8 ส.

by kidmai

May 21, 2012

สุขสโมสร

0 comments

คอลัมน์ FIL นิตยสาร สุขสโมสร

เมษายน 2555

        โลกเปลี่ยน กลวิธีการทำงานก็เปลี่ยน มีเทคนิกใหม่ ๆ ออกมาช่วยให้งานนั้นเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้นออกมาเรื่อย ๆ แต่เกือบทุกวิธีเหมาะที่จะนำมาใช้ในบางเวลา พอสถานการณ์เปลี่ยนกลเม็ดนั้นก็ไม่สามารถก่อประโยชน์ได้เต็มที่ บางวิธีแค่เพียงชั่วข้ามปีก็ไม่เหมาะจะนำมาใช้แล้ว องค์กรที่เสียเงินส่งเจ้าหน้าที่ตนไปอบรมแพง ๆ มาก็ต้องกุมขมับที่ต้องปรับอีกรอบ เทคนิกพวกนี้ก็มักจะเป็นเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โลกธุรกิจหมุนไปทางไหน สถาบันฝึกอบรมก็รีบขยับออกหลักสูตรมาหาเงินตาม ทำให้บางหลักสูตรไม่มีภูมิต้านทานทางกาลเวลาเพราะทำมาแบบฉาบฉวย

        แต่ก็มีบางวิธีเช่นกันที่อยู่ยืนยงจนเหมือนจะเป็นอมตะซึ่งหากสาวลึกลงไปจะเห็นว่าเทคนิกอมตะนี้จะเริ่มมาจากแก่นข้างใน ตั้งมาจากตอ ผุดมาจากหัวใจของงานทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทุกยุคสมัย แม้ภายนอกเคลื่อนไปไกลปานใดหลักจากแก่นนั้นก็ยังสามารถใช้ได้อยู่

        หนึ่งในนั้นคือหลัก 5 ส. ที่หน่วยงานเล็กใหญ่ ทั้งเอกชน ราชการ ไปถึงบริษัทข้ามชาติใช้กันอย่างแพร่หลายอันประกอบด้วย

สะสาง ข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องใช้สิ่งใดใช้งาน สิ่งใดไม่ใช้ก็นำออกไป
สะดวก จัดการเครื่องมือต่าง ๆ ให้สะดวกใช้ ปลอดภัย
สะอาด ทำความสะอาดเครื่องมือ สถานที่
สุขลักษณะ จัดสถานที่ อุปกรณ์ให้ถูกต้องตามหลักอนามัย
สร้างนิสัย อบรมระเบียบวินัย เคร่งครัดกับกฏข้อบังคับ

        สถานที่ทำงานเช่นนี้ย่อมทำให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย คนทำสบาย เจ้านายแฮปปี้ซึ่งผลที่ผ่านมาหลายทศวรรษก็พิสูจน์ว่าหลักนี้ช่วยให้งานดีมีสุขได้จริง เลยนึกดูว่าน่าจะมีหลักพื้นฐานเช่นนี้แต่มาใช้จัดการชีวิตส่วนตัวเราบ้างก็น่าจะดี น่าจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเรานั้นเป็นสุข ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นมาก ก็พอเหมาะวันก่อนได้ยินครูบาอาจารย์ท่านให้หลักการพัฒนาตัวเรานี้มาหลักหนึ่ง ดีมาก ๆ ก็ขอนำมาฝากคุณ ๆ ด้วยนะครับ หลักนั้นเรียกว่าหลัก 3 ส. ได้แก่ สะอาด สงบ สว่าง

        ส.แรกคือ ส. สะอาด จะให้ชีวิตเราดีขึ้นก็ต้องเริ่มจากทำความสะอาด ขัดเกลาชีวิตเราให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง สร้างความอึดอัดลำบากแก่เจ้าของเสียก่อนโดยเฉพาะความสะอาดของจิตใจอันเป็นรากฐานส่งออกไปสู่ภายนอก ซึ่งใจที่สะอาดไม่สกปรกก็คือใจที่ไม่ต้องคอยพะวงกับความหมองเศร้าต่าง ๆ หลัก ๆก็ได้แก่การไม่ไปสร้างเวร ก่อกรรม เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมของผู้อื่น ชีวิตนั้นชัดเจนอยู่แล้วหากเราไปฆ่าใคร หรือกลั่นแกล้งใครชีวิตเราย่อมไม่เป็นสุข อาจสะใจเมื่อกระทำแต่หลังจากนั้นเราต้องคอยพะวงถึงผลที่ตามมาทั้งด้านกฏหมายบ้านเมือง หรือความแค้นส่วนตัว เช่นเดียวกับการเบียดเบียนทรัพย์สินที่คนอื่นหามาด้วยความลำบากด้วยการขโมยหรือฉ้อฉลมาอาจให้เราสุขจากทรัพย์นั้นเมื่อแรกแต่ก็ต้องห่วงถึงการทวงคืนในอนาคต ที่เป็นนามธรรมก็อย่างเรื่องของรักของหวงลูกเขา เมียเขา แฟนเขาเราไปเบียดบังมาย่อมสร้างความขุ่นเคืองขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องการพูดการจาที่จับต้องไม่ได้แต่ก่อให้เกิดมลภาวะให้เราเครียดต่อได้เมื่อพูดโกหกเพ้อเจ้อ หรือยุแยงตะแคงรั่ว สุดท้ายก็เรื่องของการดื่มเหล้าเคล้าโลกีย์ที่ใครเคยเมาย่อมรู้ว่าเป็นภาวะตรงข้ามกับคำว่าสะอาดแค่ไหน

        สรุปรวมแล้วง่าย ๆ เลยครับ สะอาดในส.แรกของเราก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างศีล 5 นั่นเองเมื่อเรามีศีลดีแล้วใจเราก็จะสะอาดไม่กังวล หรือรกรุงรังกับสิ่งที่จะตามมา

        ส.ต่อไปก็ ส.สงบ เมื่อปลอดโปร่งโล่งจากความไม่เบียดเบียนใครแล้วแต่ใจเรามักจะฟุ้งซ่าน คิดอยากได้ อยากเป็นไปเรื่อยเปื่อยซึ่งเท่ากับบั่นทอนกำลังของใจเราเอง ดังนั้นจึงต้องมีขั้นส.สงบขึ้นเหมือนเป็นการชาร์จแบต นั่นคือพักจิตจากความคิดต่าง ๆ พาจิตเข้าสู่ความสงบระงับบ้าง หาเวลาฝึกให้จิตอยู่กับความนิ่ง อยู่กับภาวะที่ปลอดจากความคิด อันจะนำมาซึ่งพละกำลังของจิต ร่างกายทำงานทั้งวันตกค่ำก็ต้องการการนอนหลับพักผ่อน จิตก็คิดอยู่ทั้งวันก็ต้องหาเวลาให้จิตได้พักบ้าง ซึ่งก็คือการทำสมาธินั่นเอง

        สุดท้ายส.สว่าง เมื่อจิตสะอาดแล้ว ได้พักสงบมีพลังแล้วก็นำมาใช้งานสร้างความสว่างหรือพัฒนาให้เกิดปัญญาในเรื่องต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรานั่นเอง เพราะเมื่อใจมีแรงแล้วนำมาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ย่อมแจ้งชัด ตรงเป้า ก่อให้เกิดผลได้จริง จะคิดเรื่องการงานที่คัางค้าง คิดแก้ปัญหาส่วนรวมส่วนต้วต่าง ๆ ก็ย่อมได้ทางออกที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ และยิ่งหากนำมาใช้ในเรื่องของการแสวงหาความจริงของชีวิต ใช้เพื่อก่อประโยชน์สูงสุดของชีวิตก็จะยิ่งคุ้มค่าของความเป็นมนุษย์ หรือเจาะจงลงไปว่านำมาใช้ให้เกิดปัญญาในเรื่องของทุกข์ และการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้ ซึ่งในแบบนี้เราเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนาครับ

FIL ฉบับนี้ฝากคุณไป 8 ส. เต็ม ๆ 5 ส. ให้คุณนำไปใช้ในที่ทำงาน และฝาก 3 ส. นี้ให้คุณนำไปใช้กับชีวิตส่วนตัวครับ !!

Read more

ห-ว-ย

by kidmai

May 20, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555

        ห.หีบ ว.แหวน และ ย.ยักษ์ เมื่อนำมาเขียนต่อกันคือ “หวย” นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักดี คนส่วนใหญ่ใกล้ชิดมากจนอาจถึงขั้นเป็นเสมือน “ลมหายใจ” กันทีเดียว เพราะหวยนั้นเปรียบเสมือนความหวัง ความฝัน เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้

        บางคนที่พอมีฐานะ มีวิชาความรู้ อาจอยู่ด้วยการตั้งเป้าหมายในชีวิต คือเป็นเจ้าของกิจการ เป็นนักธุรกิจ เป็นนักวิชาการ ฯลฯ

        แต่บางคนที่ขาดโอกาสก็เช่นนั้น ก็ยังต้องมีเป้าหมายให้ชีวิตตนเช่นกัน เพราะชีวิตที่ขาดเป้าย่อมไม่ต่างจากคนตาย และสิ่งที่มีค่าพอจะเป็นเป้าให้หวังถึงก็คือหวยนี่เอง

        แม้ในแง่ของความเป็นจริงแล้วหวยจะเป็นสิ่งที่คะเนไม่ได้ มุ่งมั่น ทุ่มเททำงานเพื่อให้สำเร็จไม่ได้ แต่หลายคนก็ยังอยากที่จะยึดเอาเป็นเป้าหมายเหมือนเดิมอย่างน้อยการได้ฝัน ( ลม ๆ แล้ง ๆ ) ว่าอาจเป็นเขาที่โชคดีก็ทำให้ชีวีมีความหวังแล้ว

        ส่วนหนึ่งอาจเพราะสิ่งอื่นในชีวิตอาจหวังได้น้อยกว่าหวยเยอะ อย่างบอกว่าอยากทำงานเก็บเงินให้ถึงล้านหลายคนอาจส่ายหน้าว่าทำทั้งชาติก็ไม่มีทาง โอกาสแทบจะเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ซื้อหวยแม้จะมีโอกาสเป็นหนึ่งในล้านที่จะเจอแจ็คพอตแต่ความหวังอันน้อยนิดนั้นก็ยังมากกว่าศูนย์

        หรือเทียบไปเหมือนคนป่วยใกล้ตายที่หมอบอกหมดทางรักษา ใครมาบอกว่ามียาวิเศษต่อให้รู้ว่าน่าจะโม้แต่ก็เต็มใจที่จะคว้าไว้ก่อน

        คำแนะนำ สั่งสอนให้เลิกมีออกมามากมาย ไม่ว่าจะบอกตรง ๆ ว่าไม่ดีอย่างไร บอกโดยดึงคำสอนทางศาสนามาใช้อย่างเป็นอบายมุขทางแห่งความเสื่อม หรือแม้กระทั่งนำหลักคณิตศาสตร์มาแจงให้เห็นว่าเสียเปรียบเจ้าแค่ไหนรวมถึงการใช้หลักภาษามาสะกิดใจอย่างขยายความตัวอักษร หอ วอ ยอ เป็น หายนะ – วอดวาย – ย่อยยับ แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจคนติดได้

แล้วจะแก้อย่างไร ?

ต้องแก้กันที่ต้นตอ ต้องปรับเป้าใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เงินทอง หรือความร่ำรวย

        ที่อยากเสนอคือต้องชวนคือมาตั้งเป้าเป็นเรื่องของ “ความสุข” แทน เมื่อไหร่ที่เป้าไม่ใช่เงินแล้วคราวนี้ทางเลือกจะผุดขึ้นมาอีกมากทีเดียว หลาย ๆ หรืออาจบอกได้ว่าทุกวิธีที่จะได้เป้าคือความสุขมานั้น เงินเป็นเหมือนเพียง “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่งเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งหากเห็นเช่นนี้คราวนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งหวยเพื่อไปมีเงินเยอะ ๆ เพราะเป้าเราเปลี่ยนเป็นความสุขแล้ว ใช้เงินเท่าที่มีบวกกับการกระทำอื่น ๆ ตามแต่บริบทของตัวที่จะทำให้สุขได้ หวยก็หมดความจำเป็นอีก

        ปรับเฉพาะหน้าเช่นนี้แล้วค่อยมาไล่ปรับทัศนคติ (อันไม่เหมาะ ไม่ควร)ในเรื่องของความมักง่าย ไม่อยากเหนื่อยลงทุนลงแรงแต่อยากได้ผลลัพธ์ดี ๆ ไม่อยากทำงานแต่อยากรวย ทัศนคตินี้ค่อยปรับตามหลัง

        ใครอยากช่วยคนติดหวยมาลองใช้เทคนิกนี้กันดูครับ หรือใครจะใช้กับตัวเองก็ได้ ลองดูว่าที่เราอยากถูกหวยเพราะเราอยากถูกหรือเราอยากได้เงิน หากคำตอบคือเราอยากได้เงินก็ลองถามตัวเองต่อดูว่าแล้วเราเอาเงินไปทำอะไร ใช่ไปหาซื้อความสุขหรือไม่ ถ้าใช้ก็ลองถามตัวต่ออีกนิดว่าจำเป็นต้องใช้เงินเสมอไปไหมที่จะทำให้เรามีความสุข มีทางได้ความสุขมาจากสิ่งอื่น ๆ รอบตัวที่สามารถเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันหรือไม่ไกลเกินกลังไหม

ลองไล่ไปเรื่อย ๆ ตามนี้ดูนะครับ ได้ผลอย่างไรมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

Read more

ห้างชุมชน

by kidmai

May 20, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555

        ชีวิตมนุษย์เคลื่อนเวียนเปลี่ยนไปตามกาล หรือหากให้ตรงกว่านั้นก็ต้องใช้คำว่าเปลี่ยนไปตามกิเลส ตัณหาที่บงการอยู่

        สภาพสังคมเมืองที่เร่งรัด ร้อนรน ทำให้เหลือเวลาว่างน้อยนิดขณะที่ความต้องการกลับสูงยิ่ง บีบบังคับให้คนเมืองหาวิถีที่เหมาะกับตนเอง หนึ่งในนั้นก็คือประเภทของสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยม เรียกว่ากำลัง in trend อย่างมาก และได้แพร่ไปยังหัวเมืองใหญ่อื่น ๆ ต่อไปหลายเมืองแล้ว นั่นคือประเภทสถานที่ ที่เรียกว่า Community Mall หรือจะแปลว่าห้างชุมชนก็ได้

        ห้างชุมชนนี้ขนาดจะย่อมกว่าห้างสรรพสินค้าเต็มรูปแบบอยู่พอสมควร ข้างในมักประกอบด้วยร้านอาหารยอดนิยมคละประเภทสัก 5-6 ร้าน กับร้านขนม ของหวานฮิป ๆ อีก 3-4 ร้าน มีซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม ๆ อีกหนึ่งแบรนด์ บวกกับร้านยา(สมัยใหม่) ร้านสื้อผ้า เครื่องประดับให้พอเดินช๊อปย่อยอาหารอีกจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญคือการตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งชุมชนหนาแน่น แหล่งที่พักอาศัย แหล่งสถานที่ทำงานใหญ่ที่มีผู้คนพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้ด้วยยังอยากที่จะพักผ่อนกินข้าวเย็น เดินช๊อปปิ้งหาซื้อของใช้ที่ขาดเข้าบ้านในวันธรรมดาหลังเลิกงานกันแต่จะไปห้างสรรพสินค้า(เต็มรูปแบบ)เลยก็ติดเรื่องการเดินทาง การหาที่จอดรถ จะไปเฉพาะเรื่องเช่นจะซื้อของแวะร้านสะดวกซื้อ ร้านของชำ จะกินก็ไปร้านอาหารโดด ๆ เลยแบบนี้ก็ดูยังเติมไม่เต็มรสนิยมเท่าไหร่ ห้างชุมชนจึงมาถมช่องว่างนี้ได้

        เลิกงานพาครอบครัวไปกินข้าว ต่อด้วยขนมเย็น ๆ แวะซื้อของเข้าบ้านในซุปเปอร์ ก่อนกลับเดินดูของย่อยอาหาร กลับบ้านหลับสบายเพื่อตื่นมาเข้าวงจรเดิม ๆ อีก

        พูดไปก็เหมือนไม่มีอะไรมาก แต่ที่อยากชวนคิดใหม่กันก็คือชีวิตคนเมืองทุกวันนี้มีแต่ดิ้นรนออกจากบ้าน

จริงไหม ?

        จะว่าวิถีบังคับก็ไม่เชิง เพราะที่ห้างชุมชนเกิดขึ้นมาได้ก็มาจากความต้องการของคนในชุมชนนั่นเอง คนในชุมชนต้องการกินข้าวนอกบ้าน คนในชุนต้องการจับจ่ายข้าวของในซุปเปอร์หรู คนในชุมชนต้องการเปิดหูเปิดตากับสินค้าอินเทรนด์

        เราไม่มีความสุขเพียงพอกับการกินข้าวในบ้าน เราไม่ยากจะเหนื่อยยากซื้อของที่เหมือนกันแต่ราคาถูกกว่าจากตลาดสด รวมถึงเราสุขไม่พอกับสามี(ภรรยา)และลูกๆของเราในในบ้านหรือห้องเช่าหลังน้อย

        เราไม่พอกับวิถีแห่ง “ครอบครัว” เราเลยต้องดิ้นรนแสวงหาทางแห่งชีวิตใหม่ ๆ ที่มาตอบสนองความอยากในข้อจำกัดที่บีบบังคับอย่างเรื่องเวลา พอมีอะไรมาสนองตรงนี้ได้ ประสานความอยากและข้อจำกัดเข้าด้วยกันได้ สิ่งนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จในสังคม

        ไม่ได้เขียนบทนี้เพื่อจะให้ต่อต้านหรือแอนตี้ห้างชุมชน แต่อยากให้คิดใหม่ มองใหม่กับใจตัวเอง ว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเรียนรู้ที่จะหยุดและมีความสุขกับชีวิตปัจจุบันแทนการแสวงหาสิ่งนอกตัวกันเสียที

เมื่อไหร่เราจะมีความสุขใน “บ้านหลังน้อย” กับครอบครัวอันอบอุ่นของเราเสียที !

Read more

ทำเดิม-คิดใหม่

by kidmai

May 20, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2555

        คิดใหม่หลายเรื่องมักมาจากการกระทำใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ หรือเหตุการณ์ใหม่
แต่ผมว่าคิดใหม่จริง ๆ แล้วคือการคิดในมุมมองใหม่ต่อเหตุการณ์เดิม โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ที่ทำให้เราทุกข์ เบื่อ หรือเซ็ง
หากการมองมุมใหม่ ก่อให้เกิดความคิดใหม่สลายความทุกข์ทั้งยังกลับเปลี่ยนเป็นสุขได้ยิ่งน่าจะจัดเป็นคิดใหม่ที่แท้จริง หรืออาจจะจัดเป็นคิดสร้างสรรค์ นอกกรอบก็ไม่ผิด

งั้น วันนี้เรามาลองเล่นอะไรกันดูไหมครับ

        เกมนี้กติกาคือให้คุณหางานที่น่าเบื่อสำหรับคุณขึ้นมาหนึ่งอย่างแล้วลองหามุมพลิกที่ทำให้คุณมองงานนั้นดีขึ้น ยิ่งหากสามารถเปลี่ยนเป็นสนุกกับงานนั้นได้ก็ยิ่งแจ๋ว หรือจะประเมินว่าคุณได้คะแนนเต็มในข้อนั้นก็ได้

        ลองเล่นดูครับ เป็นประโยชน์แน่ ๆ อย่างน้อยเมื่อคุณไปทำงานนั้นอีกจากเป็นยาขมกลายเป็นขนมแสนอร่อยสำหรับคุณ

ผมลองยกตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่างเป็นแนวทางนะครับ

        งานแรกเอาที่เราเบื่อ ขยาดที่สุดก่อนเลย นั่นคืองานซักเสื้อผ้าด้วยมือ ต้องย้ำว่าซักมือนะครับ ใครที่เคยจะทราบดีว่ามันเหนื่อย เมื่อยแค่ไหน ตั้งแต่ขยี้ บีบ สะบัดหลายรอบกว่าเสื้อจะสะอาดพอขึ้นตากได้ อย่าไปนึกถึงงานซักด้วยเครื่องเด็ดขาด เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีพัฒนาขนาดแทบไม่ต้องทำอะไรแค่ใส่ ๆ ผ้าเข้าเครื่องกดปุ่มก็จบแล้ว

คุณจะเปลี่ยนมุมคิดเป็นอย่างไรให้เพลินกับงานดีครับ

        คิดอะไรได้บ้างครับ ไม่มีถูก มีผิดนะครับ คิดใหม่อย่างไรก็ได้ขอให้เราสุขกับมันเถิด อย่างผม ผมอาจพลิกความคิดเกี่ยวกับการซักผ้านี้ จากงานทำความะอาดเสื้อผ้า เป็นงานถนอมผิวตัวลูกน้อย สุดที่รักของคุณ รวมถึงตัวคุณเอง

        ลองนึกดูผ้าที่สะอาด นุ่มนวลยามไล้บนผิวกาย มั้งยังมีกลิ่นหอมไอแดดสะอาด สะอ้านอีก จะทำให้ลูกน้อยของคุณมีความสุขแค่ไหนยามได้สวมใส่มันผ่านลำตัวลงไป มือที่เหนื่อยขยันขยี้นี้กำลังทำให้ลูกพริ้มตาด้วยความนุ่มของเนื้อผ้า ให้คู่รักคุณสวมใส่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งตัว สบายกายเพื่อที่จะได้ออกไปทำการงานหาเลี้ยงครอบครัว วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับบ้านคุณ

        เป็นไงครับ หากวางใจเช่นนี้ยามทำงานแสนหน่ายอย่างซักผ้าจะช่วยให้งานสนุกขึ้นไหม หรืออย่างน้อยก็น่าจะทำให้การซักนั้นไม่น่าเบื่อจนเกินไป นี่เป็นตัวอย่างแรก เรามาดูตัวอย่างที่ 2 กันครับ

เอาเป็นอีกงานบ้านที่น่าเบื่อไม่แพ้กันนั่นคือ งานกวาดบ้านครับ
มองมุมใหม่ได้อะไรมาช่วยให้ทำงานสนุกขึ้นบ้างครับ

        สำหรับผม ก็อาจจะเปลี่ยนมุมของงานนี้จากการทำความสะอาด มาเป็นงานศิลปะ ทุกครั้งที่กวาดเศษอะไรออกจากพื้นที่ที่ไม่สมควรมีมันอยู่ ก็เหมือนเรากำลังตวัดปลายพู่กันให้เกิดเป็นสีสันที่เหมาะสมบนกระดาษวาดเขียน แต่นี่เป็นการตวัดไม้กวาดเภื่อให้เกิดภาพน่าดูบนพื้นบ้านอันเป็นที่รักของเรา บนพื้นเรือนหอของเรา บนพื้นสนามเด็กเล่นของลูกน้อยของเรา

ผมเชื่อว่าเพียงเท่านี้งานกวาดบ้านก็ไม่น่าจะน่าเบื่อเท่าเดิมแล้วครับ

        คิดใหม่ฉบับนี้ ไม่ได้เล่าการคิดใหม่ให้คุณอ่านเหมือนเล่มก่อน ๆ แต่ชวนคุณมาคิดใหม่ในชีวิตจริงกันจริง ๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้จริง และให้ผลจริง

มาคิดใหม่ในเรื่องเก่ากันครับ !!

Read more

จงกรมไม่เป็นลม

by kidmai

May 6, 2012

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2555

        สมัยนี้เขานิยมคำว่า “บูรณาการ”

        อะไร ๆ ก็ต้องมีการบูรณาการไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน การแก้ปัญหาต่าง ๆ การดูแลสุขภาพ ไปจนกระทั่งแม้แต่เรื่องของการท่องเที่ยว พักผ่อนยังต้องเที่ยวอย่างบูรณาการกัน

        ซึ่งหากเจาะดูในส่วนของบูรณาการในการดูแลสุขภาพนั้นย่อมไม่ได้หมายเอาเรื่องการบูรณาการสารพัดยา จนกลายเป็น ยาวิเศษแก้สารพัดโรคเหมือนที่เราได้ยินโฆษณายาวิเศษตามสื่อที่เป็นภาระให้อย.แต่อย่างใด แต่หมายถึงการดูแลรวบยอดทั้งเรื่องของ “กาย” และเรื่องของ “จิต” อันเป็น 2 ส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต

        ก็ทำอย่างไรได้ในเมื่อชีวิตเมืองในสมัยวัตถุ(กิเลส)นิยมครอบงำนี้เวลาส่วนใหญ่ต้องใช้ไปกับการงานทางโลก การงานที่หาเงิน หาทองมาเลี้ยงชีพ เวลาที่เหลือเพียงเล็กน้อยจะให้มาแยกไปดูแลกายครั้ง ดูแลใจครั้ง ก็คงไม่พอ ผู้สนใจรักษาสุขภาพแบบองค์รวมจึงต้องบูรณาการหาทางที่ได้ทั้งสองส่วนในเวลาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีนิยมกันอยู่หลายกิจกรรม อย่างกีฬาที่เชื่อว่าได้ทั้งความแข็งแรงทางกาย และความสงบทางจิตเช่น โยคะ มวยจีน ไทเก็ก ฯลฯ ก็เป็นที่ In trend ในสังคม Hi speed จนผู้ประกอบการสถานออกกำลังเช่นนี้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า ในฐานะที่บริการสิ่งที่เอื้อประโยชน์อย่างครบถ้วน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย สนองความต้องการและข้อจำกัดของลูกค้าได้ ทำให้สามารถคิดราคาค่าบริการได้สูงเอาการ

        แต่ผมอยากจะบอกว่าการบูรณาการด้านสุขภาพเช่นนี้เรามีมาเนิ่นนานหลายพันปีแล้ว แถมดีกว่าตรงไม่ต้องเสียเงิน เสียทองมากมายเพื่อจ้างครูผู้ชำนาญการด้านนั้น ๆ มาสอนด้วย กิจกรรมนั้นเราคุ้นหูกันดีครับ

เดินจงกรม !

เราได้ยินกันบ่อย ๆ แต่ทราบความหมายแท้ ๆ กันบ้างไหมครับ ?
บางคนนึกไปถึงภาพเดินเป็นวงกลมแบบการเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์
บางคนนึกไปถึงการเดินแบบช้า ๆ เนิบ ๆ มีการซอยจังหวะยิบย่อยกันไป

        ก็ไม่ผิดในรูปแบบครับ เพราะความจริงจะเรียกว่าเดินจงกรมหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกแต่ขึ้นอยู่กับการวางจิตใจภายใน

เดินให้มีสติรู้สึกตัว เท่านี้ก็เรียกว่าเดินจงกรมแล้ว
พระพุทธเจ้า ทรงแสดงอานิสงส์ของการเดินจงกรมไว้ 5 ประการ ดังปรากฏในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ไว้ว่า
1. ทำให้เป็นผู้เดินทางไกลได้ทน
2. ทำให้เป็นผู้ทำความเพียรได้ทน
3. ทำให้เป็นผู้มีความไข้เจ็บน้อย
4. ทำให้อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ย่อยได้ดี
5. สมาธิที่บรรลุในขณะเดินจงกรมตั้งแน่วแน่อยู่ได้นาน

        ฉะนั้นใครที่เดินออกกำลังยามเช้าได้รับประโยชน์ทางกายทั้งเรื่องของการช่วยย่อย ท้องไม่ผูก สุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว บูรณาการด้วยการเติมสติลงไป เติมความรู้ตัวที่เดิน รู้เท้าที่กระทบพื้นเข้าไปเท่านี้ก็คือการเดินจงกรมแล้ว

ประโยชน์ทางกายทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว ฉะนั้นเรามาดูประโยชน์ทางจิตกัน

        เมื่อเราเดินธรรมดาเรามักจะคิดฟุ้งซ่าน คิดโหยหาไปในอดีตที่ผ่านไปแล้วบ้าง คิดห่วง กังวลไปยังอนาคตที่ยังมาไม่ถึงบ้าง การคิดลักษณะนี้นอกจากไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับการทำงานแล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานของจิตที่นำมาคิด แต่เมื่อเราเดินจงกรม เมื่อไหร่ที่เดินแล้วเราคิด พอรู้ว่าคิดโดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร เราก็ดึงจิตกลับมาให้รู้สึกอยู่กับร่างกายที่เคลื่อนไหว หรือรู้ที่เท้าที่กระทบพื้น หรือเมื่อไหร่ที่เราเดิน เมื่อไหร่ที่น้ำหนักเท้ากระทบไปบนพื้นจากน้ำหนักตวของราแต่เรากลับไม่มีความรู้สึก นั่นก็แปลว่าเรากำลังคิด กำลังเหม่อลอย กำลังขาดสติ เราก็เพียงจงใจเติมความรู้สึกตัวลงไป ตั้งใจที่จะรู้การกระทบของเท้ากับพื้นที่เกิดขึ้นนั้น ความรู้สึกตัวนั่นเองที่จะเบียดบังความคิดออกไปจากจิต แม้อาจได้เพียงครู่เดียวเดี๋ยวจิตก็เผลอไปคิดเรื่องใหม่อีก เราก็ทำเช่นเดิมคือดึงจิตกลับมาที่ความรู้สึกตัวอีก ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวความรู้สึกตัวนี้จะค่อยถ่างออกเบียดความคิดให้ลงคลอง ถอยร่นออกไป

        เมื่อจิตปราศจากความคิดไปข้างหน้า คิดย้อนไปข้างหลังรู้อยู่กับปัจจุบันคือเท้าที่กระทบพื้นอย่างต่อเนื่องสักพัก สิ่งที่ตามมาโดยอัตโนมัติก็คือความตั้งมั่นของจิตหรือที่เราเรียกว่า “สมาธิ” นั่นเอง และด้วยการเดินนั้นเราเรียกว่าเป็นอิริยาบถใหญ่ น้ำหนักของเท้าที่กระทบพื้นนั้นก็มีแรงมาก รับรู้ได้ง่าย สามารถตัดกระแสความคิดกลับมารู้ที่ร่างกายได้ง่ายทำให้จิตมีพลังได้มาก

ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในประโยชน์ข้อที่ 5 ว่าสมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมนั้นตั้งมั่นได้นาน

        ซึ่งเมื่อจิตมีพลัง การนำไปใช้ก็จะยิ่งส่งผลมหาศาล สามารถใช้ในการก่อให้เกิดปัญญาได้อย่างถูกต้อง นำมาซึ่งการตัดสินเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างเหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ก่อโทษภัยตามหลังมา เพราะปัญญา ความรู้ที่ได้มาจากฐานของจิตที่มีพลัง ตั้งมั่น ปลอดโปร่ง โล่งจากอคติทั้งหลายทั้งปวงที่มักกลุ้มรุมจิตอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ภาษานักวิจัยเขาเรียกว่าไม่มีไบแอส สามารถนำไปใช้ได้จริง ต่างจากความรู้ที่ “คิด ๆ เอา” ที่มักจะเป็นความรู้เฉโก ความรู้แบบฉาบฉวย หรือเจ้าเล่ห์ ซึ่งมักจะนำผลร้ายย้อนกลับมาสู่ผู้ใช้

        เห็นไหมครับ เดินจงกรมนี่บูรณาการขนานแท้เลย ไม่ว่าจะเรื่องกาย เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา อีกทั้งสะดวก ปลอดภัย ไม่ยุ่งยากต่อการทำ คุณค่ามากมายขนาดนี้ พระพุทธองค์ก็ตรัสบอกอานิสงส์ไว้ให้แล้ว ไม่สนใจจะลองนำไปใช้ดูบ้างหรือครับ ไม่ต้องไปเสียเงินค่าเข้ายิม ฟิตเนส คลาสโยคะ แถมยังเหมือนได้พาจิตไปพักผ่อนวิปัสสนากันตามวัดอีกด้วย

ไม่ลองไม่ได้แล้วละครับ !

Read more