ทะเลทราย

by kidmai

January 24, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์คิดใหม่ดอทคอม นิตยสาร บางกอก

วันอังคารที่  31 มกราคม 2555

        พูดถึงทะเลทรายแล้วหลายคนคงนึกถึงสภาพเวิ้งว้าง แห้งแล้ง ไม่น่าอภิรมย์ น่าจะใช้ชีวิตได้ลำบากแสนเข็น ซึ่งก็ถูกต้อง ทะเลทรายมีสภาพเช่นนั้นจริง ใช้ชีวิตยากจริงเพราะอัตคัตน้ำ อันหมายถึงอัตคัตพืชผัก ข้าวปลาอาหารที่ล้วนต้องมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก
ขณะที่บางคน บางอารมณ์เมื่อพูดถึงทะเลทรายแล้ว อาจนึกถึงเศรษฐีอาหรับ ร่ำรวยเงินทองระดับโลก อยากได้ อยากมีอะไรก็ทำได้ไร้ขีดจำกัด ด้วยเพราะทรัพย์จากน้ำมันอันเป็นที่ต้องการของชาวโลก

ไม่ผิดทั้งคู่ แต่อยากชวน “คิดใหม่” ต่อไปว่าแล้วของจริงล่ะเกิดอะไรที่น่าสนใจขึ้น
คำตอบก็คือ เศรษฐีอาหรับนั้นใช้เม็ดเงินมหาศาลที่ตนมีเนรมิตทะเลทรายอันแห้งแล้งให้กลายเป็นทุ่งเพาะปลูกพืชสวนได้

        ไม่ต้องพูดถึงการเนรมิตสิ่งปลูกสร้างใหญ่โต ที่เหมือนเป็นเทพนิยายให้เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ หรือเสกสิ่งประดิษฐ์ที่อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเขาในกาลล่วงไป

        น่าสนใจว่าเขาใช้เงินของเขาในการนำสีเขียวสู่ประเทศ ขณะที่บางประเทศเอาสีเขียวที่มีอยู่ของตนไปแลกเศษเงินเข้ามา

        ไม่ต้องอ้อมค้อมผมกำลังพูดถึงประเทศไทยของเรานี่แหละ กำลังเขียนถึงพี่น้องร่วมสังคมไทยของเรากันเอง

        เราและประเทศเราโชคดีมหาศาลที่มีทุนอันสุดยอดอย่างภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยาก อิ่มหมีพลีมันมาตั้งแต่เกิด หลายคนชอบพูดค่อนขอดคนบางคนว่าเกิดมาบนกองเงินกองทอง เกิดมาคาบช้อนเงิน ช้อนทอง หารู้ไม่ว่าการได้เกิดเป็นคนไทยนี่แหละที่เป็นการเกิดมาบนเงินกับทองอย่างแท้จริง

        โชคดีแต่น่าเสียดายที่เราใช้ทุนนั้นไม่คุ้ม แทนที่เราจะรักษาทรัพย์มีค่านี่ไว้ค่อยๆ พอกพูนหาประโยชน์จากมัน เรากลับโดนความอยาก หรือความโลภบังตาแลกเพชรด้วยค่าของถ่าน

        เศรษฐีน้ำมันเขาก็เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่เขามองได้รัดกุมกว่าเรา เขาแปรเอาทรัพย์ที่สักวันจะหมดไปของเขามาเปลี่ยนเป็นทรัพย์ที่หากินได้ตลอดกาลไม่รู้จักหมดคือพื้นที่เกษตร

        ชาวโลกอาจจำเป็นต้องใช้น้ำมันจนทำให้เขารวย แต่อย่างไรคนก็อยู่ได้แม้ไม่มีน้ำมันแม้อาจจะอยู่ด้วยความลำบาก แต่คนไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากอาหาร แล้วอย่างนี้อะไรล่ะที่มีค่ากว่ากัน

        ถ้าตอบคำถามนี้ได้ก็จะได้อีกคำตอบตามมาว่าแล้วใครกันแน่ที่ควรจะเรียกว่าเกิดบนกองเงิน กองทองอย่างแท้จริง

        พวกเขารู้ดี เขาเลยพยายามทุกอย่างเพื่อพื้นที่เกษตรนี้ ดังนั้นผู้โชคดีอย่างแท้จริงอย่างพวกเรา ต้องคิดกันใหม่ครับ ใครยังถือครองโชคนั้นอยู่ก็รักษาไว้และมุ่งมั่นพัฒนาต่อไป อย่าได้หลงกลนำไปแลกกับความสะดวกสบายเล็กน้อยที่เพียงชั่วครู่ก็หมดสิ้นไป

มองการณ์ไกลเขามีแต่นำเงินทองมหาศาลมาแลกเป็นพื้นดินปลูกข้าว
แต่หากมองใกล้ก็มีแต่เอาที่นาเพชรปลูกข้าวไปแลกเศษเงิน

        ยินดีกับโชคดีของพวกเราด้วยครับที่ได้เกิดบนกองเงิน กองทองอย่างแท้จริง และจะให้ยิ่งยินดีคือทุกคนยังอยู่บนกองเงิน กองทองของตัวเองนั้น

Read more

ปิดงบ

by kidmai

January 22, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

กุมภาพันธ์ 2555

        เป็นธรรมเนียมปฏิบัติยามปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือนที่บริษัท ห้างร้านต่างๆ จะทำการปิดงบประจำปีโดยเฉพาะงบกำไร-ขาดทุนที่จะเป็นตัวสะท้อนถึงผลสำเร็จขององค์กรนั้นๆ

        ธรรมเนียมนี้ยังเหมาะที่จะนำมาใช้ในระดับบุคคล คือชีวิตส่วนตัวด้วย ที่แต่ละปีเราควรทำการประเมินกำไร-ขาดทุนชีวิตของเราเองว่าที่ผ่านมานั้นเราดำเนินการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร

        ปีใหม่ที่ผ่านมาใครยังไม่ได้ทำงบกำไร-ขาดทุนของชีวิตตัวเอง ผมก็ขอเชิญชวนมาลองทำกันนะครับ แต่ตัวชี้วัดที่ใช้ในงบนี้ไม่ใช่ตัวเลขเงินในบัญชี ไม่ใช่มูลค่าสินทรัพย์ที่คุณสะสมได้เพิ่มขึ้น และก็ไม่ใช่จำนวนสาขาบริษัทในเครือที่ขยายเพิ่ม หรือไม่ใช่แม้แต่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นแต่อย่างใด

        ตัวชี้วัดเหล่านั้นยังจัดว่าเป็นเรื่องพื้นๆ เรื่องสามัญ และเป็นงบที่คุณคงได้ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นตัวชี้วัดในงบที่ผมเสนอนี้จึงขอวัดกันที่ระดับความสามารถสูงสุดของมนุษยชาติกันเลยครับ ซึ่งนั่นก็คือความสามารถในการพาตัวเองไปสู่ “อิสรภาพ”

        ความสามารถระดับนี้นี่แหละครับ ที่เพียงพอจะจำแนกความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธ์มนุษย์เรากับเผ่าพันธ์สัตว์อื่นๆ อีกทั้งผลของมันคือ “อิสรภาพ” ที่ได้รับมานั่นแหละที่ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดที่พวกเราควรคำนึงถึง ควรตั้งเป็นเป้าหลัก และควรทำการประเมินทุกระยะ

        ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บารมี หน้าที่ การงาน ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงเป้ารอง เป็นเป้าประสงค์ที่เราตั้งสมมติฐานไว้ว่าจะช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหลักคือความเป็นอิสระนั้น แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่เคยนึกถึงมันอย่างจริงจังเลย แต่เชื่อเถอะครับที่เรายอมทุ่มแรงกาย แรงใจทั้งชีวิตก็เพื่อความเป็นอิสระนี้แหละ

แล้วเราจะวัดความเป็นอิสระประจำปีของเราได้อย่างไร ?
ไม่ยากครับหากวัดตรงๆ ลำบากเราก็วัดตรงข้ามซึ่งก็คือเราวัดความเป็น “ทาส”

        ลองนั่งเงียบๆ ในมุมสงบ หากระดาษมาสักแผ่น(หรือหลายแผ่น) ค่อยๆ นึกย้อนในรอบปีที่ผ่านมาว่าชีวิตเราที่ใช้ไปนั้นถูกบงการด้วยสิ่งใดบ้าง ? มากน้อยแค่ไหน ?

ต้นปีเราทุ่มเพื่อโบนัสจากยอดขายจนยอมโกหกลูกค้า แปลว่าเราเป็นทาสของเงิน
กลางปีเรายอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อรางวัลเกียรติยศโดยละเลยเวลากับลูกน้อย แปลว่าเราเป็นทาสของชื่อเสียง
สิ้นปีเรายอมใส่ความเพื่อนรัก เพื่อเราจะได้ตำแหน่งใหญ่ แปลว่าเราเป็นทาสของ ตำแหน่งงาน

        และเมื่อเสร็จแล้วหากในบันทึกปรากฏว่าเราตกเป็นทาสของสารพัดสิ่ง ที่สำคัญเรายังยอมก้มหัวให้มันขนาดทำผิดทำนองคลองธรรม จารีต ประเพณี หรือแม้แต่ผิดกฏหมายอย่างตัวอย่างข้างต้น เช่นนี้แสดงว่าเราขาดทุนยับเยิน

        ขณะที่ถ้าในบันทึกเรามีสิ่งที่เราเป็นทาสเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับบงการให้เราทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม หรือละเลยหน้าที่ทางสังคมอื่นๆ แล้ว ก็พอถือว่างบเราเท่าทุน

        แต่ถ้านั่งนึกย้อนแล้วจดอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกสิ่งที่เราทำล้วนทำจากเหตุและผลอันสมควร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราเอง ของครอบครัว และของเพื่อนๆ ร่วมสังคม เช่นนี้เรียกว่าเรามีกำไรมากมายครับ

        ค่อยๆ จดดูครับ การเป็นทาสนี้ไม่ถึงกับผิดถ้าเรารู้ว่าเราเป็นทาสอะไร เพื่อที่เราจะได้นำมาวางแผนพัฒนาชีวิตของเราเพื่อไปสู่ความเป็นไทต่อไป

        เพราะการตกเป็นทาสนี่แหละที่จะทำให้ชีวิตเราล้มเหลวโดยเฉพาะการตกเป็นทาสของความโลภ เป็นทาสของความกลัว ความโกรธ หรือเป็นทาสของความไม่รู้ ความหลง ถ้าเราถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำ และขับเคลื่อนชีวิตเราให้ทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของมัน แล้ว อนาคตข้างหน้าก็หวังได้แต่ความมืดมน

        แต่เมื่อเรารู้และค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งอิสรภาพที่แท้จะเป็นรางวัลอันหอมหวานของเราครับ ฉะนั้นปีนี้มาทำงบกันเพื่อที่เราจะได้บริหารจิตวิญญาณนี้ให้มีกำไรต่อไป

ปีที่แล้วคุณกำไร หรือ ขาดทุนเท่าไหร่ครับ ?

Read more

ช่วยกันเอง

by kidmai

January 22, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสาร บางกอก

อังคารที่  24 มกราคม 2555

        ช่วงที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องการช่วยแบบมาตรฐาน หรือมีมาตรฐาน มีกฏ มีเกณฑ์ มีระเบียบแปะๆ ให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ลำบากใจ (?) หรือจะเรียกศัพท์ทางวิชาการหน่อยก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นงาน “สังคมสงเคราะห์สมัยใหม่”

        มองในมิติด้านหนึ่งก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย เพราะสังคมบ้านเราโตเร็วขยายไว ปัญหาก็เลยโตไว ใหญ่ตามไปไกลขึ้นจนตามแทบไม่ทัน การมีหลักวิชา มีแนวทางที่วัดได้ จับต้องได้มาช่วยเหลือผู้ทำงานช่วยเหลือ ก็ช่วยให้งานนั้นทำง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น

        นั่นเป็นสิ่งที่น่าจะเป็น แต่ในความเป็นจริงด้วยหลักที่จับใส่ลงมานั่นเองทำให้ในหลายๆ กรณีกลับทำให้การช่วยเหลือนั้นยากขึ้น !!

ตัวอย่างเช่น
เห็นๆอยู่ว่าควรช่วยอย่างยิ่ง แต่ติดตรงผู้เดือดร้อนไม่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง
เห็นๆอยู่ว่าต้องช่วยแค่ไหน เท่าไหร่ แต่ติดตรงข้อบังคับให้ช่วยแค่ไหน ห้ามช่วยเกินเท่าไหร่
และนี่เองที่เป็นสาเหตุหลักข้อหนึ่งในการกัดกร่อนจิตใจของผู้ที่ทำงานด้านนี้

        ก็คนที่อยากทำงานสังคมสงเคราะห์โดยเฉพาะเป็นวิชาชีพจริงๆ มักมีพื้นใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่นเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อทำๆ ไปเจอเคสที่อยากช่วย ควรช่วย ต้องช่วย ต้องช่วยอย่างยิ่ง แต่ไม่สามารถช่วยได้เพราะติดเงื่อนไขต่างๆ นานา จิตใจที่รู้สึกผิดเช่นนี้เองที่กัดกร่อนความอ่อนโยนของคนทำงานไปเรื่อยๆ จนท้ายสุดก็ต้องออกนอกระบบไป หรือปรับใจตัวเองให้กลายเป็นหุ่นยนต์ หรือไม่เช่นนั้นก็เหลือแต่ผู้ที่ทำงานไปตามหน้าที่ ขาดความเอื้ออาทรเป็นทุนใจเช่นอดีต

มีดีย่อมมีเสีย กับงานสังคมสงเคราะห์สมัยใหม่
เช่นเดียวกับมีเสียย่อมมีดี ของงานสังคมสงเคราะห์สมัยเก่า
เสียตรงดี ดีตรงด้อยนั่นแหละครับ

        เพราะไม่มีระบบ ระเบียบอะไรที่มากำหนดกฏเกณฑ์คนทำงาน ทุกคนทำกันด้วยใจ ด้วยจิตอาสาอยากแบ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชะตากรรมในสังคม พบปะเจอะเจอใครเดือดร้อน เราพอมีกำลังช่วยได้ก็ช่วยกันไป ยิ่งเวลาเกิดวิกฤติการณ์ ภัยพิบัติร้ายแรงเกิดขึ้นนี่ยิ่งเห็นชัดถึงการช่วยกันเอง และประสิทธิผลของการช่วยกันเองอย่างมาก หลายครั้งที่การช่วยกันเองจากเพื่อนๆ นั้น แม้เพียงคนละเล็กละน้อย คนละไม้ละมือ กลับออกมามากกว่าผลการช่วยของหน่วยงานโดยตรง ที่มีงบประมาณของประเทศชาติมหาศาลไว้ให้ใช้

        ที่แฝงมายิ่งกว่านั้น ก็ตรงที่การช่วยกันเองนี้ก่อให้เกิด “สำนึก” ร่วมของคนในสังคม กระตุ้นความผูกพันธ์ ความรัก ความเอื้ออาทรขึ้น ไมใช่พอมีใครเดือดร้อนก็ผลักภาระไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการกันเองหมด เรามีหน้าที่เสพสุขตามอัตภาพของเราไป ไม่คิดจะสละเพื่อสังคมบ้าง

        มันไม่มีหรอกการเสพสุขส่วนตัว เราไม่สามารถอยู่ได้ หรือสุขได้หากเพื่อนๆ มีทุกข์อยู่ ถ้าเราไม่ช่วย สังคมไม่ฟื้น เราเองนั่นแหละที่จะต้องได้รับผลเดือดร้อนในอนาคต มากกว่านั้นการช่วยทำให้ผู้ช่วยได้ซึมซับเอารสชาติของการเป็นผู้ให้ประทับไว้ในดวงจิต ภาพดีใจ น้ำตาของผู้รับ คำขอบคุณจากใจจริง แววตาที่ชื่นชมเรา สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ทุกผู้คนลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเอง ผลตอบแทนนามธรรมเหล่านี้ที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ทำงานหาเงินมาทั้งชีวิตจะหาเสียงสรรเสริญเยินยอ สายตาที่มองเราอย่างผู้สูงค่านั้นแทบจะห่างไกลเกินจริง แต่แค่เพียงเรารู้จักแบ่งปัน สิ่งเหล่านี้เหมือนจะประสบพบเจอได้ทุกวัน

เมื่อมีดีกันไปคนละอย่างอย่างนี้เอาไงดี ?
ก็เอาทั้ง 2 อย่างเลยแล้วกัน

        แบบสมัยใหม่ก็ทำไป แต่ที่เป็นห่วงก็คืออย่าไปมีความคิดเชื่อเอาเองว่าสมัยใหม่นั้นจะทดแทนสมัยเก่าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดอย่างนี้เมื่อไหร่ความวิบัติก็เตรียมเข้าสู่สังคมแล้ว แบ่งแยกงานกันอย่างชัดเจน ใครเดือดร้อนเรื่องนี้ ไปหน่วยงานนี้ ใครเดือดร้อนเรื่องนั้นไปหน่วยงานนั้น หรืออาจมี one stop service จัดการช่วยเหลือทุกเรื่อง ถ้าเมื่อไหร่ที่คนในสังคมคิดว่าการช่วยเหลือกันว่าไม่ใช่หน้าที่แล้ว เมื่อนั้นสังคมอยู่ไม่ได้ครับ

        ชื่อก็บอกว่า “สังคม” คือการรวมตัวกัน อย่าให้สมัยใหม่มาแบ่งแยกสังคมเราออกไปเป็นหน่วยย่อย จนต่อไม่ติด เชื่อมไม่เข้าและล่มสลายอย่างที่กำลังเห็นแนวโน้มเลย

        ใช้วิกฤติการณ์แต่ละครั้งนี้สร้างจิตสำนึกนี้ รักษาจิตอาสานี้ให้อยู่ในสังคมให้ได้ และต้องต่อยอดไปเป็นพัฒนาการหลัก เป็นอีกเสาของงานสังคมสงเคราะห์มาคานงานสังคมสงเคราะห์สมัยใหม่

        บทความนี้เขียนขึ้นก่อนวิกฤติการณ์มหาอุทกภัย จนสร้างกระแสจิตอาสาขึ้นมามากมายดั่งที่เห็น พอดีไปรื้องานเก่าๆเจอเข้าเห็นเข้าสมัยดีเลยนำมากระตุ้นเตือนให้วิกฤตินี้เป็นโอกาสให้สังคมไทยเราเดินทางไปสู่การที่คนในสังคมประกันเพื่อนร่วมสังคมกันเอง และลืมเสียทีกับการรอพึ่งคนอื่น

นี่แหละครับ ประกันสังคมที่แท้

Read more

ห้องวิเศษ

by kidmai

January 17, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ Family In Love

นิตยสาร สุขสโมสร เดือน มกราคม 2555

        เดือนก่อนผมเปิดคอลัมน์นี้ไปกับการอรรถาธิบาย ขยายความคำสามัญที่เราคุ้นที่สุด และเป็นสิ่งที่เราอยากได้ อยากสร้างให้สมบูรณ์แบบที่สุดนั่นคือคำว่า “ครอบครัว” ที่รากฐานทั้งหมดของความฝันใฝ่จะมีครอบครัวที่อบอุ่นนี้ผมเห็นว่าเริ่มมาจาก “ห้องครัว” นี่เอง
หวังว่าเดือนที่ผ่านมาจะมีคุณแม่ที่หันกลับไปใช้พื้นที่ครัวในบ้านให้เต็มที่ให้เป็นแหล่งผลิตความรัก ความอาทร ความห่วงใยไปสู่สมาชิกในบ้านนั้นให้มีแต่ความรักกันยิ่งๆ ขึ้นนะครับ

        นั่นเป็นเหมือนบทนำ เกริ่นเริ่มต้นกันยังไม่ได้ทักทาย แนะนำตัวกันให้สมกับวัฒนธรรมอันดีของสังคมเราคือไปลา มาไหว้ ซึ่งผมก็ขอไหว้งามๆกล่าวคำว่าสวัสดีทุกท่านอย่างเป็นทางการตรงนี้ด้วยนะครับ

        พื้นที่ตรงนี้ผมได้รับมอบหมายให้มาร่วมกันแบ่งปันสิ่งละอัน พันละน้อย เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยที่ผมผ่านมาเองบ้าง ได้ยิน ได้ฟังผู้หลัก ผู้ใหญ่บอกมาบ้าง ได้ศึกษาตำรับ ตำราสนทนากับผู้รู้ ผู้ชำนาญการบ้าง มาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้คุณผู้อ่านอาจนำไปใช้สร้างสายใยรักในครอบครัวของแต่ละท่านให้แน่นแฟ้น เข้มแข็งขึ้น

ครั้งก่อนเริ่มที่ห้องครัว แล้วครั้งนี้คุณคิดว่าห้องไหนครับที่เป็นห้องวิเศษที่มีความสำคัญมากๆในการทำบ้านของเราให้กลายเป็นบ้านแสนรัก ?

เฉลย ห้องวิเศษที่ผมพูดถึงอยู่นี้ก็คือ “ห้องพระ” ครับ

        ใช่ครับ ห้องที่บางบ้านไม่มี บางบ้านมีเพียงจัดเป็นมุมเล็กๆ หรือเพียงแค่หิ้งแขวน ขณะที่บางบ้านจัดเป็นสัดส่วนเล็กใหญ่ตามความเอื้อของแต่ละบ้าน แต่ที่สำคัญกว่าความเล็กใหญ่ อลังการก็คือการได้ใช้งานร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวครับ

        บางบ้านหรือที่จริงอาจต้องเรียกว่าคฤหาสน์มีห้องพระที่ใหญ่มากๆ มีพระพุทธรูปหายากจำนวนมากจนบางพิพิธภัณฑ์อาจอาย และก็เป็นดั่งพิพิธภัณฑ์คือคนในบ้านแทบไม่ได้ใช้กันเป็นเหมือนห้องโชว์แขกเหรื่อที่แวะมาเยี่ยมเยียน หรือเป็นห้องเก็บสมบัติโบราณล้ำค่า เช่นนี้ห้องพระนั้นยังสู้หิ้งพระเล็กๆ ที่บูชาพระไม่กี่องค์แต่พ่อแม่ลูกได้ร่วมกันสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน

        และถ้าใช้ห้อง(หรือหิ้ง)พระเป็นคือการสำรวมระวัง ไม่ใช้อารมณ์ ไม่โกรธเกรี้ยว ด่าทอ หรือโวยวายใส่กันในยามที่อยู่ต่อหน้าพระ นั่นจะยิ่งทำให้พระเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรมได้จริงๆ

        จะทะเลาะอะไรกันมา จะโกรธเคืองใครอยู่แต่เมื่อถึงเวลาสวดมนต์อยู่กันหน้าพระพุทธรูปคุณพ่อคุณแม่จะเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยการลดละโทสะอันนั้นและให้ดีที่สุดคือทุกครั้งที่สวดมนต์ ก็ให้มีเมตตาจริงๆ แผ่ออกมาทุกครั้ง เช่นนี้ลูกๆ ที่ได้ซึมซับความร่มเย็นนี้ทุกคืนก่อนนอนย่อมนอนหลับด้วยใจอันสงบ ไม่มีกังวล มีความมั่นคงในความรักของพ่อแม่ มีความรู้สึกปลอดภัยกับชีวิตน้อยๆ ของเขาเช่นนี้จะไม่ทำให้บ้านอบอุ่นมีความสุขได้อย่างไร

        หรือจะมองในแง่เป็นกุศโลบายก็ได้ ชีวิตคู่ย่อมมีกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดาหลายครั้งที่บานปลายก็เพราะขาดจังหวะเบรกให้ได้หยุดทำใจกัน แต่เมืีอทุกคืนเรามีจังหวะพักห้ามโกรธ บึ้งตึงให้ลูกเห็นแล้ว เกือบทุกคดีที่ทะเลาะกันก็มักจะสลายไปได้ในพริบตาที่หยุดนั้น ตัดโอกาสของการบานปลายไปได้เกือบทั้งหมด

        และเมื่อทุกคนมีความร่มเย็นในทุกคืนเด็กๆ จะมีความรู้สึกที่ดีต่อพระ เพราะทุกครายามอยู่หน้าพระพ่อแม่ดีกัน พ่อแม่ไม่ด่าว่าเขา ทุกคนมีเมตตาแผ่กระจาย ความรู้สึกที่มีจริงแต่จับต้องไม่ได้นี้จะฝังอยู่ในก้นบึ้งของใจเขา เมื่อยามเติบใหญ่มีปัญหาชีวิตแทนที่เขาจะมุ่งหาอบายมุขในการดับทุกข์ เสี้ยงลึกในใจยี้จะทำให้เขานึกถึงพระ นึกถึงวัดขึ้นมาได้ และนั่นเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ไตร่ตรองปัญหาด้วยปัญญามิใช่อารมณ์

เห็นไหมครับ ประโยชน์ใหญ่ปานนร้จะไม่ให้ผมเรียกห้องนี้ว่าห้องวิเศษได้อย่างไร

คืนนี้อย่าลืมกลับไปปัดฝุ่นหิ้งพระ หาหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กๆ มาสวดกันพร้อมหน้าทุกคนในห้องวิเศษประจำบ้านนะครับ

Read more

ไหว้น้ำ

by kidmai

January 16, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 18 มกราคม 2555

        ชีวิตมนุษย์เรามองมุมหนึ่งก็แสนสั้น เผลอแผล็บเดียวเดี๋ยวก็โตเข้าเรียน ทำงาน แต่งงาน มีลูก ผมหงอก แก่ง่อมเตรียมตัวเข้าโลง

        แต่มองอีกมุมก็ไม่ถึงกับสั้นนัก ยังยาวพอที่อะไรต่ออะไรจะเปลี่ยนแปลงได้ อย่างผมเองแต่ก่อนนี่กลัวน้ำมาก ไม่ใช่โรคกลัวน้ำที่มากับสุนัขนะครับ แต่ขยาดเพราะว่ายน้ำไม่เป็นลงก็จมสำลักน้ำจนเข็ด แต่พอมีลูกเล่นน้ำกับลูกบ่อยๆ อยู่ดีๆ ก็ว่ายเป็นเองขึ้นมาซะงั้น ตอนนี้ก็เลยเป็นกิจกรรมโปรดที่ผมมักใช้ผ่อนคลายหลังเหนื่อยกับงานมา

        เคยคิดเล่นๆ ว่าทำไมถึงชอบนักเลยลองสังเกตุดูว่าจังหวะไหนกันที่เราชอบที่สุดขณะเล่นน้ำ ก็ได้คำตอบว่าเป็นจังหวะที่ดำลงไปทั้งตัว ทั้งหัวที่เป็นจังหวะสร้างสุขที่สุด มาวิเคราะห์ต่อก็คะเนได้ว่าที่ชอบก็เพราะจังหวะนั้นตัวทั้งตัวตั้งแต่หัวจดเท้าถูกสัมผัสด้วยอณูน้ำในทุกส่วน สัมผัสที่พริ้วนุ่มของน้ำ ยิ่งบวกกับอุณหภูมิน้ำที่พอเหมาะเย็นสบายสามารถปรับกายอันเร่าร้อนจากการงานก่อนหน้าได้อย่างแสนสุขนัก

        คงคล้ายๆ การนวดที่เวลาโดนสัมผัสกดตามกล้ามด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะก็เกิดความสบายขึ้น แต่นวดยังเป็นเฉพาะจุด แต่ว่ายน้ำนี่ทีเดียวตลอดทั้งร่างเลยยิ่งสบาย

        นั่นเป็นสุขทางกาย และผมลองสำรวจใจเพิ่มว่านอกจากสัมผัสเย็นสบายนั้นแล้วมีสุขจากอะไรอีก ก็พบกับคำตอบที่เล่นเอาตัวผมเองสะดุดไปกึกใหญ่ เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งที่สร้างความหมายแห่งชีวิตจากการได้แหวกว่าย

นั่นคือควารู้สึกเป็น “อิสระ”
อิสระจากแรงดึงดูดที่คุ้นชินยามเดินบนแผ่นดิน
อิสระจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่กดเท้าเราติดดินไว้

        สำหรับผมเสน่ห์ของการว่ายน้ำอยู่ตรงนี้เองครับ การแหวกว่ายเหมือนกับการปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการที่ร้อยรัดเราในชีวิตประจำวัน เหมือนกับการประกาศอิสรภาพกลายๆ

        อยากเชิญชวนคุณลองสังเกตุดูครับ โดยเฉพาะคนที่โปรดปรานการว่ายน้ำเหมือนผมว่าจริงไหม ส่วนใครที่ไม่ชอบว่ายน้ำ หรือว่ายไม่ได้ก็ยังตามมา “คิดใหม่” กับผมได้ครับ เพราะแก่นจริงๆ ที่ผมอยากชวนกันคิดใหม่ก็คือเรื่องของ “รางวัล” ที่เรามอบให้แก่ชีวิตตัวเอง

ลองคิดดูครับว่าเราอยากให้รางวัลอะไรตัวเองบ้าง ลองเปรียบเทียบดูว่ารางวัลไหนที่เราปรารถนามากที่สุด
โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด รถสปอรต์คันโก้ คอนโดกลางเมืองสุดหรู

        สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าถวิลหา น่าดิ้นรนเพื่อได้มาซึ่งครอบครอง แต่สังเกตุเถิดครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรเมื่อสำเร็จได้มาครองแล้วความอิ่มใจนั้นอยู่ไม่นานเลย เดี๋ยวเดียวก็สลาย ทั้งเมื่อได้มาใหม่คราวนี้ไม่สามารถสร้างความสุขได้เท่าเดิมแล้ว

        แต่กับความรู้สึกปลดปล่อยอิสระยามแหวกว่ายในน้ำ สุขนั้นไม่หวือหวาแต่อิ่มอยู่ตลอดและทุกครั้งที่ได้รับ เป็นสุขที่ไม่เบื่อง่ายเหมือนของที่ยกมา

        หรือแท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความเป็นอิสระจากสิ่งร้อยรัดทั้งมวล การหลุดออกจากความเร่งร้อน แข่งขัน ความโลภโมโทสัน

ลองคิดใหม่ดูครับว่าเราอยากให้รางวัลใดแก่ชีวิตเราเอง

Read more