บันไดเลื่อน

by kidmai

February 27, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2556

        จำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ ผมชอบไปห้างที่นอกจากจะได้ไปเดินเล่นดูของเล่น(ส่วนใหญ่จะรบเร้าคุณพ่อให้ซื้อมายากลให้) อีกสิ่งที่ไม่ใช่ของเล่นโดยตรงแต่ผมชอบเล่นนั่นคือ “บันไดเลื่อน”

        แต่มาตอนนี้บันไดเลื่อนกลายเป็นของอำนวยความสะดวกที่เรียกว่าพื้น ๆ มีกันเป็นสามัญอย่างดาดดื่น ใช้งานกันมากมายทุกหัวระแหงไม่น่าตื่นเต้นเหมือนยุคก่อนอีกแล้ว แต่วันนี้อยู่ดี ๆ ผมเกิดนึกสงสัยขึ้นมาว่าบันไดเลื่อนประดิษฐ์ขึ้นมาทำไมกัน เลยนำมาถามคุณ ๆ กันครับ

        หลายท่านอาจเกาศรีษะแกรก ๆว่าผมถามอะไรแปลก ๆ บันไดเลื่อนก็ประดิษฐ์มาเพื่อช่วยให้คนขึ้น-ลงได้อย่างสบายไง

        นั่นก็ถูกตามภาพที่เห็น ตามสิ่งที่เกิดครับ แต่หากเจาะลึกลงไปว่าการขึ้น-ลงสะดวกนี้ช่วยได้แค่ไหน หรือถามกันให้ชัดคือจำเป็นแค่ไหน เพราะบันไดก็เลื่อนขึ้นได้ทีละชั้น เดินขึ้นบันไดธรรมดาก็ไม่ได้เหนื่อยยากมากมายอะไร จำเป็นด้วยละหรือที่ต้องมาสิ้นเปลืองพลังงานเปิดให้บันไดมันเคลื่อนไปเรื่อย บางบันไดเคลื่อนไปเปล่าเป็นชั่วโมงกว่าจะมีคนมาให้พาขึ้น จะบอกว่าเดี๋ยวนี้มีบันไดเลื่อนรุ่นใหม่ทำงานเมื่อมีคนขึ้นถ้าไม่มีก็หยุด แต่ก็น่าคำนึงต่อว่าแม้จะใช้ไฟฟ้าเฉพาะตอนที่มีคนขึ้นก็ตามแต่มันคุ้มค่าแล้วหรือกับการอำนวยความสะดวกเล็กน้อยเพียงนี้

        หรือบางท่านอาจแย้งต่อว่าก็ช่วยให้คนพิการ ผู้สูงอายุขึ้น-ลงได้ไง

        ถ้าโจทย์เป็นอย่างนั้นก็น่าคิดต่อว่ามันไม่มีวิธีอื่นที่ช่วยเหลือพวกท่านขึ้น-ลงแล้วหรือ คิดแบบไม่คิดมากก็ว่าถ้าร่างกายไม่อำนวยก็สู้ขึ้น-ลงลิฟต์ไปเลยดีกว่าไหม และถ้าจะแย้งอีกว่าถ้าไม่มีบันไดเลื่อนมุ่งไปที่ลิฟต์เดี๋ยวคนดี ๆ ก็ไปใช้ลิฟต์ยิ่งเปลืองพลังงานกันเข้าไปใหญ่

        เรื่องนี้อยู่ที่วิธีการจัดการครับ แบบโหด ๆ เป็นกฏหมายไปเลยว่าให้ใช้ลิฟต์ได้เฉพาะคนที่จำเป็นแบบนี้ก็น่าจะประหยัดไฟได้เยอะ

        ส่วนคนดี ๆ ที่อ้างว่าเหนื่อยขึ้นบันไดเองนั้นก็อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบที่จะทำให้ทางเดินขึ้นไม่ชันจนเหนื่อยและอาจมีสินค้า แสงสีให้เดินชมเพลินกันไปได้จนถึงชั้นที่ต้องการ อย่างหอศิลป์ใหญ่บางแห่งออกแบบทางเดินระหว่างชั้นเป็นทางลาดติดงานศิลปะไปตามทางเช่นนี้ก็เดินขึ้นได้ไม่เหนื่อยเลย หรือในอดีตบางห้างก็มีการจัดสินค้าโปรโมชั่นช่วงชานพัก แบบนี้เดินไป หยุดไป ช๊อปไป ไม่เหนื่อยแถมสนุกผู้รักการช๊อปปิ้งอีกด้วย

        นั่นว่ากันอีกระยะครับ แต่ตอนนี้หากคิดจะรณรงค์ประหยัดพลังงานกันจริง ”คิดใหม่” มีข้อฝากลองคิดแบบพบกันครึ่งทางคือดีไหมที่ถ้าจะมีเฉพาะบันไดเลื่อนขึ้น ส่วนขาลงเป็นบันไดปกติ เพราะที่เหนื่อยคือขาขึ้น ส่วนขาลงเป็นเรื่องสบายอยู่แล้วไม่น่าจะต้องสร้างกันอีก แบบนี้ห้างก็น่าจะชอบประหยัดค่าก่อสร้างทั้งประหยัดค่าไฟด้วย ส่วนลูกค้าก็ไม่น่าบ่นสร้างจิตสำนึกการประหยัดพลังงานร่วมกันทั้งยังได้ออกกำลังกายเบา ๆ ด้วย

มาลองคิดใหม่กับเรื่องเก่า ๆ ดูก็ได้อะไรเหมือนกันครับ !

Read more

จิตสาธารณะ

by kidmai

February 18, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556

        ภาษามีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา มีคำใหม่ ๆ ศัพท์แปลก ๆ เกิดขึ้นมาในสังคมทุกระยะ หลายคำออกแนวหวือหวาตามสมัยนิยมของวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มพลังของสังคม ขณะที่บางคำออกเชิงวิชาการให้สังคมได้ใช้และช่วงหลายปีที่ผ่านมาคำหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เป็นที่ยอมรับในทุกระดับอย่างรวดเร็วคือคำว่า “จิตอาสา”

        ฟังดูเหมือนจะคุ้นเคย เหมือนใช้มานานแล้วแต่หากย้อนกลับไปก่อนนั้นเราจะใช้อีกคำที่ความหมายเหมือนกันนั่นคือ “จิตสาธารณะ”

        ถ้าถามใจผมจริง ๆ ผมชอบคำหลัง (หรือต้องเรียกว่าคำที่มาก่อน) มากกว่า ชอบตั้งแต่ภาษา การออกเสียงที่ฟังไพเราะ สื่อไปถึงความกว้างใหญ่ของขอบเขตแบบไม่มีจำกัด ชอบทั้งความหมายแก่นที่มีลักษณะของผู้ให้ที่ไม่มีประมาณทั้งในมิติของผู้รับ หรือเหตุ หรือเวลา ต่างจากคำว่าจิตอาสาที่แม้การออกเสียงอาจไพเราะในระดับหนึ่ง ก็ให้แต่ความหมายลึก ๆ ยังรู้สึกว่ามีระดับอยู่คือให้เมื่อมีผู้เดือดร้อน เราก็เข้าไปอาสาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ไม่ใช่เป็นการกระทำแบบสาธารณะโดยทั่วไปเท่า

        หากเปรียบกับหมวดธรรมหลักอย่าง พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แล้ว จิตอาสาเหมือนจำกัดอยู่ในส่วนของกรุณาคือปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์เป็นหลัก

        ส่วนจิตสาธารณะนั้นดูจะครอบไปส่วนของเมตตาคือปรารถนาให้เขามีความสุข เลยไปมุทิตายินดีเมื่อเขาประสบความสำเร็จ หรือไปถึงอุเบกขาการวางเฉยด้วยปัญญาด้วย คือเป็นจิตใหญ่ มีความเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจสรรพสิ่งพร้อมจะช่วยทั้งยามเดือดร้อน พัฒนายามปกติ และวางเฉยอย่างเข้าใจยามไม่สามารถช่วยอะไรได้

        แต่พอจิตอาสามีความนิยมกว่า เราเลยมักไปคุ้นคำว่าสาธารณะกับอีกคำนั่นคือคำว่า “นโยบายสาธารณะ”แทน

        “คิดใหม่” ฉบับนี้จึงอยากชวนกันมาคิดว่าว่าแล้วนโยบายสาธารณะนี้คืออะไร เกี่ยวกับใคร เกี่ยวอย่างไร
คำตอบตามหลักวิชา หรือตามสามัญสำนึกทั่วไปก็มักจะตอบว่าเป็นเรื่องของภาครัฐ มีรัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย มีรัฐเป็นผู้ใช้กลไกต่าง ๆ ใช้หน่วยงานราชการเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งนั่นทำให้นโยบายสาธารณะกลายเป็นของสูง เป็นของเฉพาะองค์กรระดับประเทศไป

        แต่หากตอบแบบนักวิชาเกินอย่างผม ผมจะแยกแยะคำนี้ด้วยการใช้ประชาชนทั่วไปเป็นตัวชี้ขาด งานใดที่เกี่ยวข้องกับคนแบบไม่จำกัดล้วน ควรถูกเรียกว่านโยบายสาธารณะทั้งนั้นไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องมาจากภาครัฐ ใช้กลไกรัฐในการดำเนินงาน และจะให้ดีที่สุดนโยบายสาธารณะก็ควรที่จะเป็นพวกเรานี่แหละที่เป็นผู้กำหนด เป็นผู้ปฏิบัติ และเป็นผู้รับผลนั้นเองด้วย

        ลองนึกดูหากหน่วยงานรัฐออกนโยบายเฉพาะกลุ่มบุคคลแบบเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ควรเรียกว่านโยบายสาธารณะไหม ขณะที่มัใครสักคนริเริ่มแนวทางเพื่อเพื่อนร่วมสังคมคนอื่นแบบไม่เจาะจง เปิดกว้างสำหรับคนทุกคน อย่างนี้ควรใช้คำว่าสาธารณะรึยัง

        คำตอบคือแนวทางจากทุกคนเพื่อทุกคนนี่แหละครับที่ควรเรียกว่านโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง และนั่นเองคือจิตสาธารณะที่แท้ ที่สมาชิกของพื้นที่สาธารณะนั้นวางแผนและปฏิบัติต่อสมาชิกในที่สาธารณะนั้นอย่างไม่มีข้อจำกัด หรือเงื่อนไข เมื่อใดสังคมเราไปถึงจุดนั้นได้ผมมั่นใจว่านั่นจะเป็นยุคสมัยแห่งความเจริญโดยแท้จริง

เป็นจิตสาธารณะจริง ๆ จนไม่ต้องมีการอาสากันด้วยทุกคนเป็นเสมือนจิตเดียวกันไปแล้ว จริงไหมครับ !

Read more

เสาเข็มชีวิต

by kidmai

February 18, 2013

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556

        ความฝันของคนจำนวนมากคือการมีบ้านอันแสนอบอุ่นเป็นของตนเอง !

        อาจมีบ้างในบางช่วง บางตอนของชีวิตสมัย Young Adult ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บางคนอาจฝันถึงรถยนต์หรู ฝันถึงตัวเลขในบัญชี ฝันเห็นตนในภาพข่าวในหน้าสังคม ฯลฯ แต่เชื่อเถอะครับว่าพอกาลผ่าน เวลาคล้อย ทุกคนย่อมหวังที่จะมีความมั่นคง ปลอดภัย และเป็นความมั่นคงชนิดที่เรียกว่า “ลงหลักปักฐาน” กันจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่สามารถสะท้อนความปรารถนาลึก ๆ นี้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ก็คือการมีบ้าน การมีแผ่นดินเป็นชัยภูมิที่มั่นคงสำหรับตนเองและลูกหลานในอนาคต หลายคนใช้ชีวิตทั้งชีวิตก็เพื่อไปถึงจุดนั้น

        บ้านจึงเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งความสำเร็จของชีวิต และเมื่อบ้านมีความสำคัญขนาดนี้แล้วทราบไหมครับว่าส่วนใดที่สำคัญที่สุดของบ้าน ?

คำตอบกลับเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นนั่นคือ “เสาเข็ม”

        บ้านภายนอกจะสวยหรูอย่างไรหากเสาเข็มไม่ดี บ้านก็พังไม่สามารถทำหน้าที่ปกปักรักษาผู้อาศัยในบ้านนั้นให้ปลอดภัยได้ เป็นบ้านที่อยู่ไม่ได้จริง

        ขณะที่บางบ้านอาจดูโทรม ของแต่งบ้านก็ไม่มากดูพื้น ๆ แต่ด้วยเสาเข็มที่แกร่งรักษาบ้านให้ต้านพายุ ลม ฝนฟ้าได้อย่างมั่นคง เช่นนี้แม้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นแพงมาประดับแต่อยู่แล้วอุ่นใจสามารถ เรียกได้เต็มปาก เต็มคำว่าบ้าน ลองนึกเล่น ๆ ดูว่าหากคุณตกอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองด้านซ้ายมือคุณเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ มองเข้าไปเห็นเฟอร์นิเจอร์เกรดพรีเมี่ยมราคาแพงระยับแต่กำแพงร้าวมีรอยปริดูจะพังมิพังแหล่ ส่วนด้านขวามือคุณเป็นห้องแถวเล็ก ๆ ตามมาตรฐานทั่วไปแต่ไร้รอยร้าว แบบนี้คุณจะเลือกไปหลบพายุที่หลังไหน เสาเข็มที่ปักอยู่ใต้ดินไม่มีใครเห็นนี้เองครับคือรากฐานอันแท้จริงของบ้าน เป็นตัววัดว่าบ้านจะเป็นบ้านหรือสถานที่โชว์ของ

        ถ้าเริ่มจากเสาเข็มที่ผิด ไม่แกร่ง ไม่สามารถรับน้ำหนักบ้านได้ หรือปักลงไม่ลึกพอจะเป็นฐาน นั่นอาจหมายถึงที่เราเหนื่อยมาทั้งชีวิตอาจพังทลายไปกับตา ใครคิดจะสร้างบ้านของตนจึงมักไม่ละเลย รู้คุณค่าและให้น้ำหนัก ให้งบประมาณกับเสาเข็มนี้

นั่นเป็นเรื่องเสาเข็มของบ้านที่สัมผัสได้จริงเป็นรูปธรรม

        แต่ยังมีเสาเข็มอีกแบบที่อาจสำคัญกว่าเสาเข็มใต้บ้านเราที่เราอาจไม่เคยนึกถึงนั่นคือ เสาเข็มของชีวิต เป็นเสาเข็มทางนามธรรมที่เป็นรากฐานของบ้านทางนามธรรมของเรา เราไม่เห็นเสาเข็มทางรูปธรรมแต่เรารู้ว่าต้องมีเพื่อไม่ให้บ้านพัง และเราก็ไม่เห็นเสาเข็มที่เป็นนามธรรมแต่ที่น่ากลัวคือเราไม่รู้ว่ามันต้องมี !

แล้วบ้าน กับเสาเข็มทางนามธรรมนี้คืออะไร ?

        ต้องมาดูวัตถุประสงค์กันครับ บ้านทางรูปธรรมคือสิ่งปลูกสร้างที่ให้ความปลอดภัย เป็นที่พัก เป็นที่สร้างสรรค์งาน เป็นที่สร้างครอบครัวให้กับกายของเรา บ้านทางนามธรรมก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกันเป็นการปลูกสร้างที่ไว้เพื่อป้องกัน เพื่อสร้างงาน เพื่อสร้างครอบครัวให้กับจิตวิญญาณของเรา ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ “ปัญญา” นั่นเอง ส่วนเสาเข็มทางนามธรรมที่ทำหน้าที่รองรับบ้านหรือปัญญานี้ก็คือ “สมาธิ” ครับ

        สมาธินั่นเองที่เป็นรากฐานสำคัญ ที่จำเป็นต้องสร้างให้แข็งแกร่งมาก ๆ ต้องเจาะลงไปปักหลักให้ลึกในศีล ในธรรม เพื่อที่จะได้บ้าน (ปัญญา) ที่แข็งแรง มั่นคง ปลอดภัยและเป็นประโยชน์

        สมาธิที่หลายคนที่ไม่เข้าใจมักปรามาสว่ามานั่งหลับตาเงียบ ๆ จะได้อะไร จะก่อประโยชน์อะไร จะช่วยให้ทำงานได้เงินมากขึ้นอย่างไร นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าการนั่งหลับตา เงียบ ๆ นี่แหละที่เปรียบเสมือนการตอกเสาเข็มของปัญญา ยิ่งเงียบเท่าใด ยิ่งสงบได้ลึกแค่ไหน ยิ่งไม่รับเอาสิ่งรบกวนภายนอกได้เด็ดขาดเพียงใด นั่นก็เหมือนกับเสาที่ถูกก่อสร้างอย่างถูกแบบแผน ตามหลักตำรา ถูกตอกลงไปลึกถึงชั้นดินที่มั่นคงด้วยเหล็กและปูนตามสเปกไม่ด้อยคุณภาพ

        ผลของเสาเข็มด้อยกับเสาเข็มดีในบ้านจริงอย่างไร ในบ้านปัญญาก็เช่นนั้น หากไร้ซึ่งเสาเข็ม หรือยังตอกเสาลงไปไม่ลึกพอที่จะตรึงเราไว้กับในพื้นที่อันควรซึ่งก็คือศีล แล้วไปเอาแต่ปลูกปัญญาเลย นั่นก็เหมือนเราปลูกบ้านโดยไม่ลงเสาเข็ม ที่แน่นอนวันหนึ่งบ้านย่อมพัง แตกร้าว หมดสภาพ

        ปัญญาที่ไร้ซึ่งสมาธินี้ก็จะเป็น “ปัญญาเฉโก” ที่พร้อมจะคล้อยตามกิเลสที่ซัดเข้ามา ยิ่งปัญญาดี คิดเก่งขนาดไหนแต่หากขาดซึ่งสมาธิวันหนึ่งย่อมล้ม พังทลาย หาค่าไม่ได้ คงเหลือแต่ซากแห่งความสวยงามที่ละเรี่ยพื้นให้คนสมเพช

        ส่วนปัญญาที่มีสมาธิคุมนั้นจะมั่นคงสามารถคุ้มกันเจ้าของบ้านนั้นได้จริง สามารถป้องกันภยันตราย เภทภัยที่จะเข้ามาคุกคามได้จริง สามารถเป็นฐานที่มั่นให้เจ้าของบ้านได้สร้างงาน สร้างชีวิต ส้ร้างครอบครัวได้ตามวัตถุประสงค์

        ศีล-สมาธิ-ปัญญา คือสามขั้นการปฏิบัติของชาวพุทธ หรือที่เราคุ้นกันว่าไตรสิกขา เรารักษาศีลกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอาจรับจากพระหรือตั้งใจสมาทานเองก็ได้ แต่สมาธิเรามักละเลย จะหันไปปลูกปัญญากันเลย นั่นเท่ากับเป็นการข้ามขั้น และปัญญาที่ได้ก็อาจกลายเป็นศาสตราวุธที่มาทำร้ายเราและคนอื่นโดยเราไม่รู้ตัว

        ต่อไปใครบอกว่ามานั่งหลับตาจะได้อะไร ก็ตอบได้เลยครับว่าเรากำลังตอกเสาเข็มให้ปัญญามีที่หยั่งที่มั่นคงเป็นประโยชน์ไม่ก่อเกิดโทษต่อไปครับ

ไม่อยากให้บ้านพังต้องลงทุนกับเสาเข็ม
ไม่อยากให้ปัญญาเฉโกทำชีวิตเราพังต้องลงทุนทำสมาธิกันทุกวัน
คฤหาสน์หรูที่เตรียมพินาศ กับห้องแถวที่มั่นคงคุณเลือกอะไรครับ !

Read more

E Reader

by kidmai

February 12, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

        ผมชอบอิเลคทรอนิกส์มาตั้งแต่เด็ก ๆ จำได้ว่าตอนเรียนประถมยังเคยไปหาแผ่นทองแดงมาลงลายกัดกรดเจาะรูและหาอุปกรณ์มารวมชุดขายให้เพื่อน ๆ โตอีกหน่อยก็ได้เข้าเรียนด้านคอมพิวเตอร์อันเป็นศาสตร์ใหม่มากในยุคนั้นและอาจด้วยการใกล้ชิดพัฒนาการของอุปกรณ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมักเก็งแนวโน้มของเทคโนโลยีได้ค่อนข้างจะแม่น เอาช่วงใกล้ตั้งแต่ที่ Apple เขาออกของเล่นฮิตสมัยโน้นคือ ไอพอด ที่ไว้ดูหนังฟังเพลง ผมมองตอนนั้นว่าหากรวมฟังก์ชั่นโทรศัพท์เข้าไปด้วยสิ่งประดิษฐ์นั้นจะสร้างความตื่นตะลึงให้คนทั้งโลก จากนั้นไม่นานโลกเราก็มี ไอโฟน ที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนมารอคิวซื้อกันข้ามคืน

        จากนั้นพอทราบว่ามีเทคโนโลยีที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่คือกระดานอิเลคทรอนิกส์ผมถึงกับเรียกประชุมกรรมการว่าต่อไปผลิตภัณฑ์นี้จะมีอิทธิพลสูงสุดในสังคมซึ่งต่อมาก็คือ ไอแพด นั่นเอง

        ยกมาไม่ได้จะยกตัวเองแต่จะโยงไปถึงที่ผมเคยบอกว่าหนังสืออิเลคทรอนิกส์ที่เรียกว่า อีบุ๊ค อย่างไรก็มาแทนที่นิตยสาร หนังสือพิมพ์กระดาษแบบดั้งเดิมไม่ได้ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาผลก็ปรากฏเช่นนั้น อีบุ๊คก็เติบใหญ่ไปตามเส้นทาง หนังสือกระดาษเดิมก็ยังขยายได้อยู่ ไม่ได้สะดุดหรือเสื่อมถอยลงแต่อย่างใด

        แต่วันนี้ผมได้พบผลิตภัณฑ์อยู่ชิ้นที่ทำเอาผมถึงกับอึ้งไปเลยเพราะเห็นแล้วเกรงว่าที่เคยบอกว่าหนังสือกระดาษจะไม่กระทบนั้นคงจะไม่จริงเสียแล้ว ทั้งยังห่วงจริง ๆ ด้วยว่าในอนาคตอีกไม่นานกระดาษนั้นจะหายไปหรือลดบทบาทลงในวงการสื่อ จากการเกิดของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ “เครื่องอ่านหนังสืออิเลคทรอนิกส์” หรือ อี รีดเดอร์ (E Reader)

สงสัยไหมครับว่าทำไมตอน ไอแพด เข้าตลาดผมไม่ห่วงแต่พอเป็น อี รีดเดอร์ ผมกลับเกรง

        บางท่านอาจคิดว่าเพราะเดี๋ยวนี้มีเวปที่จำหน่ายหนังสืออิเลคทรอนิกส์มากมายเป็นล้าน ๆ เล่ม ทั้งค่ายพิมพ์ทุกค่ายล้วนเพิ่มหนังสือรูปแบบนี้ไปกับหนังสือจริง ๆ ด้วย ต้องบอกว่านั่นเป็นส่วนสำคัญหนึ่งครับ แต่ที่สำคัญที่สุด เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของหนังสือกระดาษสำหรับผมก็คือระบบของตัวเครื่องอ่าน อี รีดเดอร์ครับ

        อี รีดเดอร์ นี้ไม่เหมือนกับแท็ปเล็ตเช่นไอแพด หรือที่แจกเด็กป.1 เพราะมันเป็นระบบเหมือนหมึกพิมพ์จริง ไม่ใช่เป็นแบบจอภาพที่ให้แสงออกมาจากจอ แสงที่ส่องสู่ตาโดยตรงอย่างไรก็ไม่ชวนอ่าน ไม่ให้ความรู้สึกเดียวกับการอ่านกระดาษ ทำให้แม้ที่ผ่านมาแทปเล็ตจะได้รับความนิยมมากแล้ว มีอีบุ๊คจำหน่ายมหาศาลแล้วอย่างไรมันก็มาแทนการอ่านจริงไม่ได้ จนเมื่อเป็นอีบุคที่เป็นระบบหมึกอิเลคทรอนิกส์(E Ink) ใช้การเปลี่ยนจุดที่มีหมึกไปที่หน้าจอ เปลี่ยนไปเป็นหน้า ๆ เหมือนเวลาพิมพ์หมึกบนกระดาษจริง ๆ ทั้งการอ่านก็ใช้แสงจากภายนอก จากพระอาทิตย์หรือหลอดไฟในการอ่านจริง ๆ ทำให้ไม่มีแสงพุ่งเข้าตาโดยตรงอันเป็นปัจจัยหลักในบรรยากาศการอ่านหนังสือของหนอนหนังสือทั้งหลาย ทั้งยังมีฟังก์ชั่นพิเศษให้ประยุกต์ได้อีกมากทั้งการทำไฮไลต์ ตัวเน้น การย่อขยายตัว การแปลคำศัพท์จากต่างประเทศ หรือการจะส่งแชร์ ส่งเมลทางโซเชียล เนตเวิร์กก็ทำได้เลย

        นี่แหละที่ทำให้คราวนี้หนังสือกระดาษถึงจะโดนคู่แข่งจริง ๆ คู่แข่งโดยตรงที่อ่านได้นุ่ม สบายตาเช่นกัน ทั้งยังมีให้เลือกได้มากกว่า ถูกกว่า สะดวกกว่า อย่างนี้จะไม่ให้ผมห่วงได้อย่างไรครับ

“คิดใหม่” ฉบับนี้ไม่ม่ข้อคิดอะไรมาฝาก แต่นำการคาดการณ์อนาคตมาฝากเพื่อให้คุณผู้อ่านเตรียมตัวไว้เท่านั้นครับ
แต่ตอนนี้ผมขอไปอยู่กับสวรรค์ชั้นใหม่ของคนรักการอ่านที่มีหนังสือนับล้านให้อ่านได้ทันใจและสบายตาก่อนนะครับ !

Read more

ความคิดสร้างสรรค์

by kidmai

February 5, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556

        โลกเราแบ่งออกเป็นยุคสมัยต่าง ๆ กันเช่นยุคหิน ยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม มาถึงยุคไอทีในทุกวันนี้
ยุคที่เรายังคุ้นเคยอยู่และส่วนหนึ่งของประเทศเรายังเป็นอยู่คือยุคเกษตรนั้นมนุษย์ใช้ “ความขยัน” ความพากเพียร อดทนเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน พัฒนา

        แต่มาโลกวันนี้ตัวขับเคลื่อนเปลี่ยนไป จากความขยันผ่านไปสู่การใช้ความรู้ หรือ “ความคิด“ เป็นตัวตัดสินในสนามแข่งขันชิงชัย ใครคิดเก่งก็ได้เปรียบ ใครคิดไม่ทันก็กลายเป็นผู้ตาม จะเรียกว่าใช้ความคิดเป็น “อาวุธ” ก็ได้ ดั่งที่เราเรียกวิชาความรู้ต่าง ๆ ว่าเป็น “ศาสตร์” อันย่อมาจาก ศาสตราอาวุธ นั่นเอง

        ใครรู้มากก็เหมือนมีอาวุธมาก แต่รู้มากนี้ไม่ใช่หมายถึงคิดมาก แต่หมายถึงคิดเก่ง หรือที่ิเดี๋ยวนี้เขาเรียกว่ามี “ความคิดสร้างสรรค์” ถึงขนาดที่รัฐบาลก่อนชูออกมาเป็นนโยบาย เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันกับคนอื่น ๆ ได้ ก็ต้องเป็นเศรษฐกิจชนิดที่เจาะจงว่าเป็น “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ Creative Economy

        ไม่มีข้อสงสัยกับหลักการความถูกต้องในเรื่องนี้ แต่ปัญหาสำคัญสำหรับคนที่อยากปฏิบัติตามก็คือ แล้วอย่างไรล่ะถึงจะเรียกว่า “สร้างสรรค์”

        คำตอบส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องของความแปลก ใหม่ ไม่เหมือนใคร ไม่ซ้ำใคร ตอบเช่นนี้จะว่าถูกก็ถูกล่ะครับ แต่เป็นเพียงแค่ส่วนเดียว และเป็นส่วนเล็กเสียด้วย

        แล้วส่วนใหญ่คืออะไรล่ะ ?

        ก่อนเฉลยลองตอบคำถามนี้เล่น ๆ กันดูก่อนนะครับ

        สินค้าอะไรที่สร้างสรรค์ที่สุดของมนุษยชาติ ?

        คงได้กันหลากหลายคำตอบขึ้นอยู่แต่ละสำนักจะใช้เกณฑ์วัดใดในการตัดสิน ซึ่งแต่ละคำตอบก็มีเหตุผลที่มีน้ำหนักในการสนับสนุน แต่เฉลยที่ผมชอบที่สุดคือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ครับ

        หลายคนแปลกใจ และฉงนเพราะนึกไม่ถึง หรือไม่เชื่อว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ไม่น่าแปลกครับเพราะปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้กลายเป็นของสามัญที่เห็นกันดาดดื่น มีอยู่ทุกบ้าน ทุกสำนักงาน แต่ลองนึกย้อนไปในอดีตสัก 50 ปีที่แล้วก่อนจะมีมันซิครับ สมัยที่จะหาซื้ออาหารการกินต้องเข้าตลาด หรือไม่ก็ตามร้านค้า แผงลอย รถเข็นปรุงกันสด ๆ ตามชุมชน ใครที่เกิดหิวหลังตะวันตกดินก็ต้องกลับบ้านทำกินเอง ถ้าที่บ้านไม่มีอาหารสดตุนไว้เป็นอันต้องหิ้วท้องรอพระอาทิตย์ขึ้นกัน แล้วใครล่ะครับที่สามารถคิดได้ว่าสามารถนำเอาอาหารหลักอย่างบะหมี่มาอบแห้ง พร้อมปรุงเพียงแค่ลวกน้ำร้อนลงไป แถมสามารถเก็บตุนได้นาน ราคาก็ไม่แพงมาก

        เห็นไหมครับคนที่คิดเช่นนี้ได้ในยุคนั้น จัดเป็นการคิดใหม่ ทั้งยังสร้างสรรค์สุด ๆ เป็นประโยชน์ต่อมหาชนอย่างยิ่งจนกลายเป็นมรดกของมนุษยชาติกันเลย และความเป็น “ประโยชน์” นี่แหละครับคือเงื่อนไขที่ผมเกริ่นไว้ว่าสำคัญที่สุด

        ไม่แปลกสำหรับความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ แต่จะเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์ได้ก็ต่อเมื่อความคิดแปลกใหม่นั้นต้องเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ด้วย

        หากไม่เช่นนั้นความแปลกนั้นคงเป็นได้เพียง จินตนาการ หรือความเพ้อฝันอันไม่มีแก่นครับ

        สิ่งที่ “อัจฉริยะ” คิด กับสิ่งที่ “คนบ้า” คิดอาจไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ทั้งคู่แต่สิ่งที่ต่างกันคือคนบ้าคิดเพ้อเจ้อฝันเฟื่องไปเรื่อย ๆ แต่อัจฉริยะคิดบนรากของประโยชน์ส่วนรวมหรือแวดวงวิชาการของเขาครับ

ใครที่จะเริ่มทำ Creative Economy อย่าลืมเริ่มที่คิดประโยชน์ไม่ใช่คิดให้แปลกเข้าว่านะครับ !

Read more