ข่าวดี

by kidmai

April 27, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2556

        ยุคนี้เป็นยุคสื่อครองโลก !

        ใครมีสื่อในมือหมายถึงการสามารถส่งความคิด ความเชื่อของตนไปสู่มหาชนได้ และเมื่อมีมวลชนอยู่ในมือผู้นั้นย่อมสามารถทำสิ่งที่ปรารถนาได้ไม่ยาก หากเป็นเรื่องการเมืองก็คือการมีประชาชนหนุนหลังให้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ หากเป็นพ่อค้าก็เท่ากับมีฐานลูกค้าในมือเหนียวแน่นเกินกว่าคู่แข่งจะมาแบ่งตลาดได้

        นั่นเป็นด้านผู้ส่งสาร ขณะที่ด้านคนรับสารก็ต้องระวังให้มากเพราะหากไม่ตั้งหลักให้ดี จะเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งนั่นคือการตกเป็นเหยื่อ ตกเป็นฐานอำนาจ ตกเป็นฐานลูกค้า และที่น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกก็คือบางคนเต็มใจยอมอยู่ใต้อำนาจทั้ง ๆ ที่รู้เหมือนเพลงฮิตที่คุ้นหู “รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก”

        จะกลัวไปทำไมกัน กับการที่จะเป็นฐานเสียงให้ใครตราบใดที่เขาให้สิ่งที่เราต้องการได้ บอกจะให้ค่าแรงเท่านี้บาทต้อวัน จะให้ลูกเรียนฟรี จะให้พ่อแม่รักษาฟรี เขาก็ให้ จะเป็นไรไปที่จะหลงกลพ่อค้า หากสินค้านั้นเราชอบเสียอย่าง เรายอมผ่อนจ่ายเพื่อความโก้เก๋ของเราเสียอย่าง หากคิดใกล้ก็พอรับได้ครับ แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่าการเป็นทาสแบบนั้นนั่นแหละคือความทุกข์อันแสนแยบคาย

        นายอาจมอบสุขเล็ก ๆ ให้บ้างแต่แลกกับจิตวิญญาณของทาส เมื่อสื่อสำคัญปานนี้ สื่อก็ต้องพยายามทำให้มีคนติดตามมาก เป็นหนังสือพิมพ์ก็ต้องมียอดขายสูง ๆ เป็นโทรทัศน์ก็ต้องมีเรตติ้งดี ๆ ซึ่งก็คือการนำเสนอสิ่งที่คนดู คนอ่านชอบ และหากจำต้องเลือกระหว่างข่าวด้านดีกับข่าวด้านร้าย การนำเสนอข่าวร้ายดูจะเป็นที่นิยมมากกว่า เพราะธรรมชาติของคน ชอบเสพข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี หรือมุมกลับกันคนไม่ค่อยชอบเสพข่าวดีส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลึก ๆ เราอาจแอบอิจฉาเขา

        ขณะที่แม้เราอาจไม่ถึงขั้นสะใจ สาใจเวลาใครประสบทุกข์ แต่ข่าวร้ายของคนอื่นมันทำให้เรากิดความสงสารและนั่นคือการยกระดับตัวขึ้น คือเราอยู่ในสภาวะที่เหนือกว่า มีคนที่ด้อยกว่าเราอยู่ ความรู้สึกแบบนี้ล่ะครับที่อันตราย หากไม่เท่าทันมันจะกัดกร่อนความสูงส่งของใจมนุษย์เรา ข่าวดีอิจฉา ข่าวร้ายสะ(เทือน)ใจ

        แล้วที่ถูกควรจะเป็นเช่นไร ?

        ก็ต้องเป็นอีกด้านครับ คือเสพข่าวดีแล้วชื่นชมยินดีกํบคนดีนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ลึก ๆ ในใจแอบค่อนขอดว่าไม่เห็นจะเท่าไหร่ ตัวฉันก็ดีกว่าเพียงแต่ขาดโอกาสออกสื่อเท่านั้น ขณะที่เมื่อเสพข่าวร้ายก็ต้องไม่สงสารพร้อมลักคิดว่าเราเหนือกว่า แต่ต้องเป็นความสงสารในระดับกรุณาคือพยายามหาทางช่วยเหลือด้วย อาจไม่ใช่โดยตรงแต่โดยอ้อมเช่นการป้องกัน การให้ความรู้ หรือการรณรงค์ก็ว่าตามแต่บริบท

หากเสพข่าวเช่นนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าวันหนึ่งข่าวร้ายจะหมดไปจากโลกครับ !

Read more

พิชิตหุ้น

by kidmai

April 27, 2013

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2556

        ตัวชี้วัดกระแสสังคมง่าย ๆ ตัวหนึ่งก็คือ “อันดับหนังสือขายดี” หนังสือหมวดไหนติดอันดับมากหมายถึงสังคมกำลัง “อิน” กับเรื่องนั้นมาก

        อย่างช่วงปี 2000 หนังสือแนวพยากรณ์ ภัยพิบัติแห่กันขึ้นชาร์ต หรืออย่างช่วงน้ำท่วมหนังสือป้องกันภัย รู้เรื่องน้ำก็ครองกันแทบจะทุกอันดับ ส่วนปีนี้หนังสือที่ขายดีที่สุดคือหนังสือ “แนะนำการเล่นหุ้น” ครับ แถมเฉพาะเจาะจงไปด้วยว่าเป็นสำหรับกลุ่มมือใหม่
นั่นสะท้อนอะไร ?

        มันสะท้อนถึงนิสัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่อยากได้เงินมาก ๆ อย่างง่าย ๆ และต้องเร็ว ๆ แม้ปัจจุบันงานผมจะหนักไปทางด้านงานการกุศล งานเผยแผ่ธรรมะ แต่อดีตผมเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารวิเคราะห์หุ้นเล่มแรก ๆ ของประเทศจึงพอมีความรู้เชิงจิตวิทยาของผู้เล่นไม่น้อย ผมเลยมักได้คำถามจากคนที่ทั้งอยากเล่นหุ้น และปฏิบัติธรรมเสมอ ๆ ว่าจะเล่นหุ้นพร้อมปฏิบัติธรรมได้อย่างไร เพราะวัน ๆ เต็มไปด้วยความโลภ

        ซึ่งผมจะยังไม่ตอบแบบ แต่จะแยกแยะให้เขาเห็นก่อน ว่าแท้จริงแล้วบรรดานักเล่นหุ้นรายย่อย หรือที่มักเรียกว่า “นักเก็งกำไร” นั้นเขาไม่ได้เล่นหุ้นด้วยความโลภอย่างที่ถามกันมา และไม่เพียงไม่ใช่ความโลภแต่ยังกลับด้านกัน นั่นคือส่วนใหญ่ใช้ “ความกลัว”

ย้ำครับว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ !

        อาจเริ่มด้วยความโลภ อยากรวย อยากมีเงิน อยากสบายทำงานง่าย ๆ แต่ได้เงินเยอะ ตื่นมาแค่ดู ๆ อ่าน ๆ ฟัง ๆ แล้วจะวิเคราะห์เองหรือเชื่อตามข่าวกระแสก็สั่งซื้อขาย ง่าย ๆ เท่านี้ก็ร่ำรวยมากมาย มากกว่าทำงานเหนื่อยจากเช้าจดค่ำ ตลอดทั้งปีอีก บรรดานักเล่นหุ้นเกือบทั้งหมดมักวาดภาพด้วยความโลภไว้เช่นนั้น

        แต่หลังจากนั้นล่ะ หลังจากเขาได้ตัดสินใจเริ่มด้วยการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไว้ ด้วยคะเนว่าราคาน่าจะวิ่งขึ้นเพื่อที่จะขายได้กำไร อะไรเกิดขึ้นต่อ สิ่งต่อจากนั้นเป็นแบบนี้ครับ หากหุ้นนั้นผิดจากคาดคือไม่ขึ้นแต่ลงคนซื้อไว้ก็จะเริ่มทุรนทุรายแล้วว่าตนขาดทุน เกิด “ความกลัว” ขาดทุนขึ้น เกิดความ “เสียดาย” เงินของตนที่หายไปจากราคาที่ลดลงนี้ ความกลัว ความเสียดายนี่แหละที่เรียกว่า เป็นลูก เป็นหลานที่เกิดมาจากรากของ “โทสะ” ความกลัวในใจ

        คราวนี้มาอีกด้านคือด้านที่คาดถูก ราคาหุ้นที่ซื้อขึ้นสูงขึ้นอย่างที่หวัง แต่โดยธรรมชาติของหุ้นแล้วนักเล่นเขาทราบดีครับว่ามันไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง มันจะมีจังหวะหยุดพักตัว มีการถอยลงมาสร้างฐานตั้งหลักอยู่ตลอด ซึ่งในระหว่างทางนั่นแหละครับที่คนถือหุ้นนั้นจะเกิดความกลัว และความเสียดายเช่นกัน

เสียดายกำไรที่น้อยกว่าเมื่อวาน
กลัวเดี๋ยวมันไม่ยอมขึ้นต่อ
ถึงขั้นกลัวลดลงมาเท่าทุนขาดทุน

        รวมความแล้วคือไม่ว่าจะตัดสินใจถูกหรือผิดก็ล้วนแต่ออกด้านความกลัวทั้งนั้น ซึ่งเมื่อรวมเวลาแล้ว เราจะใช้เวลาในตลาดหุ้นไปกับโทสะมากกว่าโลภะเยอะ ดังนั้นหากใครอยากสำเร็จในตลาดผมมีเคล็ดลับมาให้ครับ

        ก็ในเมื่อส่วนใหญ่เราตกในโทสะ และเงื่อนไขสำคัญของการชนะหุ้นก็คือ การตัดสินใจได้โดยปราศจากอคติ ตัดสินใจซื้อขายตามข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้นงานเราคือต้องจัดการกับโทสะในใจให้ได้ และวิธีการที่จะจัดการก็มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว นั่นก็คือใช้สิ่งตรงข้ามกันมาจัดการ เมตตา คือสิ่งนั้น

        ดังนั้นหากคุณอยากมีกำไรจากการเล่นหุ้น คุณต้องหมั่นแผ่เมตตา เยอะ ๆ ครับ เมื่อใจคุณมีเมตตาเป็นพื้นเมื่อโทสะจากสถานการณ์หุ้นเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้านใด ด้วยความคุ้นชินในเมตตาของใจเรา ใจเราจะปรับสภาพให้กลับคืนภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อใจเป็นปกติก็เรียกว่าใจเรามีความเที่ยงตรง การตัดสินใจจึงมีโอกาสที่จะแม่นยำสูงกว่าการตัดสินใจบนความกลัว ผลก็คือความสำเร็จในการซื้อ-ขายหุ้นจะตามมา

        นั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ (ในใจ) จริงของนักเลงหุ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการอยู่ในตลาดคือตอนมีหุ้นถืออยู่ในมือ ค้างอยู่ในพอร์ตไปจนถึงช่วงการตัดสินใจขาย เป็นช่วงของการ “ลุ้น” ราคาระทึก แต่ไหน ๆ แล้วก็ขอจำลองภาพให้ครบทุกช่วงคือจังหวะก่อนที่เราจะซื้อที่เรามักนึกว่าเรากลัว ลังเลละล้าละลังจะซื้อดี ไม่ซื้อดี สำหรับบางคนก็ตัดสินใจด้วยความกลัว คือความทนไม่ได้ต่อภาวะกดดันจะไม่ซื้อก็กลัวเดี๋ยวหุ้นขึ้นซื้อไม่ทันจะพลาดโอกาสทอง จะซื้อก็กลัววิเคราะห์ผิดสุดท้ายก็ตัดสินใจหนีสภาพกดดันนั้นด้วยคำสั่งซื้อให้จบ ๆ กันไป ขณะที่อีกกลุ่มก็ตัดสินใจด้วยความโลภ วาดฝันถึงราคาซิลลิ่ง 5 วันติดก็มูมมามสั่งซื้อเสียเลย

        และด้วยเพราะโลภว่าหุ้นตัวนั้นจะทำเงินให้เรา เราเลยไม่ได้วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล จึงกล้าไปถึงบ้าที่จะตัดสินใจซื้อ ทางแก้ก็เช่นเดียวกันครับ นั่นคือการใช้สิ่งตรงข้ามกับความโลภคือการ “สละออก” หรือการ “ทำทาน”

        เราได้ยินเสมอว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ซึ่งเป็นความจริงแม้แต่ในโลกของการเล่นหุ้นครับ
        โลกการค้าปกติเราให้สินค้าที่ดีมีประโยชน์ เราย่อมได้ผลกำไรจากผู้ใช้หรือลูกค้าเรา
        โลกหุ้น เราบริจาค หมั่นสละใจเราก็จะปลอดจากอคติ ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น

        การฝึกแผ่เมตตา และ การทำทานทำให้ปลอดจากกิเลสรุมเร้า ย่อมตัดสินใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วจะไม่ให้เราชนะในเกมหุ้นได้อย่างไรกัน

ใครหวังพิชิตหุ้นก็มาปฏิบัติธรรม ทำทาน และมี เมตตา กันครับ !

Read more

ตัวอย่าง

by kidmai

April 22, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 16 เมษายน 2556

        ตัวอย่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า sample เป็นคำ ที่เห็นโดยทั่วไปโดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าที่มักมีสินค้าตัวอย่างไว้ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้กัน หรือในแวดวงวิชาการก็จะมีตัวอย่างที่หมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่สุ่มมาเพื่อทำการวิจัยในเรื่องที่สนใจ แทนที่จะทำกับประชากรทุกหน่วย

        ทั้งสองนัยยะที่ยกมาเป็นตัวอย่างในความหมายที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับการใช้ชีวิตนัก แต่มีอีกความหมายที่น่าใส่ใจและนำมาพูดคุยกันมากกว่านั่นคือตัวอย่างที่มีชีวิต หรือ “บุคคลตัวอย่าง” นั่นเอง เรามักได้ยินเสมอว่าพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก ดารานักร้องต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน หรือม้แต่ครูอาจารย์ก็ต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างแก่ศิษย์

        ตัวอย่างในนัยยะนี้ต่างกัน ไม่เพียงแต่สำคัญแต่ยังสำคัญมาก ๆ มากจนถือว่าเป็นอนาคตของสังคมนั้น ๆ เลยทีเดียว พ่อแม่เล่นพนันเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ลูกจะหวังให้เด็กในบ้านนั้นปลอดการพนันย่อมหวังยาก หรืออย่างที่เราได้ยินกันประจำคือบรรดานักร้อง พิธีกรที่พูดไทยไม่ชัดก็ทำให้เด็กใช้ภาษาไทยวิบัติได้วย หรืออย่างครูอาจารย์หากทำตัวไม่ดีให้ศิษย์เห็นค่านิยมนั้นจะติดไปสู่ในวงการนั้นด้วย

        อย่างครูสอนโภชนาการแต่ทำตัวสกปรกไม่สะอาดเท่าที่ควร ลูกศิษย์ก็จะพาลไม่พิถีพิถันเรื่องความสะอาดไปด้วย หรืออย่างนักบวชหากอาวุโสไม่เคารพรักษาข้อวัตร วินัยให้แม่น ผู้น้อยก็พลอยจะหย่อนยานตาม สิ่งเหล่านี้เหมือนเล็ก ซึ่งก็อาจเล็กจริงหากเจาะดูเฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ อย่าช่วงไม่กี่ปี หรือช่วงอายุคนเดียว แต่หากมองยาว แบบข้ามเจเนอเรชั่น หรือหลักร้อยปี พันปี สิ่งเล็ก ๆ ที่เริ่มไว้ย่อมลุกลามใหญ่โตจนเกินแก้ เหมือนเราปล่อยชายผ้าไว้นิดเดียวมนจะค่อย ๆ รุ่ยไปเรื่อยจนท้ายสุดเสื้อตัวนั้นจะไม่เป็นเสื้อแต่เป็นด้ายเส้นยาว ๆ เท่านั้นเอง

        ฉะนั้นมาช่วยกันครับ มาทำตัวอย่างที่ดีในทุกหัวโขนของเราอย่างเฉพาะไปแค่ในบ้านที่ทำให้ลูกเห็น แต่ต้องในบทอื่นด้วยไม่ว่าจะในฐานะเจ้านาย ในฐานะผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะในฐานะครูอาจารย์ เพราะอย่างเจ้านายหรือผู้ที่ตำแหน่งสูงกว่านั้นผู้น้อยอาจกลัว อาจเกรงแต่ก็ทราบว่าสามารถแซงได้เลื่อยขาเก้าอี้ได้ แต่กับครูนั้นผู้เรียนจะไม่รู้สึกเช่นนั้นอาจเพราะเรามีสัมพันธ์กับครูมาตั้งแต่เด็ก รากแหง้าความเคารพจึงฝังลึกกว่ากับเจ้านาย และนั่นลึก ๆ เราจึงยึดเอาครูเป็นแบบอย่าง เพราะสิ่งที่ถ่ายทอดที่สำคัญกว่าวิชาการก็คือวิธีคิด วิธีการใช้ชีวิตของครูนั่นเอง

        หากครูสอนดีแต่วิธีคิดคิด ลูกศิษย์ก็อาจซึมซับเอาการเลี่ยงบาลี หรือความซ่อนเงื่อนนั้น ๆ ไว้ด้วย เจ้านายผิดลูกน้องอาจไม่ตามเพราะใจส่วนหนึ่งก็อยากเหนือกว่านายอยู่เป็นทุนอยู่แล้ว แต่ครูผิดด้วยศรัทธาที่ฝังลึกในการมอบให้จะทำให้ลูกศิษย์คล้อยตาม ยอมตามได้ไม่ยาก

        บทนี้เขียนเพื่อฝากครูทุกคนครับ ว่าสิ่งที่มากกว่าวิชาที่มอบให้ศิษย์ก็คือ “แบบอย่างการใช้ชีวิต” ที่ศิษย์เห็นครับ เหล้า หวย อบายมุข อย่าทำให้เด็กเผลอรับเอาโดยมีศรัทธาเป็นใบเบิกทางนะครับ !

Read more

ประตูแห่งชัยชนะ

by kidmai

April 22, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2556

        ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมฟุตซอลชิงแชมป์โลกที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น แถมยังได้ดูคู่แห่งความทรงจำคือคู่ทีมชาติไทยของเราพบกับทีมอันดับ 1 ของโลกอย่างสเปน

        ต้องขอบคุณระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ที่ทำให้ผมสามารถหาตั๋วคู่นี้มาให้แพ-พายลูกสาวของผมได้ตามที่เด็ก ๆ เรียกร้อง ทั้ง ๆ ที่เป็นนัดที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยงจนมีตั๋วผีมายืนขายอย่างที่ไม่ได้เห็นกันมานาน ก็แหม..ทีมชาติเราเองขอให้เล่นกันด้วยใจ คนทั้งประเทศก็พร้อมเข้าไปให้กำลังใจกันล้นสนาม

        บรรยากาศทั้งในและนอกสนามวันนั้นต้องบอกว่าสุดยอด มีการเชียร์ที่หาดูไม่ได้ง่าย ๆ มีอุปกรณ์เชียร์สารพัด มีการแต่งหน้า แต่งตัวด้วยสีสันของทั้ง 2 ชาติ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดได้ง่าย ๆ จนผมรู้สึกว่าแค่สองสาวมาสัมผัสบรรยากาศการเชียร์กีฬาจริง ๆ เช่นนี้ก็คุ้มแล้วกับประสบการณ์ชีวิตที่เขาจะได้กลับไป

        แต่… ที่คุ้มสุดยอดกว่านั้นก็คือสิ่งที่และเด็ก ๆได้รับในสนามก่อนจบเกมครับ !

        แม้ผลการแข่งขันเราจะพ่ายไปยับเยินถึง 7 ต่อ 1 แต่หนึ่งประตูที่เรายิงได้นี่แหละที่จะทรงค่าในใจแพ-พายไปอีกนาน

เพราะอะไร ?

        ต้องขอเล่าย้อนไปตอนเริ่มเกมเด็ก ๆ ก็โบกธงเชียร์กันไปตามประสา ลุ้นไปตามเกมจนจบครึ่งแรกเราโดนนำอยู่ 2-0 กลับมาครึ่งหลังก็เชียร์กันต่อจนสักพักสกอร์ก็เริ่มไหลไปเป็น 3 4 5 6 จนถึง 7 หมดทางสู้โดยสิ้นเชิง จนผมตั้งใจว่าสัก 3-5 นาทีก่อนหมดเวลาจะพาแพ-พายออกจากสนามก่อนเพื่อเลี่ยงความแน่นขนัด

แต่ก็ทำไม่ได้ครับ !

        เพราะนักเตะเรายังคงวิ่งทุ่มเทกันเต็มที่ทุกคน ทุกลูก ไล่ไม่ทันก็ไล่ สู้ไม่ได้ก็สู้ คนดูทีวีอาจไม่เห็นอารมณ์ร่วมแต่ในสนามนี่เราสัมผัสใจอันเกินร้อยของนักเตะเราได้ชัด ชัดขนาดคนดูถอยไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกผิดมากถึงขั้นเหมือนไม่รักชาติกันเลยทีเดียวหากจะเดินหนีออกก่อน

        ผม-แพ-พายเลยไม่ลังเลช่วยกันกับคนทั้งสนามเชียร์ให้เราบรรลุเป้าหมายคือการทำประตูให้ได้ จนท้ายสุดก่อนหมดเวลานิดเดียวประตูนั้นก็มาถึงจริง ๆ วินาทีที่บอลซุกตาข่าย สนามแทบแตก ไม่ได้ดีใจที่ยิงได้ทำให้เสมอหรือชนะ แต่ดีใจที่ในที่สุดความพยายาม ไม่ท้อถอย มุ่งมั่นก็ได้สิ่งตอบแทน ทุกคนสัมผัสถึงรางวัลแห่งความทุ่มเทไม่ยอมแพ้นั้นว่ามันหอมหวนขนาดไหน ผมดีใจที่ไม่พาเด็ก ๆ ออกก่อนจบเกม เพราะนี่เป็นสิ่งล้ำค่ามากเขาได้เห็นตัวอย่างจริงของการ “สู้เต็มที่”

        จบเกมด้วยความสุขแม้จะแพ้ขาด แต่แพ-พายยังไม่ยอมกลับ ปีนมายืนบนม้านั่งโบกธงไตรรงค์ให้กับเหล่านักเตะที่เดินมาขอบคุณแฟน ๆ รอบสนาม จวบจนนักเตะคนสุดท้ายเดินออกจากสนามนั่นแหละสองสาวถึงยอมเดินลงกลับบ้าน

        ผมไม่ทราบจะกล่าวขอบคุณเหตุการณ์นี้อย่างไร ได้แต่เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อรำลึกถึงประตูแห่งความสำเร็จนี้ครับ !

Read more

คุณค่าชีวิต

by kidmai

April 22, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 30 เมษายน 2556

        ส่วนตัวผมทำงานด้านสาธารณกุศลคือเป็นผู้บริหารมูลนิธิบ้านอารีย์อันเป็นหน่วยงานที่ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และอาจเป็นเพราะสถานที่ตั้งของมูลนิธิที่อยู่กลางเมืองบวกกับเป็นจังหวะที่สังคมกำลังต้องการหายามาแก้โรคร้ายทางจิตอยู่ งานของมูลนิธิในช่วงสิบปีก่อนจึงกลายเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนจำนวนมาก

        นอกจากนั้นผมยังมีหมวกอีกหนึ่งใบในงานด้านสงคมสงเคราะห์นั่นคือหมวกของผู้บริหารสมาคมบ้านปันรักอันเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ และชุมชน เป็นตัวกลางในการจัดเวทีให้ผู้ที่มีรัก มีความเอื้ออาทรจะได้มาปันรักและความอารีนั้นแก่เพื่อน ๆ ก็เช่นกันครับอาจเป็นด้วยสถานที่ที่เดินทางสะดวกทำให้งานของสมาคมเป็นที่รู้จักและมีคนมาใช้ประโยชน์กันมากมายไม่ว่าจะเป็นการสอนคอมพิวเตอร์ เฟซบุค ทวิตเตอร์ หรือไอแพด ในกิจกรรมไอทีสำหรับผู้สูงอายุ หรือกิจกรรมอย่างการสอนลีลาศ มวยจีน โยคะ หัตถศิลป์ ภาษาจีน ภาษาอังกฤษในด้านของสุขภาพการใช้ชีวิต
แต่กิจกรรมที่ผมชอบที่สุดของสมาคมกลับเป็นกิจกรรมที่ทดลองจัดอยู่ 3-4 ครั้ง เป็นกิจกรรมที่มาจากข้อเสนอของครูที่มาสอนคอมพิวเตอร์ให้คุณยาย คุณน้า เขาเรียกกิจกรรมนี้ว่า

        “คุณค่าชีวิต“

        รูปแบบไม่มีอะไรมากเป็นการหมุนเวียนขึ้นมาเล่าชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านโลกมากทั้งด้านสำเร็จและล้มเหลวให้เพื่อน ๆ ร่วมห้องฟัง บางท่านฟังดูเหมือนไม่มีอะไร ชีวิตของชาวบ้าน คนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเรื่องราวที่สาธารณะให้ความสนใจ แต่ผมมองต่างครับ ผมเห็นว่าคนทุกคนแม้ผ่านเหตุการณ์เดียวกันแต่ด้วยความเป็นคนละคนที่หล่อหลอมมาต่างกันย่อมมีมุมมองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์เดียวกันในประวัติศาสตร์หน้าเดียวกันนั้นต่างกัน

        และนี่เองคือประโยชน์ใหญ่หลวงไม่ใช่ในแง่ของประวัติศาสตร์ แต่เป็นต่ออนาคต ที่รุ่นต่อ ๆไปจะได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย และได้เห็นผล ที่ส่งออกมาต่างกันในแต่ละปัจเจก ซึ่งหากเราสามารถมีตัวอย่างที่มากพอหมายถึงเราสามารถมองเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งได้แบบรอบด้านจริง ๆ ไม่ใช่มองผ่านมุมเดียว เลนส์สีเดียว หรือจากกรอบความคิด ความเชื่อเดียวของผู้บันทึกประวัติศาสตร์ หรือผู้เขียนบันทึกนั้น

        สิงที่ได้ไม่ใช่การยืนยันความถูกต้องของสิ่งที่ล่วงไปแล้ว แต่เป็นการตกผลึกองค์ความรู้ชุดใหม่จากข้อมูลเดิมที่ถูกมองผ่านกรอบความคิดอันหลากหลาย ตรงนี้แหละครับที่หาไม่ได้ในตำราทั่วไปที่มีคนเขียนคนเดียวหรือคณะเดียวแต่จะหาได้จากความต่างในตัวละครจริง และหากศึกษาแบบเจาะลึกลงไปผมมั่นใจเหลือเกินว่าผลึกความรู้ที่ตกได้มานั้นจะสรุปลงป็นความจริงแท้ของธรรมชาติชุดหนึ่งที่คนได้ไปแล้วจะมีค่าต่อชีวิตเขามาก

        เพราะนี่คือกิจกรรม “คุณค่า“ ชีวิต ไม่ใช่ “มูลค่า“ ชีวิตอย่างที่เราคุ้นกันบนโลกปัจจุบันนี้ครับ

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณมีคุณค่าเสมอ กรุณาสละเวลาเขียนบันทึกส่วนตัวของคุณไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาด้วยนะครับ !

Read more