กศน.

by kidmai

August 27, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 4 กันยายน 2555

        คุยซะดีที่แท้แพ้กิเลส
น่าสมเพชเตือนเท่าไหร่ก็ไม่เห็น
ตกเป็นทาสกิเลสอยู่เช้าเย็น
จะอวดเป็นปราชญ์ไปทำไมนา

ชื่อบทกับขึ้นต้นบทฉบับนี้ดูไม่ค่อยคล้องกันเท่าไหร่

        ชื่อบทนี้ย่อมาจาก การศึกษานอกระบบ หรือจะขยายเป็นการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยก็ได้ เป็นระบบการศึกษาของผู้ที่อาจจะขาดโอกาสด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาครอบครัว สังคมต่าง ๆ ทำให้ไม่ได้เรียนในระบบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเลยต้องมาเรียนภายหลังแบบนอกระบบ แต่ทำไมผมเลือกคำกลอนบทนี้มาเปิดต่กันนั้นไว้ปิดท้ายบทค่อยเฉลยนะครับ

        ตอนนี้มาถามคำถามคุณง่าย ๆ ก่อนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษาคุณนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรกครับ
หลายคนนึกถึงห้องเรียน โรงเรียน
หลายคนนึกถึงตำรา หนังสือ

        ขณะที่ยุคนี้หลายคนอาจนึกถึงคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ไล่ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่โตในกระแสและเริ่มออกมามีบทบาทแล้วอย่าง “แท๊ปเล็ต” หรือกระดานชนวนยุคไฮเทค

คุณว่าคำตอบไหนถูกครับ ?

        สำหรับผมต้องขอเฉลยแบบยียวนหน่อยแต่ก็ตรงกับใจจริง ๆ ตรงกับที่ต้องการจะสื่อจริง ๆ ก็คือทุกคำตอบ “ถูก” แต่ ”ไม่ถูก” ครับ

        “ถูก” คือถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้นและตรงกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการศึกษาก็คือการที่เด็กไปศึกษาหาความรู้ในห้องเรียน ตามตำรับ ตำรา ตามอินเตอร์เน็ต

        แต่ “ไม่ถูก” ก็ตรงที่ไม่ตรงใจคนถาม ไม่ตรงกับภาพการศึกษาที่ผมหวังไว้ทั้งยังเสมือนเป็นตรงกันข้ามด้วย เพราะภาพที่ผมหวัง ฝัน จินตนาการเมื่อพูดถึงการศึกษาก็คือการ “เรียนรู้” ชีวิตทั้งชีวิตเรียนเรื่องสุข-ทุกข์ในใจมากกว่ารวย-จนทางกาย

        การเรียนที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ครอบครัว สังคม ธรรมชาติ ไม่เฉพาะวิชาการเชิงทฤษฏีในห้องเรียนภาพที่ผมอยากเห็นคือ

ขายข้าวแกงไปก็เรียนรู้ชีวิตไป
เตะฟุตบอลไปก็เก็บเกี่ยวทักษะความรู้ไป
เลี้ยงลูกไปก็ศึกษาจิตใจตัวเองไป

        นี่แหละครับเป็นสิ่งที่ควรศึกษาที่สุด และหากใช้ภาพจำลองอย่างของผมนี้จะเห็นว่าการศึกษาในห้องเรียน การศึกษาจากการอ่านตำรา การสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตนั้นล้วนเป็นเพียงส่วนย่อย ส่วนน้อยนิดเหลือเกินในการศึกษา และต้องบอกต่อว่าเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยคือเป็นเครื่องมือที่ใช้นำทางไปสู่เป้าหมายหลักเท่านั้น

        หากชีวิตเกิดมามีเป้าคือมี “ความสุข” มีความปลอดภัย มั่นคง การศึกษาในห้องเรียนก็เป็นเพียงศาสตร์ที่ไว้หาเงินเพื่อมาบรรเทาทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนการศึกษาที่แท้จะอยู่นอกห้องเรียนคือเป็นการศึกษาใจตนเองที่ก่อทุกข์ว่าจะแก้ปรับให้เป็นสุขสมตามเป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร

        สรุปกศน.ของผมไม่ใช่การศึกษานอกระบบเท่านั้นแต่เป็นการศึกษาที่ย้อนกลับมาศึกษาในตัว ในใจเราเองหรือจะเรียกว่า “การศึกษาในตัว“ ก็ได้

โดยข้อสอบก็คือคำกลอนที่ผมนำมาเปิดนั่นแหละครับ

คุณเห็นด้วยกับผมไหมครับ !

Read more

ไม่ยอมแพ้

by kidmai

August 20, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2555

        แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร

        ฉบับนี้ขอเปิดบทด้วยคำสอนที่พวกเราคุ้นกันดีนี้นะครับ เพราะก็แปลกดีที่แม้ทุกคนจะบอกว่าได้ยินคำสอนนี้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่หากถามกันตรง ๆ ว่าเชื่อแล้วนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ คือยอมเป็นพระ หรือยอมแพ้ หรืออย่างน้อยทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างเต็มใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โต เสียเกียรติ เสียศักด์ศรีจนต้อง “เอาคืน” ลัางแค้นกันหรือไม่ คำตอบที่ผ่านทางข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือในโทรทัศน์คงชัดเจนแล้ว

        คนสมัยนี้ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครอยากเป็นพระ นี่เป็นเรื่องที่ต้องมาสร้าง ปลูกจิตสำนึกกันอย่างแรงถึงการมีวุฒิภาวะพอที่จะ “แพ้เป็น” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่หากจะคุยคงหนักอึ้ง แต่ “คิดใหม่” ฉบับนี้ผมอยากคุยเรื่องแพ้-ชนะแบบเบา ๆ หน่อย นั่นคือในเรื่องของกีฬา

ขึ้นชื่อว่าเกม กีฬาเงื่อนไขหนึ่งก็คือต้องมีการแข่งขันกันอาจแข่งกันและแน่นอนย่อมต้องมีการแพ้การชนะเกิดขึ้น
นี่เป็นสัจธรรม แต่ที่ไม่เป็นสัจธรรมคือเดี๋ยวนี้คนไปยึดเอาเรื่องธรรมดามาเป็นเรื่องเป็น เรื่องตายดั่งคำที่เราได้ยินประจำว่า

“บอลแพ้ คนไม่แพ้”

        บอลนี้ไม่ได้ว่าเฉพาะกีฬาฟุตบอลแต่หมายถึงการแข่งขันทุกอย่างที่เช่นกันคือคนแพ้ไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่การชนะแพ้ในเกมกีฬานั้นไม่ได้มีสาระสำคัญใด ๆ เว้นแต่เรื่องของความรู้สึก

        ไหน ๆ ฉบับนี้ตั้งใจจะเขียนให้เบาดังนั้นขอข้ามเรื่องคนไม่แพ้นี่ไปก่อนนะครับ อยากมาชวนคุณคิดต่อว่าเมื่อพูดถึงกีฬาแล้วน่าจะแยกได้กี่ประเภท ?

        ผมแยกออกเป็น 2 ครับ คือกีฬาที่มีกำหนดจบไม่ว่าจะใช้เวลาอย่างฟุตบอล หรือจำนวนหลุมอย่างกอล์ฟ กับกีฬาที่ไม่มีกำหนดแน่นอนอย่างเทนนิส หรือสนุกเกอร์

        ทั้งสองประเภทมีจุดน่าสนใจต่างกัน พวกที่มีกำหนดชัดเจนก็ทำให้เกิดการลุ้นได้เมื่อใกล้ ๆ จะหมดเวลาแต่ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ต่างไปคือมีการทิ้งขาด กติกาเช่นนี้ก็ทำให้คนดูเดินออกจากสนามได้ก่อนจบเกมเช่นกันเพราะอยู่ไปก็ลุ้นไม่ได้อย่างฟุตบอลถ้าเหลือสัก 2 นาทีแล้วตามกันอยู่ 3-4 ลูกแบบนี้ก็แทบหมดหวัง หรือกอล์ฟแม้จะเหลืออยู่อีกหลายหลุมแต่ถ้าทิ้งกันเป็นสิบสโตรกเช่นนี้ก็ไม่ไหว ขณะที่กีฬาที่ไม่มีกำหนดจบนั้นมองอีกมุมก็หมายความว่าตราบใดที่เกมยังไม่จบคนที่ตามหลังย่อมยังมีสิทธิ์ชนะได้ อย่างเทนนิสแม้จะตามกัน 5-0 แต่เมื่อยังไม่ถึง6 อะไรก็เกิดได้ หรือสนุกเกอร์แม้จะตามถึง 4-0 แต่ข้างหน้าก็เกมต่อเกมที่ไม่มีความเนื่องกันไม่มีข้อห้ามว่าชนะกันกี่เกมรวด

แล้วคุณว่าชีวิตมนุษย์เราหากเปรียบเป็นกีฬานี่เป็นประเภทไหนครับ

        สำหรับผม ๆ ถือว่าเป็นแบบหลังคือไม่มีกำหนดตายตัวแม้บางคนอาจแย้งว่ามี แล้วบอกว่าถ้า 60 แล้วยังไม่ถึงไหนก็คงเหมือนฟุตบอลที่ตาม 3 ลูกตอนเหลือ 2 นาที ซึ่งผมว่าไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเวลาเราเหลือแค่ไหนที่คิดว่า 2 นาทีที่จริงอาจเหลืออีกทั้งครึ่งก็ได้ เราก็เห็นตั้งหลายคนที่อยู่เป็นประโยชน์กับชาวโลกได้ถึง 90 หรือร้อยปีก็มี ขณะที่การมุ่งมั่นสร้างตัวถ้าตั้งใจจริงใช้เวลาไม่นานนักเลยในการจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบผู้ชนะได้ เรื่องนี้ไปบวกลบประวัติผู้ประสบความสำเร็จดูได้ว่าเขาใช้เวลาแค่ไหนกันเชียว

        เอาใกล้ตัว ใกล้ตาอย่างฟาสต์ฟู๊ดชื่อดังที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในประเทศเราอย่างแมคโดนัลด์ นั่นผู้ก่อตั้งก็เริ่มเมื่อเขาอายุขึ้นเลข 5 แล้ว เช่นเดียวไก่ทอดผู้พันอย่าง KFC ที่เด็ก ๆ ติดกันเกรียวนี่ก็เริ่มเอาตอนคนทำอายุ 50 กว่าเช่นกัน

สรุปแบบเบา ๆ ตามตั้งใจ ว่าใครที่รู้สึกหนักกับชีวิตที่เป็นไปลองใช้อุบายง่าย ๆ นี้ดูก็ได้ครับ
ว่าตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ เรายังมีสิทธิ์ชนะเกม(ชีวิต)อยู่ครับ !

Read more

คำขวัญวันเด็ก

by kidmai

August 20, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่28 สิงหาคม 2555

        เป็นกิจวัตรประจำที่ทุกต้นปีเราจะมีประโยคเด็ด ๆ วลีเท่ห์ ๆ ออกมาให้ได้ฟังกันเป็นสโลแกน หรือเรียกว่าเป็นคำขวัญให้เด็กและเยาวชนของเราได้ท่องกันเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

        ส่วนใหญ่เด็กก็ท่องเพื่อเก็บไว้ตอบเวลาสอบหรือเวลาไปเที่ยวแล้วพิธีกรถามเพื่อให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งนึกดูก็อดอมยิ้มไม่ได้ว่าฯพณฯนายกฯท่านอุตส่าห์ตั้งมา เด็กท่องอยู่แป๊บ ๆ พักเดียวแล้วก็ลืมกันไป ไม่เชื่อลองถามตัวเราเองที่ก็เคยเป็นเด็ก เคยต้องท่องให้จำทุกปีดูซิครับว่าเราจำได้นานแค่ไหน ที่สำคัญคือจำได้แล้วได้คิดที่จะทำตามที่ท่านมอบให้นั้นแค่ไหน

ไม่ได้แกล้งว่า แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีการนำไปปฏิบัติตามคำขวัญนั้นนักหรอกครับ !

        ที่จริงพวกคำขวัญนี้ในแวดวงการบริหารเขาก็ใช้กันทั้งยังเป็นเรื่องสำคัญด้วยเพราะเป็นวิสัยทัศน์ เป็นเป้าหมายให้คนในองค์กรได้ตระหนักเพื่อจะได้เดินไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งถ้ามองเด็ก ๆว่าเป็นเหมือนพนักงาน มองประเทศว่าเป็นเหมือนบริษัทแล้ว การให้เด็กท่องคำขวัญ ก็เหมือนเป็นการย้ำเป้าหมายที่ประเทศชาติคาดหวังให้เขาเป็น ซึ่งก็น่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยอยู่

        แต่ความจริง เด็กต่างจากพนักงานเพราะพนักงานนอกจากมีวัยวุฒิที่ทำให้พอจะเข้าใจเรื่องของวิสัยทัศน์และเป้าหมายได้มากกว่าเด็กแล้ว ยังมีเรื่องของรายได้ ความก้าวหน้า ความมั่นคงให้ต้องคำนึงถึง จึงเท่ากับมีแรงขับเคลื่อนให้ปฏิบัติตามคำขวัญของหน่วยงานตน ยิ่งหากบวกกับการกระตุ้นเร้าจากฝ่ายบริหาร การตั้งคำขวัญให้พนักงานท่องขึ้นใจก็มีสิทธิที่จะเกิดผลต่อเนื่องออกมาตามประสงค์

        ส่วนเด็กท่องจบแล้วก็แล้วกัน ไปสนุกเพลิดเพลินตามวัย ก็เป้าที่ผู้ใหญ่ไปหวังจากเขา เขาไม่รู้ว่าเมื่อเขาทำตามนั้นแล้วเขาจะได้อะไร (เว้นแต่เวลาไปงานวันเด็กได้ตอบตามนั้นแล้วได้กระปุดออมสิน ได้ท๊อฟฟี่)

        การตั้งคำขวัญวันเด็กเลยค่อย ๆ กลายเป็นประเพณีที่สักแต่ทำ ๆ กัน แม้จะมีความจริงแฝงอยู่มากในแต่ละปีว่าผู้มีอำนาจคือนายกฯนั้นมองอนาคตของชาติว่าเป็นอย่างไร และอยากให้เดินไปทางไหนอย่างเช่นของปี 2529 ป๋าเปรม ท่านให้ไว้ว่า นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม ซึ่งท่านเน้นเรื่องของนิยมไทยเพราะช่วงนั้นเด็กเราไปเห่อของนอกกันมากจนเกิดปัญหาค่านิยม หรือของคุณชวน เมื่อปี 2536 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม หากจำได้ช่วงนั้นบ้านเมืองเราก็มีวิกฤติเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตยกันมาก หรือล่าสุดปีนี้ของคุณยิ่งลักษณ์ คือ “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี“ ก็มีเรื่องของเทคโนโลยีแทรกเข้ามาให้เด็กใส่ใจกัน

ซึ่งหากวิเคราะห์จากภาพรวมของสังคมก็พอจะเห็นอะไรได้มาก โดยเฉพาะที่ผมชอบที่สุดคือการสรุปของผู้รู้อยู่ท่านที่ท่านพูดถึงคำขวัญวันเด็กนี้ว่า
เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ แล้วอยากให้เด็กทำ !
หรือต่อไปผู้ใหญ่ควรหันมาทำตามคำขวัญวันเด็กกับเด็ก ๆ ด้วยดีนะ

Read more

มนุษย์ยุคหิน

by kidmai

August 20, 2012

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2555

        ธรรมชาติมีความพิเศษที่สำคัญอยู่อย่าง นั่นคือการพยายามรักษาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตนเอง

        เช่นลำไยที่หากใครเอาไฟไปเผา ก็จะผลิดอกออกผลมากขึ้นเพื่อรักษาพันธุ์ของตนไว้ หรือสัตว์บางชนิดที่จะสูญพันธุ์ก็จะมีกลไกบางอย่างมาป้องกันตนเอง

        หรือแม้แต่มนุษย์เราเองยามตกอยู่ในความกลัว ความวิตกกังวลด้านการมีชีวิตอยู่ ก็พลิกมาออกด้านความต้องการเสพสมที่มากขึ้น

นี่เป็นสัญชาตญาณการรักษาเผ่าพันธุ์นั่นเอง

        เกริ่นเรื่องนี้เพราะนึกถึงพระสูตรหนึ่งที่ว่าด้วยการกำเนิดของมนุษย์แล้วได้ข้อคิดเทียบเคียงกับปัจจุบันนี้หลายอย่างเลยขอนำมาฝากครับ

        ช่วงต้นของพระสูตรจะเกี่ยวกับการติดในรสชาติอาหารของสิ่งมีชีวิตที่มีความปราณีต แต่เมื่อมาพอใจรสหยาบ อาหารหยาบ ร่างกายก็หยาบตาม จนในที่สุดก็วิวัฒน์มาเป็นร่างกายมนุษย์อย่างพวกเราในปัจจุบัน

        ถัดมาจะเป็นช่วงที่ผมสนใจนั่นคือเริ่มจากเดิมมนุษย์อยู่ร่วมกันโดยมีธรรมชาติจัดสรรอาหารการกินให้อย่างเหลือเฟือ มนุษย์หิวก็ออกไปหาข้าวกินตามต้นได้อย่างง่ายดาย ข้าวก็ออกรวงสม่ำเสมอโดยไม่มีเปลือก จนวันหนึ่งมีมนุษย์ที่ขี้เกียจไม่อยากไปเก็บทุกครั้งที่ร่างกายต้องการแต่เก็บ “เกิน” เผื่อไว้หิวหน้า คือตอนเย็นด้วย เมื่อทำคนหนึ่งคนอื่นเห็นคนอื่นก็ทำบ้างจนในที่สุดทุกคนก็ต่างเก็บสำรองไว้ทั้งวันไม่ต้องเหนื่อยออกหาทุกครั้งที่หิวอย่างเคย

        แต่นั่นยังไม่พอกับความ “ขี้เกียจ” ของมนุษย์ เมื่อสะสมเผื่อมื้อหนึ่งสบายมื้อหนึ่ง ก็เริ่มที่จะสะสมยาวขึ้นเป็น 7 วันสบาย 7 วันเป็นกึ่งเดือน เป็นหนึ่งเดือน คนหนึ่งทำ คนอื่นเห็นเพื่อนสบายไม่ต้องออกไปหาข้าวทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ก็เลียนแบบ ต่างคนต่างสะสมข้าวไว้กินเองเป็นเดือน และเมื่อทุกคนพร้อมใจกันทำเช่นนี้ ข้าวซึ่งเคยเหลือเฟือก็ขาดแคลน ธรรมชาติก็ปรับตัวตามกฏของธรรมชาติที่พัฒนามาป้องกันตัวเอง พืชบางชนิดก็ผลิตหนามแหลม บางชนิดก็มีเปลือกหนา ส่วนข้าวพอเริ่มจะสูญพันธ์จึงมีเปลือกขึ้นเหมือนดั่งปัจจุบันนี้

        และเมื่อมีส่วนเกินมาก กักตุนไว้มากขึ้น ๆ จนกิดความขาดแคลน คนสะสมได้มากก็ต้องมีการปักปันรั้วป้องกันคนมาขโมย คนขาดแต่เมื่อจำเป็นต้องกินก็ต้องใช้กำลังเข้าแย่งชิงกัน เรียกว่าเกิดเป็นกลียุค จากอยู่ร่วมกันเป็นสุขกลายเป็นอยู่กันอย่างศัตรูคอยจ้องจะแย่ง คอยระแวงจะถูกขโมย มีการใช้ความรุนแรง ใช้กำลัง ใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน สุดท้ายไม่สามารถรับสภาพนี้ได้ จึงหันมา ประชุมร่วมกันแล้วเลยเลือกคนที่แข็งแรงที่สุดขึ้นมาเป็นผู้ปกครองเผ่า คอยตัดสินคดีความจะได้ไม่ต้องตีกันเอง

        พระสูตรแจกแจงโดยละเอียดแต่ผมย่นย่อลงมาเสนอเพียงถึงช่วงเวลานี้ เพราะวิวัฒนาการต่อจากนี้ก็เริ่มต้นสู่บันทึกในประวัติศาสตร์คือเริ่มต้นของยุคหิน ที่นอกจากกำลังของหัวหน้าเผ่าแล้วยังมีหมอผีที่ใช้ความกลัวในการปกครองคนอีก และพัฒนามาสู่ปัจจุบันที่ก็ยังไม่ต่างจากเดิมเมื่อหลายล้านปีก่อนเลย ทะเลาะ ขัดแย้ง ใช้กำลังและความรุนแรง จนนำไปสู่การเกิดสงคราม และปัญหาอื่น ๆ เรื่อยมา

ดังนั้นใครบอกว่ายุคเราเป็นยุคที่เจริญแล้วอาจต้องคิดกันใหม่ว่าจริงล่ะหรือ !
เรากล้าบอกว่าเราเจริญทั้งที่เราก็ยังไม่ต่างจากมนุษย์ยุคหินนั้นเลย

        เราสะสมกันเกินความจำเป็นจนเกิดการขาดแคลน จนเกิดการใช้กำลังแย่งชิง เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องมือจากการใช้กำลังเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ ๆ ที่เข้ายุคมากขึ้นเช่นจากขวาน จากธนู เป็นปืน เป็นระเบิด หรือการสร้างความกลัวให้คนยอมสยบจากกลัวสิ่งลี้ลับ กลัวภยันตราย เป็นกลัวจน กลัวลำบาก กลัวไม่มีตัวตนในสังคม

        ข้อสรุปที่ได้จากวิวัฒนาการนี้ก็คือหากมนุษย์เอาแต่เพียงพอดี ไม่โลภ การเบียดเบียนก็จะไม่เกิด การเอาเปรียบกันก็จะไม่เกิด แต่ในความเป็นจริงคือเราไม่พอดี เราโลภมาช้านานจนเราพัฒนาความโลภอันชั่วร้ายและไม่ถูกต้องนั้น มาฉาบทาด้วยค่านิยมที่สวยหรูจนบิดของผิดให้ยอมรับว่าถูกผ่านระบบที่เรียกว่า “ทุนนิยม”

        ทุนนิยม ที่มีพื้นมาจากการกอบโกย การสะสม การละโมบโลภมาก หาให้ได้มากที่สุดเท่าที่กำลังทุน กำลังความรู้ กำลังทรัพย์ต่าง ๆ จะทำได้

        ทุนนิยมที่นำเอาเรื่องของกลไกตลาดมาเป็นข้ออ้างในความชอบธรรม ข้อแก้ต่างที่มักถูกใช้เสมอก็คือคำว่า “ตลาดเสรี” อันเป็นทฤษฏีที่ว่าหากตลาดเปิดเสรีร้อยเปอร์เซ็นต์ การเอารัดเอาเปรียบ การค้าขายขูดรีด การผูกขาดย่อมทำไม่ได้ ราคาขาย คุณภาพจะถูกปรับให้เข้าสู่ความเหมาะสมและสู่จุดสมดุลเอง หรือที่มักใช้ว่า ดีมานด์-ซัพพลาย ความต้องการและกำลังการผลิตจะทำให้ทุกอย่างในระบบสมดุลและออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด

        มีความพยายามที่จะครอบงำ ความพยามที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในระบบนี้ ระบบที่รากฐานก็ระบุไว้ชัดเจนเลยว่าต้องหาส่วนต่าง ส่วนเกินหรือกำไรนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยมารวบรัดสรุปเอาว่าท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์จะออกมาดีมาก ๆ แต่ผลที่ประจักษ์อยู่นั้นก็แสดงให้เห็นว่าไม่เป็นความจริงเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา ไม่ต้องมีงานบางอย่างที่ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่ต้องมีกฏหมายควบคุมราคาสินค้าบางประเภท นั่นก็เพราะความไม่สามารถเข้าสู่สมดุลได้จริงของระบบทุนนิยมนั่นเอง

        ตลกไหมครับ อยู่ในน้ำเน่าแล้วบอกว่าเน่าให้เต็มที่เถิดเดี๋ยวจะกลายเป็นน้ำใสได้เอง
สุดท้ายผมนึกถึงคำของปราชญ์เอกของโลกอย่างท่านมหาตมะ คานธีท่านกล่าวไว้ว่า
There is a sufficiency in the world for man’s need but not for man’s greed.
โลกมีทรัพยากรเพียงพอกับมนุษย์ทุกคน แต่ไม่เพียงพอสำหรับความโลภของมนุษย์เพียงคนเดียว !

Read more

วิจัย

by kidmai

August 19, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2555

        สมัยนี้เขาเห่อการวิจัยกัน !

        จะทำอะไร ขายสินค้า คิดไอเดีย เสนองานแม้กระทั่งเถียงกันในวงเหล้าเป็นต้องมีคำว่างานวิจัยนี้มารองรับ ต้องบอกว่าความคิดตน ความเชื่อตน หรือสิ่งที่ตนนำเสนอ(นำมาเถียง)นั้นเป็นผลการวิจัยจาก…

        ส่วนหนึ่งก็น่าจะดีทำให้คนในสังคมหันมาใช้เหตุ ใช้ผลในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ได้ใช้แต่ความรู้สึก อารมณ์ในการเอาชนะคะคานกัน เรียกให้เท่ห์หน่อยก็ว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่เราจะเป็นวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น

        แต่มองอีกมุมก็ไม่แน่นัก เพราะธรรมชาติของงานวิจัยผลที่ได้ก็คือผลจากการวิจัยนั้นในบริบทแวดล้อมเฉพาะชุดหนึ่งที่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้องการวิจัย ดังนั้นการนำไปใช้ให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ใช้ต้องเป็นนักวิจัยด้วย หรืออย่างน้อยก็รู้ระเบียบวิธีวิจัย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการไปเลือกเอาผลวิจัยที่สอดคล้องกับที่ตนต้องการมาใช้แบบหลับหู หลับตา

        คราวนี้เลยกลายเป็นว่าผลวิจัยนั่นเองเป็นเครื่องมือในการใช้อารมณ์ ในการตะแบงให้ได้ตามที่ตนคิด ที่ตนเชื่อทำได้ทำมาสังคมเลยจะยิ่งย่ำแย่หนักกว่าเก่า แย่ทั้งในเรื่องคนก็ไม่ได้มีเหตุผลขึ้นจริง ๆ แค่เพียง “เหมือน” จะมีเหตุผลด้วยการไปหยิบบางส่วนที่เกี่ยวกับการวิจัยมาใช้ เลยเถิดไปถึงขั้นที่เรียกว่า “งมงายในวิทยาศาสตร์” กันนั่นเลย

        อย่าตกใจกับศัพท์นี้นะครับ เราสามารถงมงายได้ในทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เหมือนจะเป็นตรงกันข้ามอย่างวิทยาศาสตร์ เราก็อาจงมงายในมันได้เช่นกัน เชื่อตะพืด ตะพือ ฝังหัว ฝังใจจนไม่เปิดรับเหตุผลอื่น ๆ ทั้งที่ตัววิทยาศาสตร์เองนั่นแหละที่เห็นกันชัด ๆ ว่าตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันมีการล้มล้างทฤษฏี เปลี่ยนกฏ เพิ่มข้อยกเว้นอะไรกันมามากมาย แต่คนปัจจุบันกลับบูชาสิงที่เนื่องกับวิทยาศาสตร์นั้นจนกลายเป็นความงมงายสุดขั้วได้

        ที่จริงผมมีอีกคำที่ใช้เรียกคนสมัยนี้จำนวนมากที่เข้าใจว่าตนเป็นคนหัวสมัยใหม่ เชื่อมั่นและมั่นใจในวิทยาศาสตร์ ชอบเรื่องเหตุและผล คนกลุ่มนี้จำนวนมากเลยที่เมื่อสัมผัสจริงแล้วเขาไม่ได้ศรัทธาในวิทยาศาสตร์อย่างที่ปากวาา ที่ต้องว่าไปอย่างนั้นเพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เขาดูดี มีเครดิต คำพูดดูน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักมากขึ้น เขาเลยต้องว่าตามนั้น ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเขาควรจะถูกเรียกว่า “นักบริโภคเทคโนโลยี” เสียละมากกว่า อะไรทันสมัย พัฒนาใหม่คนกลุ่มนี้จะชอบและให้น้ำหนักกับมัน จนสิ่งรอบกาย รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งที่สื่อไปถึงวิทยาศาสตร์นี้

        แต่ถ้าสังเกตุให้ดี มีเวลาดูให้ถ้วนถี่จะเห็นไม่ยากเลยว่าคนกลุ่มนี้อีกเช่นกันที่ศรัทธาในสิ่งนอกเหตุเหนือผล ในสิ่งลี้ลับต่าง ๆ นานา หวังพิ่งดวง โชคลาภ สะเดาะเคราะห์ หมอดูทั้งหลาย ทั้งปวง เอาทุกอย่างจนถึงขั้นพ่วงการดูดวงลงบน gadget รุ่นล่าสุด

        หรือเอาแบบใกล้ ๆ ตัวเห็นกันบ่อย ได้ยินกันถี่ นั่นคือการดูดวงบนมือถือ สายโทร.อภินิหารที่ใครโทร.เข้าไปก็สามารถรู้ดวงตัวเองได้หมดตลอด 24 ชั่วโมง และถ้าสังเกตให้ดีเดี๋ยวจะมีเทคนิกการดูดวงแบบแปลก ใหม่สารพัดจะสรรหาออกมาเรียกความสนใจในหมู่ผู้ที่ปากบอกว่าศรัทธาในวิทยาศาสตร์นี้

        ไม่ได้ว่าศาสตร์พยากรณ์นั้นไม่มีจริง หรือเชื่อไม่ได้ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่บอกเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างยิ่งนั่นเองหรือเปล่าที่พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่ตัวพิสูจน์ไม่ได้อย่างฝังหัวในแทบจะทันที ขอเพียงมีเสียงลือ เสียงเล่าอ้างถือเครดิตของผู้พยากรณ์เสียหน่อย

นึกเอาเองเถิดครับว่าอย่างนี้จะไม่ให้ผมเรียกว่างมงายในวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
คุณคงไมได้เป็นคนหนึ่งในนั้นนะครับ !

Read more