วันสำคัญ

by kidmai

September 24, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555

        วันสำคัญมีมากมาย

        แต่เรามักจำได้แต่เฉพาะวันสำคัญที่เราได้หยุด หรือที่เรียกว่าวันนักขัตฤกษ์ ส่วนที่จำได้เพราะได้หยุดไประลึกถึงความสำคัญของวันนั้น หรือเพราะได้หยุดเพื่อไปเที่ยวเตร่ตามอัธยาศัยนั้นไม่อาจทราบได้ แม้ลึก ๆ ในใจแล้ว(ไม่) อยากจะเชื่อว่าเป็นด้วยเหตุผลหลังเสียล่ะมากกว่า

        วันสำคัญล่าสุดขณะที่ผมเขียนต้นฉบับบทนี้ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เป็นวันสำคัญประจำปีที่ปีนี้พิเศษเพราะเป็นปีที่เราเรียกว่าครบรอบ 2600 ปีแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า หรือพุทธชยันตี นั่นคือวันวิสาขบูชา

        แต่น่าเศร้าที่แม้จะเป็นวันสำคัญใหญ่ของชาวพุทธ รวมทั้งของชาวโลกแต่กลับมีชาวพุทธ(ตามทะเบียนบ้าน)ในประเทศพุทธอย่างประเทศไทยเรามีคนหยุดเที่ยวเตร่ในวันสำคัญนี้โดยไม่ทราบความหมายของวันนั้นเลย หากเขียนหรือบ่นต่อไปคงจะยาวและน่าเบื่อเพราะผมบ่นเรื่องนี้มานานน่าจะเกิน 10 ปีได้ล่ะมัง ดังนั้นบทนี้จึงขอข้ามเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นนี้ไปก่อน มาพูดถึงวันสำคัญอีกวันที่ถัดจากวันวิสาขบูชานี้นั่นคือวันที่ 5 มิถุนายนที่ทุกวันนี้ของทุกปีเราถือว่าเป็น

“วันสิ่งแวดล้อมโลก”

        หากใครไม่ทราบก็ไม่แปลกเพราะวันนี้ไม่ได้เป็นวันหยุด แถมกระแสสื่อก็ไม่ได้โหมรุกอะไรมาก จะทราบได้ก็ต้องเป็นจังหวะพอดีได้ฟังข่าวแทรก หรือสกู๊ปพิเศษสั้น ๆ ในวันนั้น แต่ด้วยส่วนตัวเห็นว่าวันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งจึงขอนำมาขยายย้อนหลังต่อเสียหน่อยนะครับ

        จากวันวิสาขะหรือจะเรียกว่าเป็น “วันสิ่งแวดล้อมจิต” ก็พอได้ มาถึงวัน “สิ่งแวดล้อมโลก(กาย)” นี้มีความเกี่ยวข้องกันโดยอาจไม่ได้ตั้งใจ เพราะเราจะดูแลใจให้สะอาด บริสุทธิ์ไม่ได้เลยหากสภาพโลกเรายังย่ำแย่ขนาดนี้ และกลับกันเราจะดูแลสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้เรียบร้อยไม่ได้เลยหากใจเราเองเรายังรักษาไว้ให้สะอาดไม่ได้

เรียกว่าสิ่งแวดล้อมนี้เป็นทั้งเหตุ และเป็นทั้งผลของการทำใจให้สะอาดก็ไม่ผิด
ใจดีสิ่งแวดล้อมก็ดี
สิ่งแวดล้อมดีใจก็ดี

        เป็นเสมือนของคู่กัน เรารู้ เราเชื่อ แต่เราไม่ค่อยทำสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากนัก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร นึกถึงการรักษ์โลกก็นึกถึงแต่การปลูกต้นไม้ การเก็บขยะ ซึ่งต้องใช้เวลาเฉพาะในกาค แสดงออกทำให้หลายคนแม้ใจจะใช่แต่พอขาดการชี้นำ แนะนำ หรือกระตุ้นอย่างเหมาะสม เวลาก็พาให้ความตั้งใจดีนั้นสลายหายไปได้ช่นกัน

        แต่สำหรับปีนี้ผมประทับใจเหลือกินครับ กับสโลแกนรณรงค์รักสิ่งแวดล้อมในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ออกมานั่นคือ

กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว

        เรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวมาก ไม่มีใครไมีกินข้าว ไม่มีใครไม่ดื่มน้ำ เราดื่มกินกนทุกวันในแทบจะทุกเวลา หากเรามีสำนึกรักธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนธรรมชาติโดยไม่จำเป็น อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรที่สุด เช่นนี้จะทให้ธรรมชาติอยู่ข้างเราได้นานขึ้น คอยช่วยเหลือเราให้อยู่บนโลกที่มีสมดุลได้มากที่สุด

        และการกระทำนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่ต้องหาซื้อต้นกล้าไปปลูก ไม่ต้องเสียค่าเดินทางลางานไปทำ แค่เพียงเราตั้งตนอยู่ในวิถีของผู้มีวุฒิภาวะทำ ใช้ บริโภคเท่าที่จำเป็นและด้วยความคุ้มค่าสูงสุดเพียงเท่านี้โลกเราจะน่าอยู่ขึ้นมากแล้ว

        และไม่เพียงการเบียดเบียนจะน้อยลงแต่สิ่งนึกที่ได้จากการรณรงค์นี้จะแพร่กระจายไปยังเริ่องอื่น ๆ ในชีวิตเราด้วย จะกลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งให้เรายืนอย่างมั่นคงสามารถป็นหลักพัฒนาสังคม ๆ ได้ต่อไป

        ฉบับนี้ผมไม่แขวะไปยังการกินแบบบุฟเฟต์เพราะเขียนไปหลายรอบแล้ว ขอมาสร้างด้านดีนี้กันคือช่วยรณรงค์ กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้วนี้ต่อไปแม้จะเลยวันสิ่งแวดล้อมโลกมาแล้ว

ก็เราอยู่กับสิ่งแวดล้อมทุกวันก็ต้องรักเขาทุกวันซิครับ

Read more

กำไร-สงคราม

by kidmai

September 17, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 25 กันยายน 2555

        ช่วงนี้เขากำลังฮิต AEC โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษที่ถือเป็นภาษากลาง โดยส่วนตัวแม้งานในปัจจุบันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเช่นในอดีต แต่มาระยะหลังก็มีอันต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการอยู่เรื่อย ๆ และเหมือนจะบ่อยขึ้น ถี่ขึ้นเสมอเลยจำต้องหันมารื้อฟื้นเรื่องภาษาของตัวเองหน่อย

        ด้านการอ่านก็เริ่มหาตำราวิชาการ นิตยสารต่างประเทศมาอ่านแทนถือว่าได้ทั้งฟื้นการอ่านและได้ศาสตร์ที่แปลกขึ้นเพราะจะเลือกตำราเล่มที่ไม่มีแปล หรือนิตยสารที่ไม่ได้ขายสิทธิ์มาทำเป็นภาษาไทย อ่านแล้วก็รู้สึกดีตรงที่ได้เปิดมุมมองของวิธีคิดจากต่างวัฒนธรรมเป็นการช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีวิธีหนึ่ง

        ส่วนการฟังนั้นอาศัยช่วงก่อนนอนดูภาพยนตร์หรือสารคดีต่างประเทศโดยตัดคำบรรยายหรือ Subtitle ทิ้งก็เป็นการฝึกการฟังได้ดี

        ที่ฉบับนี้ยกเรื่องภาษามาพูดก็เพราะไปได้ยินวลีเด็ดจากหนังนอกที่ดูก่อนนอนอยู่เรื่องหนึ่งเข้า เลยอยากนำมาแบ่งปันกัน เป็นคำคมจากหนังเรื่อง Australia ที่มีซุปเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้าอย่าง นิโคล คิดแมน เล่นเป็นนางเอก เป็นหนังย้อนยุคไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สังคมโลกช่วงนั้นมีการล่าอาณานิคม มีการเริ่มใช้ความรู้ (แน่นอนว่าจากชาติตะวันตก) มาปกครองหรือแผ่อิทธิพลในประเทศห่างไกลซึ่งเหตุการณืนี้เกิดที่ประเทศที่มีนิกเนมหรือชื่อเล่นว่า Down Under เป็นชื่อที่คนถูกเรียกไม่ค่อยจะชอบนักเพราะเป็นคำที่สื่อไปถึงการดูแคลนว่าเป็นประเทศห่างไกล อยู่ต่ำ อยู่ล่างประมาณล้าหลัง ต่ำอารยะประมาณนั้น มองมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการเหยียดนี้มีมานานแสนนานแล้วไม่เว้นแม้แต่กับประเทศที่ปัจจุบันถือว่าเจริญอย่าง ดาวน์ อันเดอร์ หรือประเทศ ออสเตรเลียในปัจจุบัน

        เนื้อเรื่องก็เป็นการแย่งชิงพื้นที่ครอบครองที่ 2 ฝ่าย คือฝ่ายนางเอกที่มารับช่วงต่อจากสามีที่โดนฆาตกรรมกับฝ่ายร้ายผู้มีอิทธิพลเก่า นักเลงผู้กว้างขวาง การแย่งชิงก็เต็มไปด้วยสารพัดกลโกง การใช้อำนาจ การฉ้อฉล การทรยศหักหลัง สอดแทรกไปด้วยความชั่วร้ายเรื่องเพศ เรื่องความรุนแรงต่าง ๆ

        เช่นกัน นี่เท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าความชั่วร้ายที่มีมานาน ในแวดวงของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วก็ไม่พ้นความละโมบโลภมาก ทำได้ทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

        ผมชอบเรื่องนี้จนต้องนำมาดูซ้ำเพราะในหนังยังมีอีกวิถีที่ผมไม่เคยเห็นที่เรียกว่า Walkabout เป็นพิธีที่ให้เด็กพื้นเมืองที่เมื่อโตระดับหนึ่งคือประมาณสัก 10 ขวบแล้วต้องเดินเข้าป่าใช้ชีวิตกับดิน กับธรรมชาติเป็นเวลาครึ่งปี ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เด็กผู้ชายในเผ่าทุกคนต้องผ่าน

        ผมว่านี่เป็นแนวทางที่เหมาะ เพราะให้เด็กได้อยู่กับของจริงเลย ได้เรียนรู้ชีวิตจริงที่นอกจากจะทำให้ใช้ชีวิตกับธรรมชาติได้แล้วยังเท่ากับฝังความเป็นมิตรกับธรรมชาติไว้ในใจเด็กด้วย

        ความเคารพธรรมชาติที่เราเรียกร้องออกมาเป็นเรื่องของสารพัด Green ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Green resort Green Building Green Industrial Green. Economy และอีกหลายหลาย Green นั้นจะเกิดไม่ได้จริงจากการสั่งสอนบนกระดาษเลย

        เขียนไปมากลายเป็นเชียร์หนังไปแล้วยังไม่ได้พูดถึงวลีที่ผมชอบเลย เป็นคำที่สะท้อนทุกสิ่งในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นก็คือ

“สงครามเริ่มเมื่อมีกำไร”

Read more

AEC

by kidmai

September 10, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 18 กันยายน 2555

        เดี๋ยวนี้ไปไหนต่อไหนก็ได้ยินแต่คำนี้จนบางคนที่ไม่คุ้นเคยอาจเริ่มงสงสัยว่า AEC นี้คืออะไร และทำไมถึงต้องพูดกันมากมายปานนี้

        หากจะแปลความแบบกระชับก็พอสรุปได้ว่า AEC คือการรวมตัวกันของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันประกอบด้วยไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดเนเชีย บรูไน และฟิลิปปินส์

        ส่วนที่อาจมีบางท่านคุ้น ๆ เพิ่มประเภท AEC + 3 AEC + 6 อันนั้นยกไว้ก่อนนะครับเอาแค่แกนหลักสิบประเทศที่มารวมกันนี้ก็ทำเอาผมเป็นห่วงจนต้องมาขอเขียนระบายในบทนี้กันแล้ว

        ที่จริงการรวมตัวนี้มิใช่เพิ่งจะรวม แต่มีการดำเนินการมาช้านานร่วม ๆ 40 ปีแล้ว แถมเมืองไทยเราเองนี่แหละที่เป็นโต้โผ หัวเรือใหญ่ในการผลักดันให้เกิดขึ้น แต่วันนี้ วันที่เหลืออีกไม่ถึง 2 ปีนิดหน่อยการรวมกันจริงทางด้านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้น กลับเป็นโต้โผใหญ่อย่างเราเองที่ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เตรียมตัวรับน้อยมาก ความตื่นตัวของประชาชนยังต่ำมาก

        แต่ความไม่พร้อมของการรวมในเรื่องเศรษฐกิจอย่างที่มักยกมาพูดกันเรื่องของภาษา ค่าแรง หรือฝีไม้ลายมือนั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมห่วง แต่ผมห่วงในเรื่องของการ “แยกแยะ” ดีชั่วของเด็กและเยาวชนบ้านเรามากกว่า

        เพื่อให้เห็นภาพที่ผมห่วง ก็อยากให้ช่วยนึกภาพจำลองง่าย ๆ ว่า AEC นี้สุดท้ายแล้วก็เหมือนการที่เรารื้อเอารั้วบ้านของเราออก กลายเป็นพื้นที่เดียวกันกับเพื่อนบ้านรอบข้างอีก 9 หลังใครใคร่เข้าออกอาณาบริเวณของบ้านไหนก็ทำได้ดั่งเหมือนเป็นบ้านตัว ข้าวของเครื่องใช้ก็หมุนเวียนเปลี่บนถ่ายกันได้อย่างไร้รั้วมากั้น

น่าสนุกใช่ไหมครับ

        มองเผิน ๆ ก็น่าจะใช่ แต่มองให้ลึกก็อาจจะเปลี่ยนจากน่าสนุกเป็นน่ากลัว โดยเฉพาะหากขาดการเตรียมตัวรับมือ เพราะมันหมายถึงเราไม่มีอาณาเขตเฉพาะของเราแล้วใครเห็นทำเลหน้าบ้านเราดีอยากจะมาตั้งแผงขายลูกชิ้นปิ้งก็ทำได้ ใครเห็นเราเลี้ยงดูบริวารดีอยากจะมาขอทำงานด้วยก็ไม่มีปัญหา สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของผู้อาศัยเดิม เท่ากับมีคู่แข่งมาแย่งกันขายขึ้นอีกโข

        แต่ความน่ากลัวนี้ยังไม่เท่าความน่ากลัวที่ผมอยากจะเชื่อว่าผมห่วงไปเอง นั่นคือรั้วบ้านที่ถูกรื้อนี้ไม่เฉพาะเรื่องของการค้า การขายเท่านั้นแต่รวมไปถึงเรื่องวัฒนธรรม วิถีชีวิตด้วย

        ลำพังมีกำแพงเด็กและเยาวชนเราก็โดนสื่อนอก วัฒนธรรมต่างแดนครอบเสียจนอยากไปเกิดเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่นกันมากแล้ว อยากจะมีไลฟ์สไตล์แบบเด็กตะวันตก อยากจะใช้ชีวิตการงานแบบฝรั่งเขา ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าหลายค่านิยมนั้นไม่เหมาะเอาเลยกับวิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของเราเอง แต่ด้วยการขาด “ภูมิคุ้มกัน” อนาคตของชาติเราจึงโดนซื้อวิญญาณไปมาก

        แล้วนี่หมดสิ่งกีดขวางแล้วอีกหลากค่านิยมที่จะถาโถมเข้ามาโดยเฉพาะค่านิยมที่ไม่ดีอันมีธรรมชาติในการแพร่กระจายได้เร็ว และกว้างกว่าอยู่แล้วจะแพร่สะพัดไปแค่ไหน เด็กของเราจะเป็นเช่นไร

        จำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับเด็กเราทุกวันนี้แยกแยะดี-ชั่วไม่ได้ ไม่เหมือนเด็กในอดีตที่รู้ว่าเรื่องเพศไม่ดีแต่ห้ามใจไม่ไหว ที่รู้ว่าการตีกันไม่ดีแต่อยากจะโชว์ ฯลฯ แต่ยุคนี้เด็กที่ทำผิดถูกจับมายังงงงงอยู่ว่าเขาทำผิดอะไรเพราะขาดความสามารถในการแยกถูกผิดดีชั่วนี้ไปมาก

        มีคนถามผมว่า AEC นี้จะต้องเสริมวิชาอะไรให้เด็กดี ภาษาอังกฤษหรือจีน ต้องเติมกิจกรรมของประเทศอื่นอีก 9 ประเทศแค่ไหน

        คำตอบที่ผมมักตอบเสมอก็คือ วิชาแรกที่ควรจะเปิดสอนและครูผู้สอนก็คือคุณพ่อ คุณแม่ มิใช่ครูในโรงเรียน เพราะวิชานี้ไม่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรใด ๆ วิชานี้ก็คือ

วิชาแยกแยะดี-เลวครับ

Read more

จำนำสติ

by kidmai

September 10, 2012

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2555

        สถานธนานุบาล ผมชอบคำนี้เป็นส่วนตัว แต่มิได้ชอบเพราะชอบใช้นะครับ ชอบเพราะรูปคำและการออกเสียงที่สวยงาม มีเสน่ห์ แม้เมื่อเจาะลงไปสู่ความหมายแล้วหลายคนอาจจะไม่รู้สึกงามตามไปด้วย เพราะเป็นสถานที่ที่ไม่น่าจะมีใครพึงประสงค์จะเข้า
แต่เด็กยุคใหม่อาจไม่ทราบว่าคือสถานที่นี้คือที่ใด งั้นก็ไม่ยากครับ มาเรียนภาษาไทยเบื้องต้นกันไปด้วยเลยเริ่มจากแยกเป็นคำ ๆ คือ

“สถาน” แปลตรง ๆ ตัวว่าที่ พื้นที่
“ธนา” แปลว่า เงิน
ส่วน “นุบาล” ย่นมาจาก “อนุบาล” แปลว่า ประคบประหงม เหมือนเด็กอนุบาล อนุบาลต้นไม้ฯลฯ
รวมความแล้วคำนี้ก็หมายถึงพื้นที่ที่ไว้ดูแลด้านการเงินเบื้องต้น หรือประคบประหงมฐานะการเงินของผู้เข้าไปใช้สถานที่นั้น

สรุปง่าย ๆ ก็คือ “โรงรับจำนำ” นั่นเอง

        คนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าโรงรับจำนำเพราะนั่นหมายถึงความขัดสนในการเงินของตัว แต่หากมองลึก ๆ ไปถึงวิถีชีวิต ผมว่าโรงรับจำนำนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของสังคม เมื่อใครเกิดวิกฤตการเงินก็นำเอาข้าวของไปค้ำไว้เพื่อหมุนเอาเงินมาจับจ่ายในสิ่งจำเป็นเร่งด่วน จากนั้นค่อยทะยอยหาเงินมาไถ่เอาของกลับมาใช้ หมดอีก ก็เข้าวงจรนี้อีก แม้อาจดูไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนชุมชนให้เดินต่อได้มาอย่างยาวนาน

        ที่สำคัญอีกอย่างที่คนไม่เคยใช้บริการอาจมองข้ามไปคือการได้ฝึกเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวครับ

        คนมีฐานะไม่เดือดร้อนอยากได้อะไรก็ซื้อหาตามอยากนั้นได้ แต่คนที่ต้องเข้าสถานธนานุบาลนี้เป็นนิตย์เวลาพอเก็บเงินได้จะซื้ออะไรอาจต้องพิจารณาถี่ถ้วนหน่อย คือต้องเป็นของที่มีมูลค่ามากพอที่หากอนาคตเกิดปัญหาด้านการเงินเรายังสามารถนำไปจำนำได้ราคา ไม่ใช่เข้าโรงจำนำเมื่อไหร่ก็แทบเป็นลมเพราะไม่เหลือราคาค่างวดให้นำเงินออกมาหมุนกัน

        ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างคุณผู้หญิงอยากแต่งตัว อยากได้เครื่องประดับ ระหว่างเอาเงินไปซื้อทองยามเดือดร้อนทองนั้นยังนำไปแปะโป้งได้เกือบเต็ม ๆ (หรืออาจมากกว่าหากราคาทองขึ้น) แต่ถ้านำเงินนั้นไปซื้อชุดราตรีหรูแบรนด์เนม เมื่อเงินช็อตชุดนั้นไม่สามารถแปรเป็นเงินมาหมุนได้เลย

        หรืออย่างที่เห็นประจำอีกอย่างก็พวกเครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี โฮม เธียร์เตอร์ เวลาไปจำนำเงินแทบจะหายไป 80 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์

ใครก่อนซื้อของมองเผื่อแบบนี้ ก็เท่ากับได้ฝึกการเลือกซื้อของของไปในตัว

        ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้เข้าโรงรับจำนำนะครับ แต่ผมอยากจะชวนมองมุมใหมว่าวิถีการหมุนเงินแบบนี้ล่ะครับที่ดี และเหมาะสมกว่าวิถีใหม่ กับสารพัดบัตรเงินด่วนทันใจ บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดูอินเทรนด์นั้นเยอะมาก ๆ

        เพราะการหมุนเงินผ่านโรงรับจำนำดั้งเดิมแบบนี้ผู้กู้มีทรัพย์สินที่มีมูลค่าจริงไปแปรเป็นเงินออกมา ไม่ได้หวังเพิ่งเงิน หรือรายได้จากอนาคต แม้ท้ายสุดจะหาเงินมาไถ่คืนไม่ไหวก็แค่ปล่อยของขาด ไม่โดนการติดตามทวงหนี้โหดแบบที่เป็นข่าว ต่างจากการหมุนเงินปัจจุบันที่ใช้ “เครดิต” แข่งกันปล่อยจนลูกค้าเคยตัว ใช้เงินในสิ่งที่อาจไม่จำเป็นจริง ก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้เงินผิดประเภทได้ง่าย เพราะเห็นสะดวก เมื่อความอยากครอบงำก็อาจยั้งใจไม่ทัน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็หมดโอกาสกลับใจจำต้องเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็นไปกันแล้ว

        ที่ยกเรื่องเครดิตนี้มานอกจากเพื่อติงกันให้ระมัดระวังเรื่องการหมุนเงินอันเป็นของนอกกายแล้ว ยังอยากจะท้วงกันเรื่องของการหมุนของในกายเราด้วยซึ่งก็ไม่ต่างกันเลย

ภายนอกเราเอาของมีค่าไปจำนำเพื่อแลกมากับความสุข

        ภายในเราก็ชอบที่จะนำเอาทรัพย์ภายในที่มีค่าที่สุดของเราไปจำนำเพื่อแลกเอากับความสุข ความพอใจของเราเช่นกัน คนอายเมื่อเอาของที่เป็นรูปธรรมเข้าโรงรับจำนำภายนอก แต่คนไม่อายเมื่อเอาของที่เป็นนามธรรมเข้าโรงจำนำภายใน เราไม่ลังเลที่จะจำนำทรัพย์ที่มีค่ายิ่งภายในของเราเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข ความพอใจ

ทรัพย์นั้นคืออะไร ?
ทรัพย์นั้นคือ “สติ” ครับ

        เราชอบเอาสติไปแลกกับความอยากสารพัดเข้ามาในใจ เรามักเอาสติไปแลกกับความโกรธให้มันเผาใจ
หรือแม้แต่เราเอาสติไปแลกกับความหลงคิดเรื่อยเปื่อยเข้ามาในเรา หน้าที่ของสติคือการป้องกันสิ่งไม่ดี ไม่งามพวกนี้

สติทำให้เรารู้เท่าทันความอยากได้ เลยไม่เผลอหยิบเงินจับจ่ายแบบไม่จำเป็น สติให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่
สติช่วยให้ความโกรธอยู่ไม่ได้ ทำให้ไม่ไปบันดาลโทสะใส่ใครให้เดือดร้อนใจภายหลัง
สติช่วยให้ไม่คิดฟุ้งซ่านโดยไม่จำเป็น ทำให้ไม่เสียพลังงานไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

        ฉะนั้นจะได้เสพความอยาก ได้สะใจกับการบันดาลโทสะ ได้คิดมันให้เมามัน เราจึงต้องทำลายสติ หรือจะเรียกเบา ๆ ว่าเอาสติไปฝาก ไปจำนำไว้นั่นเอง และที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นคือคนส่วนใหญ่ไม่ยอมไถ่สติออกมาเสียด้วย ปล่อยให้หลงจู๊ยึดไปอย่างถาวรเลย
คนเอาทีวีไปจำนำยังพยายามหาเงินไปไถ่ออกกลับมาเป็นสมบัติของตน

        แต่สติคนไม่สนใจ จำนำแล้วมักปล่อยขาด ทั้ง ๆ ที่บรมครูของเราท่านฝากไว้เป็นเรื่องสุดท้าย ในวาระสุดท้ายก่อนท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไป

พระพุทธองค์ทรงมีปัจฉิมวาจามีในครั้งสุดท้ายว่า

        วยธมฺมา สงฺยารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ ตนและประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท(มีสติ)เถิด

ใครยังไม่ไปไถ่สติออกมาใช้ รีบ ๆ กันหน่อย อย่าให้โดนยึดไปนะครับ !

Read more

อ่านอะไร

by kidmai

September 2, 2012

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอทคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2555

        ทุกคนรับรู้ร่วมกันถึงความสำคัญของการศึกษา

        และทุกคนก็เห็นตรงกัน ว่าการอ่านหนังสือ ตำรับ ตำรานั้นเป็นวิธีการสำคัญในการได้มาซึ่งความรู้

        สำคัญขนาดรัฐบาลชุดกำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เช่นเดียวกับระดับท้องถิ่น ที่กทม.ได้ยื่นให้ยูเนสโกได้พิจารณากรุงเทพฯให้เป็นเมืองหนังสือโลก ซึ่งก็น่ายินดีที่เราชนะเลิศได้เป็นเมืองหนังสือโลกดั่งหวังในปี 2556

        แม้อาจขัดความรู้สึกที่เราทราบกันดีว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะสถิติการอ่านเฉลี่ยเพียง 5 เล่มต่อปีนั้นเทียบไม่ได้เลยกับประเทศที่คนเขารักการอ่านจริง ๆ หรือไม่ได้แม้แต่กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม หรือสิงคโปร์ แต่ด้วยรางวัลนี้เขามอบไม่ใช่พิจารณาจากปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาจากแผนงาน แนวโน้ม หรือศักยภาพของเมืองนั้น ๆ ด้วย

กรุงเทพเราชนะตรงนี้ครับ

        ซึ่งเมื่อได้ตำแหน่งแล้วเราก็ต้องทำตัวให้สมกับตำแหน่งที่ได้ นอกจากจะเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ยังมีการรณรงค์ให้คนไทยรักการอ่าน หันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้นจนมีแนวความคิดหนึ่งผุดขึ้นมานั่นคือ

“ขอให้อ่านเถอะจะเป็นหนังสืออะไรก็ได้”
ดูเผิน ๆ ก็น่าจะดีใช่ไหมครับ แต่จะดี จริงหรือ !!!

        ถ้าเป็นสมัยก่อนนี้สัก 20-30 ปีผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ ไม่ใช่เอาตัวเองตั้งแล้วเหมา ๆ เอาว่ายุคตัวเองดีกว่ายุคสมัยนี้ แต่ผมวิเคราะห์เอาจากบริบทแวดล้อมทั้งหมดโดยเฉพาะในเรื่องของกฏหมาย

        อดีตการจะออกสื่อสักเล่มจะหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้จะจุลสารเฉพาะกิจอะไรนั้นทำได้ยาก ใครทันคงเคยได้ยินว่ามีการซื้อหัวหนังสือกันราคาแพงโขอยู่ หรืออย่างหนังสือเล่มก็ไม่ได้ทำกันสะดวกแบบทุกวันนี้ กว่าแต่ละโรงพิมพ์จะตัดสินใจพิมพ์เรื่องอะไรออกสู่ตลาดนั้นต้องคิดแล้วคิดอีก

        ดังนั้นแม้อาจโดนปิดกั้นอยู่บ้าง แต่เรื่องของจริยธรรม ศีลธรรมอันดีนั้นถูกควบคุมไว้ค่อนข้างเข้ม ความรับผิดของผู้พิมพ์ ผู้เขียน บรรณาธิการก็สูง สื่อที่ออกมาจึงค่อนข้างถูกคัดกรองอย่างเข้มงวด

        แต่มาดูปัจจุบัน การออกนิตยสารแต่ละเล่มนั้นง่ายเหลือเกิน มีช่องทาง มีการจัดจำหน่ายที่สะดวกกว่าเดิมมาก การควบคุมสื่อต่าง ๆ ก็ทำได้ไม่เข้มงวดเท่าโดยเฉพาะกับสื่อทางอินเตอร์เน็ตที่ก็ถือว่าเป็นการอ่านชนิดหนึ่งเช่นกัน

        ผลผลิตจากการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต้องอาศัยการวิจัยใด ๆ แค่เพียงคุณเดินไปตามแผงหนังสือ หรือเข้าร้านหนังสือตามห้างคุณก็จะเห็นแล้ว ว่าหนังสือแนวไหนที่มีอยู่เต็มแผง หนังสือประเภทใดที่มีกระแสตอบรับ

        ก็ลองตอบกันเองนะครับว่าใช่หนังสือที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวคนขึ้นมาหรือเปล่า ราคะ โทสะ ความใคร่ ความรุนแรงต่าง ๆ ที่ดูจะถูกตลาด (กิเลส) มากเหลือเกิน แล้วนี่ละหรือที่จะสามารถใช้คำว่า “อ่านอะไรก็ได้”

ผมว่าถ้าเป็นสื่อที่ทำร้ายจิตวิญญาณเช่นนี้ ไม่อ่านเสียยังดีกว่า เห็นด้วยไหมครับ

        เอาง่าย ๆ ว่าหากลูกเราขอเงินไปซื้อหนังสือโป๊มาอ่านเราจะให้เงินด้วยคิดว่า ”อ่านอะไรก็ได้” อยู่ไหมครับ

        ย่อมไม่ใช่แน่ แล้วหนังสืออื่น ๆ ที่ทำร้ายเด็กไม่แพ้กัน ทั้งยังอาจฝังลึกยิ่งกว่าอีก เพียงแต่ไม่ได้มีรูปแบบตรง ๆ โจ๋งครึ้มแบบหนังสือโป๊ล่ะครับ

ผมว่าก็ไม่ควรอ่านเช่นกัน !
อย่าทำเป้าโดยเอาแต่ปริมาณลืมดูคุณภาพ ได้จะไม่คุ้มเสีย

        เราควรมารณรงค์ให้คนอ่านหนังสือที่คุณภาพดีที่สุดไปเลยจะดีกว่ามาติดยึดกับการจับสถิติการอ่านซึ่งหนังสือเล่มนั้นก็คือ

ใจตัวเราเองครับ

Read more