้วย

        จินตนาการดูซิครับ ลองหลับตาแล้วนึกไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่มีพื้นที่ให้คุณแม่ได้ใช้ตระเตรียมอาหาการกินอยู่ให้คนในบ้าน ตั้งแต่เช้าตรู่ สำหรับมื้อเช้าเลยไปถึงเตรียมใส่ปิ่นโตไปกินในมื้อเที่ยงด้วย

        แต่ก่อนนั้น พื้นที่ครัวนี้จะใช้เป็นที่เตรียมอาหารถวายพระสงฆ์องค์เจ้า ที่สมาชิกในที่นั้นจะมาร่วมกันตักบาตรให้เป็นสิริมงคลกับตัวเองก่อนเริ่มวันใหม่

        ตักบาตรพระเสร็จ ก็ถึงคิวโยม กินเสร็จ พ่อบ้านไปทำงาน ลูกๆไปเรียนหนังสือ และคุณแม่เก็บกวาดบ้านเรียบร้อย กิจวัตรต่อไปก็คือการออกไปตลาดเพื่อหาซื้อข้าว ซื้อของมาเตรียมเป็นอาหารมื้อเย็น

        การเลือกซื้อวัตถุดิบมาปรุงเองทำให้ได้ของที่มีคุณภาพคัดสรรกับมือ สามารถเลือกที่ถูกอนามัยและเหมาะกับสุขภาพของสมาชิกทุกคน ที่สำคัญยังประหยัดกว่าซื้อสำเร็จมาก ทั้งในเรื่องราคาโดยตรง และเรื่องสุขภาพที่ทำให้ไม่ต้องเสียค่าหมอ ค่ายาตามมาจากการบริโภคอาหารไม่เหมาะกับตน

        นอกจากนี้รสมือแม่ที่ปรุงแต่งอย่างใส่ใจ พิถีพิถัน ร่วมโต๊ะรับประทานกันพร้อมหน้าของทุกคนทำให้มื้อเย็นนั้น อร่อย มีประโยชน์ ประหยัด และแสนสุข ซึ่งหาไม่ได้กับอาหารมื้อแพงในโรงแรมสุดหรู แต่หาได้จากสถานที่ที่ครอบเอาครัวนี้ไว้

        นอกจากนี้ การได้ร่วมโต๊ะพร้อมหน้าเท่ากับเป็นเวทีให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กันของทุกคน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน พ่อแม่ได้ฟังเรื่องของลูกช่วยแนะแก้ไข ลูกได้ฟังประสบการณ์อันทรงค่าของพ่อแม่ สายใยรักอันอบอุ่นนี้ก็อาศัยของที่ออกมาจากครัวนั่นเอง

        ผมเลี่ยงที่จะใช้คำนี้มาตั้งนาน คำที่แทนสถานที่ที่ “ครอบ” “ครัว” นี้ไว้ คำที่ผมเห็นว่าต้องมีบรรยากาศเช่นที่ให้คุณจินตนาการตามนั่นแหละถึงจะเหมาะสม ที่สามารถเรียกได้ว่า “บ้าน” อย่างแท้จริง

        ต่างจากสถานที่ที่ครอบ “ส่วนแกะอาหาร” หรือ “แพนทรี่” ที่แม้กระทั่งศัพท์เรียกยังเปลี่ยนจากบ้านอันอบอุ่นกลายเป็น “คอนโด” สำหรับพักอาศัยเท่านั้น

        ใครคิดจะซื้อบ้านก็อย่าลืมดูส่วนครัวด้วยนะครับ ครัวนั่นแหละเป็นต้นกำเนิดของครอบครัวอันแท้จริง หรือใครที่มีครัวอยู่แล้ว อ่านแล้วหากเห็นด้วยกับผมก็ลองใช้ประโยชน์จากพื้นที่ “ครัว” ส่วนนี้ เป็นแหล่งกำเนิดสิ่งดีๆอันมากมายโดยเฉพาะผลิต “ครอบครัว” อันอบอุ่นขึ้นมาครับ

เย็นนี้ทำอะไรให้ลูกกินดีครับ !

Read more

ตะกอนน้ำ

by kidmai

December 18, 2011

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business Ways

ธันวาคม 2554

        ประเทศเราได้เจอวิกฤติการณ์ใหญ่ที่ต้องจารึกไว้เป็นอีกหน้าหนึ่ง(หรือหลายหน้า)ของประวัติศาสตร์ นั่นคือมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ ที่ครึ่งประเทศประสบชะตากรรมรุนแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา

        มิพักต้องพูดถึงความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเชิงรูปธรรมที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุว่าหนักหนากว่าความสูญเสียจากคลื่นยักษ์สึนามิเสียอีก เสียหายไล่ไปในทุกระดับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก โรงงานยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโดนน้ำพัดพาจนแทบไม่เหลืออะไรเท่าๆ กับบ้านไม้ กระต๊อบหลังน้อยของชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ

        และที่เสียหายยิ่งกว่าแม้จะไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ก็คือความสูญเสียเชิงนามธรรมทางจิตวิญญาณที่คนทั้งประเทศตกอยู่ในความเครียด กลัว กังวล ต่ออนาคตที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า

        ความกลัว ความเครียด หรือความวิตก ความกังวลนี้แท้จริงแล้วมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือเป็นลูก เป็นหลานของกิเลสตัวพื้นฐาน หรือกิเลสตัวแม่นั่นคือ “โทสะ”

        ใจที่โดนโทสะครอบงำมีอาการร่วมกันคือการ “ผลักไส” อารมณ์ที่ไม่ชอบใจนั้นออกไปให้พ้นๆ มีตั้งแต่ระดับทารกแบเบาะอย่างความเคืองใจ โตขึ้นมาเป็นความขุ่นใจ เติบใหญ่เป็นโกรธ โมโห และแกร่งเต็มที่กับการระเบิดออกมาเป็นการกระทำต่างๆที่จะทำให้อารมณ์ไม่ถูกใจนั้นสลายไปอย่างทันที

        ใครมีศีล มีธรรม มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมก็ผลักไสอารมณ์นั้นด้วยวิธีการที่ถูกทำนองคลองธรรม ส่วนคนที่ไม่มีความละอายก็สามารถทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวพ้นจากสภาพน่าอึดอัดนั้นโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ หรือผลกระทบต่อคนอื่น

        ช่วงวิกฤติที่ต่างคนต่างเอาตัวรอดนี้จึงนับเป็นบททดสอบสำคัญว่าใครเกิดเป็นคนแล้วมีใจสูงอย่างมนุษย์ หรือเกิดเป็นคนแต่ใจต่ำเหมือนสัตว์นรก

        ความเสียหายทางวิญญาณนี้ใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถคำนวณผลเสียหายออกมได้เลย แต่มั่นใจได้ว่ามูลค่านั้นมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่เราตกอยู่ในภาวะภัยพิบัตินั้น เชื้อโทสะได้สะสมไว้ในใจวันละเล็ก ละน้อย ทุกวัน ตลอดวัน ตลอดคืนจนบางคนอาจกลายเป็น “นิสัย” ไปเลย ขณะที่บางคนหนักกว่าอาจต่อไปจนกลายเป็น “สันดาน” ที่จะมากำหนดชีวิตของเขาในอนาคต

        ช่วงฟื้นฟูนี้ เราร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะเคหะสถาน ไร่ นา อาคารกันอย่างเต็มที่ แม้จะต้องใช้เวลาแต่จะช้าเร็วเดี๋ยวก็คืนสู่ความปกติ

        แต่ใจที่เสียไปกับโทสะนั้นไม่มีใครสังเกตุเห็น ไม่มีใครบูรณะ ซึ่งนั่นหมายถึงสังคมเราถัดจากนี้จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยมวลใหญ่ของกระแสโทสะ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพาไปสู่จุดใด

        ฉะนั้นเราจึงไม่ควรมุ่งบูรณะเฉพาะของที่มองเห็นด้วยตา แต่ควรย้อนมาสำรวจในใจเราด้วยว่ามีตะกอนของความเครียดตกอยู่ที่ก้นบึ้งไหม ถ้ามีต้องรีบขจัดทิ้งอย่าปล่อยมันไว้ มันจะทำให้เราเกิดความเสี่ยงต่ออนาคตที่จะกลายเป็นคนคิดมาก โกรธง่าย วิตกจริต และจะตามมาด้านกายภาพคือโรคที่ก่อตัวจากสารแห่งความเครียดที่ฝังอยู่กับตัวเรา

        มาบูรณะ ซ่อมแซมใจเรากันหลังน้ำลดนี้ด้วยครับ !
ขจัดคราบเลน โคลนฝังพื้นบ้านหลังน้ำลดใช้แปรงขัด น้ำยาขัด
จะขจัดคราบโทสะฝังใจเราก็ด้วยแปรงและน้ำยาเหมือนกัน
แปรงนั้นคือสมาธิที่เกิดจากใจที่สงบ มีพลัง
น้ำยานั้นคือความเมตตา กรุณาต่อคนอื่น
ใช้ของคู่ตรงข้ามมาแก้กัน

        เราสะสมความเครียดที่มาจากเชื้อโกรธ เกลียด จะแก้ก็เติมความรัก ความเอื้ออาทรเข้าไปแทน และจะให้ดีก็เติมด้วยพลังจะได้ขจัดสิ่งฝังลึกนั้นได้ถึงรากขึ้น

        อย่าประมาทนะครับ หลายเดือนนี้เราอาจไม่ทันสังเกตุตัวเอง พ้นวิกฤติแล้วปล่อยเลยไม่ชำระสะสางตะกอนจากน้ำ ผลระยะยาวอาจเลวร้ายกว่าที่คิดทั้งนิสัยขี้ระแวง และโรคทางกาย

        ใครมีกำลังก็นำมาช่วยคนอื่นๆ กันครับ ซึ่งที่จริงก็คือช่วยตัวเราเองด้วย ใจที่ชุ่มชื่นจากการทำดี มีเมตตา ความชื่นใจที่เห็นคนได้ประโยชน์จากเราจะย้อนมาเป็นกำลังสำคัญให้ใจเรานุ่มนวล เหมือนผ้าไหมนุ่มพริ้วชวนสัมผัส

        ทุกคนมีสิ่งที่ช่วยคนอื่นได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง ทรัพย์สินใดๆ แรงงาน แรงกายก็ช่วยคนอื่นได้ ความรู้ ประสบการณ์ก็สามารถนำมาปันเป็นวิทยาทานได้

อย่าลืมมาล้างตะกอนน้ำในใจเรากันด้วยครับ

Read more