แยกแยะ

by kidmai

March 27, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 27 มีนาคม 2555

        ลองเดาเล่น ๆ ซิครับ ว่าชื่อบทอย่างนี้ผมตั้งใจจะพูดถึงเรื่องอะไร

        บางท่านอาจนึกถึงเรื่องของการแยกขยะ เป็นขยะเปียก ขยะแห้งขยะรีไซเคิล หรือแม้แต่ขยะพิษ ที่นับเป็นเรื่องน่าสนใจและน่านำมาคิดใหม่อีกเรื่องจริง ๆ แต่ยังไม่ใช่ของบทนี้ครับ เพราะฉบับนี้ผมได้ข้อคิดมาจากเมื่อวันก่อนที่ได้มีโอกาสฟังการอบรมเชิงวิชาการเกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน จนได้ขัอคิดที่น่าสนใจ น่านำมาคิดใหม่นั่นคือเรื่องการแยกแยะนี้

แต่ก่อนจะไปดูว่าแยกแยะอะไร เรามาเริ่มจากการรับรู้ปัญหาร่วมกันก่อนว่าปัญหาเด็กกระทำผิดนั้นกำลังลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ

        ผลจากปัญหานี้ส่งผลร้ายแรงมาก เพราะการที่เด็กหนึ่งคนทำผิดต้องรับโทษเท่ากับสังคมเราสูญเสียกำลังคนไปอีกหนึ่งคน นอกจากจะเสียกำลังแล้วหากเด็กคนนั้นพ้นโทษมาเติบใหญ่มีครอบครัวก็มีแนวโน้มที่จะสร้างเด็กรุ่นต่อไปที่เสี่ยงจะทำผิดได้ง่ายอีก ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจึงควรทราบปัญหา หาที่มา ต้นสายปลายเหตุ และหาทางแก้ไข

        ซึ่งสาเหตุนอกจากที่รู้ ๆ กันดีเรื่องค่านิยมผิด ๆ ของเรื่องวัตถุทำให้เด็กยอมทำผิดเพื่อแลกมากับข้าวของเครื่องใช้ หรืออารมณ์ที่ต้องการ หากสาวไปก็กระจายไปทั่วทุกองคาพยพของสังคม ครอบครัว เศรษฐกิจ โรงเรียน สื่อสารมวลชน ไปจนถึงกฏหมายที่บทลงโทษส่งให้ผู้ใหญ่ใช้ช่องความเป็นเด็กในการทำผิด

        แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสาเหตุที่เด็ก และเยาวชนในอดีตทำ พวกเขาล้วนรู้ดีว่ามันผิด มันไม่เหมาะ ถึงได้มีการพยายามหลีกเลี่ยงกฏหมาย มีการวางแผนเอาตัวรอด มีการปลุกใจของวัยรุ่นที่จะกระทำผิด ก่อนยกพวกไปตี ก่อนไปฉุดคร่าก่อนที่จะลงมือทำ แต่ด้วยวุฒิภาวะที่ต่ำ รวมทั้งกลับกันคือแรงจูงใจที่สูง ทำให้เด็กไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ให้กระทำสิ่งผิดนั้นได้

        มาถึงเรื่องที่ผมตกใจ และนำมาเล่าให้คุณ ๆ ตกใจด้วยก็คือข้อมูลของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในปัจจุบันนี้ต่างไปจากอดีตครับ

        ต่างตรงพวกเขา “ไม่รู้” ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด หลายคนเมื่อถูกจับ ยังสับสนอยู่ว่าพวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ ทำแล้วเรียกว่าผิดต้องรับโทษหรือ

        นี่ละครับที่น่าตกใจ เดิมเด็กยังรู้แต่ด้วยสารพัดเหตุผลทำให้เด็กยังทำ ซึ่งทำให้เรายังมีโอกาสในการแก้ไข ให้เด็กเกิดความยับยั้งตั้งใจมากขึ้น หรือบางทีไม่ต้องทำอะไรเพียงผ่านกาลเวลา เด็กเติบใหญ่ขึ้นมา มีประสบการณ์ก็สามารถตัดสินใจสิ่งที่ถูกได้เอง

        แต่เมื่อเดี๋ยวนี้เด็ก “แยกแยะ” ไม่ได้ ไม่รู้เสียแล้วว่าอย่างไหนถูกทำได้ อย่างไหนผิดทำไม่ได้ เท่ากับงานแก้ไขจำต้องแก้ไปถึงส่วนลึกของความคิด ก้นบึ้งของจิตใจ ย้อนไปไกลถึงอดีตที่ถูกเลี้ยงดู ซึ่งไม่ผิดเลยถ้าจะใช้คำว่ายากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

        แต่จะยากอย่างไรก็ต้องทำครับ ก็อนาคตของประเทศเรานี่นา แต่ “คิดใหม่” ฉบับนี้ไม่ได้คิดใหม่ให้คุณอ่าน แต่อยากจะให้ข้อมูลเพื่อคุณจะคิดใหม่ต่อให้ทีว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ ลองช่วยกันคิดดูนะครับ คิดได้อย่างไรผมเชิญชวนคุณ ๆ ช่วยส่งความเห็นมาแลกเปลี่ยนกันที่คอลัมน์ “คิดใหม่ดอทดอม” ใน ”บางกอก” นี้ หรือจะอีเมล์มาคุยกับผมได้ที่ r_veeranut@hotmail.com ก็ยินดีครับ พูดคุยกันหลาย ๆ ความเห็น หลาย ๆ แนวทาง พัฒนาวิธีการขึ้นมา นำเสนอสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้นำไปปฏิบัติจริงกัน

        เราคนไทยไม่นิ่งดูดายครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อลูกหลานของเรานี่เอง มาช่วยให้เขาอย่างน้อยก็แยกแยะออกเสียก่อนระหว่างสิ่งดีกับไม่ดี ผมมั่นใจในพื้นฐานของมนุษย์ครับเมื่อเขารู้ถูกรู้ควรแล้วการจัดการเรื่องแรงจูงใจแม้จะยากแต่ยังพอทำได้ แต่ถ้าแยกแยะไม่ได้เสียแล้วนี่ก็ละบากอยู่

อนาคตประเทศรอความคิดใหม่ ๆ จากคุณอยู่ครับ !

Read more

แพ้ให้เป็น

by kidmai

March 13, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555

        จุดอ่อนของนิตยสารรายสัปดาห์เมื่อเปรียบกับหนังสือพิมพ์รายวันที่สำคัญตอบไปก็เหมือนกำปั้นทุบดินเพราะจุดอ่อนนั้นก็คือ การเป็นรายสัปดาห์นั่นเอง

        เมื่อเป็นรายสัปดาห์ 7 วันวางแผงทีเนื้อหาย่อมไม่สด ไม่ทันสู้กับพวกหนังสือพิมพ์รายวันไม่ได้เลย ของรายวันนั้นเหตุการณ์เกิดเช้าฉบับบ่ายก็มีข่าวได้แล้ว

        ยิ่งในยุคปัจจุบันมีสื่อใหม่ที่มาแรงอย่างอินเตอร์เน็ตเข้ามาอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสดทันเวลา เหตุการณ์เกิดตรงหน้าเดี๋ยวนี้ ก็สามารถอัพทั้งภาพและเสียงขึ้นให้สังคมออนไลน์ได้รับรู้กันภายในนาทีเดียว (หรืออาจเร็วกว่า)

        จึงเป็นที่รู้กันว่าการเขียนคอลัมน์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ต้องลึก และมีมุมมองที่มากกว่ารายงานข่าวด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งนั่นไม่มีทางที่จะไปต่อกรกับหนังสือพิมพ์รายวันได้

        อย่างข่าวกีฬาเช่นการแข่งฟุตบอล เตะกันดึกเช้าก็อ่านผลได้แล้ว บรรดานิตยสารจึงต้องเขียนถึงการแข่งขันฟุตบอลคู่นั้นด้วยข้อมูลที่ลึกกว่า การวิเคราะห์ การประเมินอนาคต หรือประเภทควันหลง เหตุการณ์ที่ไม่ได้มีถ่ายทอดให้เห็น ยกตัวอย่างชัด ๆ ที่ยังน่าจะพอจำกันได้อย่างการแข่งขันฟุตบอลชายในซีเกมส์ปีก่อนที่ผลการแข่งขันทุกนัด (อันไม่น่าชวนพูดถึง)ของทีมชาติ รายวันทุกเล่ม ทีวีทุกช่องตีข่าวกันครึกโครมกัน สื่อรายสัปดาห์ รายเดือนจึงต้องเจาะลึก วิพากษ์ วิเคราะห์ และวิจารณ์กัน ซึ่งหากตัดประเด็นการสวด (ด่า ตำหนิ ต่อต้าน) ออกไปแล้ว เอาเฉพาะที่เรียกว่าสร้างสรรค์ก็ตรงกันหมดนั่นคือการใช้ความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายในครั้งนี้เป็นบทเรียนเพื่อการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

        “คิดใหม่” แม้จะเป็นรายสัปดาห์ต้องเขียนเชิงลึกคล้าย ๆ กันแต่คงไม่ขอไปวิพากษ์เรื่องทีมฟุตบอลชายไทยในซีเกมส์อีก แต่อยากยกมาเป็นอุทธาหรณ์หรือเป็นตัวอย่างหรือจะบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจก็ได้สำหรับคุณผู้อ่านทุก ๆ ท่าน

        ไม่ทราบผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้คนเรา “แพ้ไม่เป็น” ถ้าจะใช้คำตรงกว่าก็คือ ”ไม่ยอมแพ้” กันเลย เรารังเกียจที่จะแพ้ เรากลัวที่จะแพ้ เรารับไม่ได้ที่จะแพ้และนั่นเองนำมาซึ่งนิสัยชนิดหนึ่งที่เริ่มลงหลักปักฐานในจิตใจของพวกเราอย่างฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ของความ “เสี่ยงที่จะแพ้” ขออยู่เฉย ๆ ดีกว่า ไม่ชนะก็ไม่เห็นจะเป็นไรมีเพื่อนอีกมากมาย ขอแค่อย่าถูกตราหน้าว่าแพ้ ว่าพ่ายลงมาไม่ว่าบนเวทีไหน

        นิสัยนี้อันตรายครับ ขืนปล่อยต่อไปท้ายสุดจะส่งให้สังคมขาดการพัฒนาเพราะสมาชิกส่วนใหญ่พอใจที่จะรักษาสถานภาพของตนแบบกลางนั้นไว้อย่างเหนียวแน่น ดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ เรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ ซึ่งเมื่อไม่ทำอะไร ไม่เผชิญวิกฤตการณ์หรือจุดเปลี่ยนก็ย่อมหมดสิทธิที่จะพัฒนาไปไหนต่อได้

        เคยได้ยินว่าแชมเปี้ยนในแวดวงต่าง ๆ จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบความพ่ายแพ้ หลายคราจงใจที่จะแพ้เอาเลย ไม่ตลกเพราะเขารู้ว่าหากชนะเกมก็จบแล้วเขาก็จะรู้จักเกมนั้นแค่นั้น แต่หากยอมแพ้เกมยังเดินต่อ เขาได้มัน ได้สนุกต่อ ได้แนวทางในการต่อสู้ใหม่ ๆ มาพอกพูนความเชี่ยวชาญในเกมนั้น สุดท้ายด้วยประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวจากความแพ้แล้วแพ้เล่าอย่างหน้าชื่นตาบาน ถูกนำมาพัฒนาเป็นประโยชน์แก่ตนส่งให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่การเป็นแชมป์แบบถาวร หรือเป็นตำนานเพราะไร้ซึ่งคู่ต่อกร ด้วยเพราะเขาเรียนรู้ศาสตร์นั้น ๆ ในทุกแง่มุมไปหมดแล้ว ต่างจากผู้ที่รีบร้อนชนะซึ่งอาจชนะได้จริงแต่พอโดนคลื่นลูกใหม่มากระแทกนิดเดียวก็ปลิวแล้วเพราะไม่เคยเจอความหลากหลายเหล่านั้น

        คิดใหม่ กันครับแพ้ไม่น่ากลัว น่าอายเลยทั้งยังเป็นประโยชน์ใหญ่กับตัวเองด้วย อย่างน้อยคนที่ไม่กลัวแพ้ย่อม กล้า ที่จะเดินเพื่อจะแพ้แล้วลุกเดินต่อด้วยความแข็งแกร่งขึ้น ไม่เหมือนคนกลัวที่จะแพ้เขาก็จะนอนนิ่งเหมือนคนตายอยู่ตรงที่เดิมรอเด็กเดินก้าวข้ามไปนั่นเอง

เรามาเลิกกลัวความพ่ายแพ้กันครับ !

Read more

คิดให้ไม่ทุกข์

by kidmai

March 13, 2012

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555

        คนเรานั้นทุกข์เพราะความคิด !!

        นี่เป็นสัจธรรม เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง หรือเทียบเคียงจากประสบการณ์ตรงของตนเองได้

คนมีร้อยล้านคิดไม่เป็นก็เป็นทุกข์กลัวเงินหมด กลัวเงินไม่พอใช้ในอนาคต

        อีกคนมีร้อยล้านเท่ากันแต่คิดเป็นก็ไม่ทุกข์เพราะจำนวนเงิน คิดเพียงการอดออมใช้เงินนั้นให้คุ้มค่า นำมาสร้างประโยชน์ให้งอกเงยเป็นหลักประกันในอนาคตได้

        หรือที่เห็นบ่อย ๆ บางคนปวดท้องนิดเดียว แต่ทุกข์ไปมากมายเพราะคิดวิตกกังวล (เกินกว่าเหตุ) ว่าจะแปรเป็นโรคร้าย รักษาไม่หาย เลยเถิดไปไกลจนผลที่เกิดจากความคิด (ผิด) นี้มากกว่าผลที่เกิดจากอาการของโรคจริง ๆ เสียอีก

        กลับกันขณะที่บางคนไม่ใช่แค่ปวดท้อง แต่หนักถึงขนาดสูญเสียอวัยวะ หรือถึงขั้นคุณหมอฟันธง สรุปผลเปี้ยงออกมากันชัด ๆ ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน กี่เดือนพูดง่าย ๆ คือระบุวันตายกันเลย แต่ด้วยคิดเป็นเขากลับยิ้มรับ สามารถมีชีวิตที่เหลือได้อย่างมีความสุข ทั้งยังอาจเป็นกำลังใจให้คนแข็งแรงร่างกายเป็นปกติด้วยซ้ำ

แปลว่าความคิดเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรคิดหรืออย่างไร ?

        คำตอบย่อมไม่ใช่ เพราะถ้าไม่คิด มนุษย์เราก็ไม่ต่างจากก้อนหิน และดินทราย ไม่ได้คิดวางแผนการงาน ไม่ได้คิดสร้างสรรค์พัฒนา ไม่ได้ใช้ศักยภาพของมนุษย์มาพัฒนาโลก มาช่วยเหลือคน

ความคิดมีทั้งคุณอนันต์ และโทษมหันต์
มีคุณเมื่อคิดเป็น มีโทษเมื่อคิดไม่เป็น

        ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการฝึกใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์แก่เรา ไม่นำทุกข์มาให้ ซึ่งขั้นแรกก็คือเราต้องรู้เสียก่อนว่าความคิดแบบไหนเป็นคุณควรคิด ความคิดแบบไหนเป็นโทษควรเลี่ยง

        เริ่มจากความคิดที่ควรเลี่ยงก่อน ซึ่งก็คือความคิดที่มีตัวเราเข้าไปอยู่ในความคิดนั้น ความคิดชนิดนี้แหละที่ก่อโทษ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนมีอคติในการตัดสินใจ อันต่อมาถึงการกระทำที่ไม่เป็นไปตามเหตุอันควร เพราะเจือด้วยความอยากหรือกลัวของเรา

        จากวางแผนการค้าตามที่ควรกระทำ เมื่อมีตัวเราราคาที่ตั้งอาจสูงขึ้นด้วยความโลภทำให้การค้านั้นอาจล้มเหลว หรืออีกด้านคืออาจตั้งราคาต่ำเกินไปด้วยความกลัวทำให้เสียโอกาสที่ควรจะได้

        ความคิดที่มีเรานี้จะหนัก ๆ จากสิ่งที่เรียกว่าอุปาทานหรือแรงยึดมั่นถือมั่น ส่วนความคิดใช้งานที่มีประสิทธิภาพจะเป็นการคิดเบา ๆ สบาย ๆ ตามเหตุ ตามผล ใครอยากใช้ความคิดให้มีประสิทธิภาพก็ลองสังเกตุดูว่าขณะนั้นเราคิดแบบไหนหากเป็นคิดที่มีตัวตนก็หยุดเสีย ตั้งสติ มีสมาธิแล้วค่อยกลับมาตั้งใจคิดแบบใช้เหตุและผล

        แต่ปัญหาอยู่ที่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขณะไหนจิตคิดเพราะเราอยู่แต่ในโลกความคิดมาตลอดชั่วชีวิตไม่สามารถแยกแยะได้ วิธีการก็ในเมื่อเราไม่คุ้นที่จะรู้ว่าอย่างไหนคือจิตที่หลงไปคิด เราก็ฝึกในด้านตรงข้ามนั่นคือฝึกที่จะ “รู้สึกตัว” หรือที่คุ้นกันคือฝึก “สติ”

        เมื่อเราฝึกสติจนชำนาญคราวนี้เมื่อจิตไม่มีสติคือจิตคิดเราก็จะรู้ได้ว่านั่นคือจิตคิดและเมื่อรู้แล้วเราก็สามารถที่จะเลือกหยุดความคิดนั้น หรือตั้งใจใช้ความคิดนั้นในการทำงานต่อไปได้

        และการฝึกรู้ก็ไม่ยากอีกเช่นกันเป็นธรรมชาติที่มีติดตัวเรามาอยู่แล้วแต่เราอาจลืมสังเกตุ อย่างเช่นเมื่อมีอะไรมากระทบร่างกายเราก็รู้สึกได้ มีเข็มอะไรแทงเข้ามาในเนื้อเราเจ็บเราก็รู้ได้ หรือเราเดินเท้าเหยียบพื้นเราก็รู้สึกถึงสัมผัสนั้นได้ และหากทวนดูจะเห็นว่าจะรู้การกระทบ รู้ความเจ็บปวด หรือรู้การสัมผัสที่เท้าล้วนไม่มีภาษา ไม่มีคำพูด หรือไม่มีความคิดนั่นเอง

        ฝึกแบบนี้ล่ะครับแต่ทำให้บ่อย ๆ จนจิตจำแนกได้แม่น จิตคุ้นที่จะอยู่กับรู้มากกว่าคิด จิตจะไปคิดก็ต่อเมื่อเราต้องการ คิดตามประสงค์ของงานโดยปราศจากอคติจากความโลภ ความกลัวของเรา เช่นนี้เราจะไม่มีวันทุกข์เพราะความคิดอีก

        ผมชอบเทพนิยายเรื่อง “อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ยักษ์ใจดีให้ขอพรได้ไม่จำกัดจำนวน แต่มีข้อแม้ว่าอาลาดินจะต้องขอพรข้อใหม่ทันทีที่ยักษ์เนรมิตคำขอก่อนแล้วเสร็จ หากอาลาดินนึกพรมาขอไม่ออกยักษ์จะจับอาลาดินกินเสีย

        เวอร์ชั่นนี้ตรงกับภาพจริงในปัจจุบันที่มนุษย์ (อาลาดิน) มีความคิด (ยักษ์) ไว้สร้างสรรค์ (เนรมิต) สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาให้แต่หากรู้ไม่ทันใช้ความคิดไม่เป็นก็จะโดนความคิดนั้นกินเอา วิธีแก้ก็ต้องเลียนแบบอาลาดินในเรื่องคือสั่งให้ยักษ์ปีนต้นไม่ขึ้น-ลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสั่งหยุด ครานี้อาลาดินก็สบายไม่ต้องคอยกังวลว่าจะโดนยักษ์จับกิน พออยากได้อะไรค่อยสั่งยักษ์หยุด แล้วขอพรข้อใหม่เนรมิตขึ้นมาใช้ เสร็จแล้วก็ให้ยักษ์ปีนต้นไม้ต่อ

        มนุษย์เราก็ต้องใช้ความคิดเช่นนี้เช่นกัน ไม่มีเรื่องให้คิดก็มาพักอยู่กับความรู้สึกตัว ให้คอยรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือลมหายใจเข้า-ออกไปเรื่อย ๆ จะใช้ค่อยหยุดแล้วมาคิด คิดเสร็จกลับไปรู้ต่อ แบบนี้ก็ปลอดภัย และได้ประโยชน์

หายักษ์ในตะเกียงมาเป็นทาสสักตัวซิครับ !

Read more

เงินยับ คนยู่

by kidmai

March 6, 2012

World Business Ways

0 comments

นิตยสาร World Business ways

มีนาคม 2555

        คนเมืองปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่อยู่บนโลกเสมือนพอ ๆ กับการใช้ชีวิตบนโลกจริง

        เราอยู่ในโลกดิจิตอลกันแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องของการเรียน การศึกษา การทำงาน ไปจนถึงการพักผ่อนหย่อนใจ จะดูหนัง ฟังเพลง ดูบอลสด ๆ ก็ผ่านไอโฟน ไอแพด ขนาดสาว ๆ ที่ชอบเดินตามห้างเพื่อเลือกแฟชั่นอินเทรนด์ เดี๋ยวนี้ยังหันมาช๊อปออนไลน์กันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งการหาเพื่อน หาสังคม ไปจนหาคนรักก็คบกันอยู่บน Social Network อย่าง Facebook หรือ Twitter กันเสียมาก

        รวมถึงการหาแรงบันดาลใจยามยาก หรือคำคมชวนหึกเหิมหลายเรื่องก็หาได้มากมายหลายข้อคิดจากอินเตอร์เน็ตนี้เช่นกัน อย่างเช่นเรื่องนี้ที่เขาแชร์กันในเฟซบุคผมอ่านแล้วชอบไอเดียเลยขอนำมาดัดแปลงเพื่อจุดประเด็นที่ต้องการสื่อนะครับ
…….
        เป็นเรื่องในห้องเลคเชอร์ที่มีนักศึกษานั่งเรียนกันเต็มห้อง อาจารย์ชูแบงก์ 1,000 บาทในมือขึ้นพร้อมถามว่ามีใครเอาบ้างให้ยกมือขึ้น ?

แน่นอนที่นักศึกษายกกับพรึบทุกคน !

        อาจารย์ท่านก็ถามต่อว่าแล้วหากแบงก์นั้นตกพื้นจมโคลน เลนสกปรก ยังจะมีใครจะเอาอยู่ไหม
ผลก็ยังเป็นการยกมือทั้งห้องเช่นเดิม

งั้น…ถ้านอกจากโดนโคลนแล้วยังถูกขยำจนยับยู่ยี่ล่ะ ใครจะเอาบ้าง
มือก็ยังคงยกไม่มีตกกัน

        เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบงก์พัน ก็คือแบงก์พัน ไม่ว่าสภาพอย่างไรมูลค่าก็ยังเป็นหนึ่งพันบาทถ้วนอยู่ ยังนำไปซื้อหาของกิน ของใช้ที่ติดราคา 1,000 บาทได้ คนที่รู้ค่าก็ต้องการ ส่วนถ้าคนไม่รู้ค่าเช่นเด็กเล็ก พอแบงก์ยับยู่ยี่ สกปรกเลอะเทอะก็อาจไม่อยากได้ เพราะดูแต่เปลือกที่ไม่สวยงาม

        สิ่งที่ผมอยากชวนควรคิดต่อก็คือ แล้วคนล่ะเราวัดค่าของคนที่ตรงไหน ความสวยงาม สง่างาม บุคลิกดี แต่งตัวเนี้ยบ ใช้ของแบรนด์เนมหรืออย่างไร

        แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ครับ ธนบัตรเราวัดกันที่ “มูลค่า” ที่ใช้ได้จริงมิใช่สภาพภายนอก มนุษย์เราก็วัดกันที่ “คุณค่า” ที่มีอยู่จริงมิใช่เปลือกปรุงแต่งที่เราเห็นเช่นกัน

แล้วคุณค่าของมนุษย์คืออะไร ?
ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง !

        เราวัดค่ามนุษย์กันที่จิตใจครับ ใครมีใจสูง โอบอ้อมอารี ไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น เขาผู้นั้นย่อมมีค่า และยิ่งหากเขาทำความดีช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมโลกเท่าใด คุณค่าในตัวเขาก็ยิ่งทวีขึ้น

        คนต่างกับเงิน แบงก์พันก็คือค่าหนึ่งพันไม่สามารถเปลี่ยนค่าได้ด้วยตนเอง แต่มนุษย์สามารถที่จะเพิ่มค่าในตัวเองได้ด้วยการทำความดี ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ รวมถึงธรรมชาติ ทำตัวเราเองให้สูงค่า คนครอบครองเราแล้วสามารถนำไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเขาได้ ดั่งเอาธนบัตรไปซื้ออาหารมากินแก้หิว ซื้อยามาทานบำบัดโรค ซื้อเสื้อมาใส่คลายหนาว หรือเช่าห้องพักนอนกันแดดกันฝนได้

        แบงก์ยับเราไม่ถือ คนยู่เราก็ไม่เกี่ยงครับขอเพียงให้เขามีค่าเป็นมนุษย์ มีใจที่สูงสมค่าเท่านั้นก็พอแล้ว และที่สำคัญคน ๆ นั้นควรเป็นตัวเราเอง ที่เราควรทำตัวให้มีคุณค่าจากภายใน นำสิ่งที่เรามีมาแบ่งปันผู้ที่ขาด ไม่จำเป็นต้องเป็นการบริจาคทรัพย์สินเงินทอง แต่อาจเป็นการแบ่งปันวิชา ความรู้ให้เขาไปประกอบอาชีพ แบ่งปันกำลังกายช่วยงานการผู้อ่อนแอกว่า ให้กำลังใจ ให้คำพูดดี ๆ มอบรอยยิ้มเล็ก ๆ แก่เพื่อนผู้กำลังประสบปัญหาหนักอยู่ ก็เป็นเหมือนเราได้มอบน้ำทิพย์มาชะโลมใจให้เขาสามารถฝ่าฟันปัญหาหนักนั้นไปได้ นี่แหละ “คุณค่า” ของเรา

        หากเราเป็นเช่นนี้แม้ภายนอกเราอาจจะดูจมโคลน คลุกดิน ขมุกขมอมไปบ้าง แต่ผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีปัญญาพอย่อมยังคงยกมืออยากได้เราอยู่เช่นเดิม ส่วนใครที่เอามือลงเมื่อเราเปื้อน นั่นก็เพราะความยังไม่เดียงสาของเขาเอง ไม่ควรที่เราจะคิดน้อยเนื้อต่ำใจกับตัวเองแต่อย่างใดครับ

แบงก์หากถูกฉีกขาดทำลายก็หมดค่า คนหากศีลขาด ไร้ซึ่งความดีก็หมดจากความเป็นคนครับ

        คนที่ดีแต่สร้างภาพ แต่งแต่เปลือกแต่ใช้งานไม่ได้จริงก็เหมือนแบงก์ที่อาจใหม่แต่เป็นแบงก์ปลอมนำไปซื้อหาของกิน ของใช้ไม่ได้จริง ใครเผลอใช้เข้าอาจโดนตำรวจจับเอาเสียด้วย

แบงก์พันจริง ๆ ที่ยับ ย่อมดีกว่าแบงก์พันใหม่เอี่ยมแต่ปลอมครับ !

Read more

ยาก – ง่าย

by kidmai

March 5, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2555

        ยาก กับ ง่าย คุณชอบแบบไหน ?
ถ้าพูดถึงด้านได้ใคร ๆ ก็คงชอบที่จะ “ง่าย” จริงไหมครับ

        เราชอบทำงานง่าย ๆ ได้เงินมาง่าย ๆ จีบสาวติดง่าย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเราชอบประสบความสำเร็จอย่างง่าย ๆ

แต่ถ้าพูดถึงด้านเสียก็จะกลับทางกันทันที เราคงต้องเลือกด้าน “ยาก”

        เราอยากเสียเงินยาก ๆ เราอยากสูญสิ้นอำนาจยาก ๆ เราอยากให้ความรักเรายุติยาก ๆ

แต่ความอยากกับความจริงมักจะสวนทางกัน !
เราอยากได้อะไรง่าย ๆ แต่เราก็มักจะทำให้เรื่องมันยาก
เราอยากเสียอะไรยาก ๆ แต่เราชอบผลุนผลันจนกลายเป็นเสียง่าย

        ประโยคหลังคงไม่มีใครเถียงผมนะครับ แต่กับประโยคแรกเชื่อว่าคงมีคนค้านแน่ ๆ ว่าใครกันจะไปทำให้เรื่องได้ง่าย ๆ กลายเป็นยาก

        งั้นผมต้องขยายความต่อว่าเรื่องยากที่ว่านั้นมักเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่เราควรได้เลย เป้านั้นก็คือการมีชีวิตที่มีความสุข แต่เราชอบทำให้ยากเพราะไปเชื่อว่าความสุขนั้นต้องผ่านการมีเงินขึ้นมาก่อนทำให้เรื่องความสุขง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องทำเงินยาก ๆ แทน

        ยาก ๆ ง่าย ๆกันจนปวดหัวรึยังครับ ถ้าปวดแล้วก็อย่าทำให้เรื่องมันยากไปกว่านี้เลย ผมขอนำเข้าประเด็นที่ต้องการพูดถึงในวันนี้ง่าย ๆ นั่นคือ

“แท้จริงแล้วไม่มีง่าย ไม่มียากหรอกครับ มีแต่ความจริง”

        สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา หรือปัญหา อุปสรรคที่มาให้เราแก้ โดยเนื้อแท้แล้วมันมีแต่เรื่องของเหตุปัจจัยที่ส่งผลมาให้ดำเนินการแก้ไข ก็ต้องแก้ไปตามเหตุปัจจัยนั้น มันไม่มีติดตรามาแต่ไหนว่าฉันยาก หรือฉันง่าย ความยากง่ายนั้นเป็นเรื่องของ “ความชอบใจ” และ “ความไม่ชอบใจ” ของเราล้วน ๆ

        ปัญหาที่ต่อเนื่องต่อมา และเป็นสิ่งที่แก้ “ยาก” เอาเรื่องก็คือคนชินกับการอัตโนมัติความยาก-ง่ายนี้ จะมีอัตโนมัติต่อไปว่าเรื่องใดยากเราไม่อยากทำ เราอยากทำแต่เรื่องง่าย ๆ

        ปัญหานี้ใครเป็นนักบริหาร หรือหัวหน้าคนจะทราบดี โดยส่วนใหญ่ลูกน้องจะเกี่ยงที่จะทำงานยากเสมอ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ผลักให้เพื่อนได้เป็นผลัก ขณะที่งานง่าย ๆ มักมีแต่คนแย่งกันทำ ยิ่งงานไหนง่ายด้วย มีผลเข้าตากรรมการด้วยนี่แทบจะฆ่ากันตายเพื่อรับผิดชอบเลย

ค่านิยมนี้ต้องแก้ให้หมดไปครับถ้าเราอยากพัฒนา

        ค่านิยมที่นิยมงานง่าย เกี่ยงงานยาก ต้องปรับให้กลับกันคือ ชอบงานยากเพราะท้าทายได้แสดงความสามารถมากกว่า เฉย ๆ กับงานง่ายเพราะไม่เห็นจะสนุก ไม่ช่วยพัฒนาตัวเองเท่าไหร่

        ใครอยากทำงานยากก็ลองเริ่มที่งานนี้เลยครับ ลองดูว่าเราจะมีแนวทางไหนแก้ไขความนิยมที่รั้งบ้านเมืองเราอยู่ขณะนี้ได้บ้าง

        และถ้าจะดีถึงที่สุดลองหาทางแก้ปัญหาตามความเป็นจริงคือทุกคนทำตามสิ่งที่ควรทำ ต้องทำ ไม่มีปัจจัยเรื่องยาก ง่ายมาเป็นน้ำหนักในการตัดสินใจ

ลองมาช่วยกันทำงานยาก ๆ นี้เพื่อลูกหลานเรากันดูนะครับ
หากทำได้ผมรับประกันว่าสังคมเราไปโลดครับ !!

Read more