คำถามกวนโอ้ย

by kidmai

June 13, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2556

        เด็กเปิดเทอมกับรถติดเป็นของคู่กัน แต่พอติดอยู่ในรถกับเด็กทำให้ผมนึกถึงช่วงวันแม่อยู่ปีที่ทางมูลนิธิบ้านอารีย์ที่ผมดูแลอยู่ได้จัดคณะครอบครัวธรรมะขึ้นไปทำกิจกรรม “ปลูกวันแม่เกี่ยววันพ่อ” กันที่รีสอร์ตกระท่อมเต่าบนเขาค้อ ครั้งนั้นมีครอบครัวไปร่วมด้วยเกือบสิบครอบครัวรวมกว่า 40 ชีวิต ซึ่งกิจกรรมในระหว่างนั้นมีน่าสนใจมากมายที่ยังความสุข ความอบอุ่นให้เกิดขึ้นแก่ผู้เข้าร่วมหากมีโอกาสผมจะทะยอยนำมเล่าสู่กันฟังนะครับ

        แต่บทนี้ขอเล่าช่วงที่อยู่ในรถขาไปก่อนโดยเริ่มกันตั้งแต่ออกเดินทางกันเลย ตามธรรมเนียมก็มีการลงทะเบียน รับกำหนดการ บรรยายภาพรวมของกิจกรรมให้หมู่คณะรับทราบ โดยขาไปเราจะเดินทางด้านนครสวรรค์-พิษณุโลกที่แม้จะไกลกว่าอีกด้านแต่อยากให้เด็ก ๆ ได้ไปปากน้ำโพ ไปไหว้พระพุทธชินราชกันก่อนขึ้นเขา แล้วขากลับค่อยลงด้านเพชรบูรณ์-ลพบุรีจะได้เห็นสถานที่เยอะ ๆ และเพื่อให้มีกิจกรรมทำกันในรถไม่เบื่อสำหรับครอบครัวที่ร่วม ทีมงานจึงเตรียมเกมเป็นคำถามไว้ให้ได้ทำกัน 2 ชุด 2 ช่วง ช่วงแรกจากบ้านอารีย์ไปนครสวรรค์ก็จะมีคำถาม 2 ชุด ชุดแรกเป็นคำถามจริงคือเป็นความรู้รอบตัวเกี่ยวกับสถานที่ที่เด็ก ๆ กำลังจะไปเช่น ปากน้ำโพเป็นที่รวมของแม่น้ำอะไร คำขวัญประจำจังหวัดไปจนถึงฝึกการสังเกตุอย่างหมายเลขเขตเบอร์โทรศัพท์ คำถามชุดนี้จัดให้เด็กได้ความรู้พื้นฐานกัน

        ขณะที่คำถามชุด 2 เป็นคำถามกวนโอ้ยเช่น ปลาอะไรคุมทะเล ที่คำตอบคือปลาเก๋า ข้อนี้ชัดพียงแต่อาจนึกกันไม่ค่อยออก หรือบางข้อกวนแบบชวนโอ้ยจริงอย่าง เดือนอะไรมี 32 วัน ที่คำตอบคือ เดือนกว่า ๆ

        บางคนอาจมองว่าเป็นคำถามไร้สาระ เล่นกันกันเบื่อระหว่างเดินทาง แต่แท้จริงแล้วทีมงานตั้งใจจัดปัญหากลุ่มนี้ด้วยความหวังประโยชน์แฝงอีกไม่น้อย ข้อแรกเลยคือความสนุกที่มาพร้อมความอบอุ่นในครอบครัวที่จะเกิดขึ้นจากการได้ทำอะไรร่วมกัน ถัดมาคือตัวผู้ใหญ่เองที่จะได้ฝึกคิดนอกกรอบ หลุดจากกรอบความคิดเดิม ๆ ที่เคยชิน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ไร้สาระ และไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เราบอกนิยมเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เรามุ่งสร้าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่าง Creative Economy เราก็ต้องฝึกวิธีคิด วิธีมองปัญหาจากมุมใหม่ ๆ จากมิติใหม่ ซึ่งเกมกวนโอ้ยแบบนี้แหละที่ช่วยได้

        การตอบคำถามไร้สาระนี้ถูกหรือผิดไม่สำคัญเท่าได้ฝึกวิธีมองนอกกรอบอันจะเเป็นเชื้อในการงานจริงต่อไป และประโยชน์แฝงสุดท้ายที่เราคาดหวังให้กิดก็คือความเชื่อมั่นในตัวเองของเด็ก ๆ คำถามแบบนี้เด็กมักตอบได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเมื่อเขาตอบเก่งกว่าคุณพ่อ คุณแม่ นั่นหมายถึงการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้ขา สร้างความเชื่อมั่น ให้เขาภูมิใจกับความสามารถของตัวเองซึ่งทั้งหมดนี้หากผู้ปกครองประคับประคองต่อให้ดีจะเป็นพื้นให้เขาได้เป็นฐานในการเรียนต่อไปได้อีกมาก นี่แหละครับประโยชน์เขาคำถามกวนโอ้ยที่วันนี้ผมมาเชิญชวนคนที่มีลูกอยู่ในวัยกำลังโตลองไปหามาเล่นกันในครอบครัวนะครับ ได้ทั้งความอบอุ่น และวิธีคิดที่จะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ

บางสิ่งมองผ่าน ๆ เหมือนไร้สาระ แต่ก็มีสาระไม่น้อยทีเดียวครับ !

Read more

กล้วยแขก

by kidmai

June 13, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2556

        ฉบับนี้ขอเขียนเรื่องเบา ๆ เล่น ๆ นะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับของกินที่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน เป็นอาหารว่างที่กินเพลิน เคี้ยวสนุกนิยมกันมากขนาดไม่นานมานี้มีข่าวว่าตำรวจออกตรวจจับคนขายตามแยกไฟแดง นั่นก็คือ กล้วยแขก ครับ

        ได้ยินแล้วหลายคนอาจนึกไปถึงวลีคุ้นหูที่ใช้หยอกบรรดาหนอนหนังสือคือ “อ่านทุกอย่างแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก” อ้อ..ตรงนี้คงต้องขยายสำหรับเด็กรุ่นใหม่สักนิดเผื่อน้อง ๆ หลายคนอาจเกิดไม่ทันยุคที่เราขายของกันด้วยถุงกระดาษ เป็นยุคที่เด็กแทบจะทุกครัวเรือนมีกิจกรรมเหมือนกันยามว่างคือการพับถุงขาย

        สมัยก่อนพวกหนังสือพิมพ์ นิตยสารนี่อ่านจบทุกบ้านมักจะเก็บไว้พอมีเวลาว่างๆ คุณแม่ก็จะกวนแป้งเปียกแล้วชักชวนลูก ๆ หลาน ๆ นำหนังสือเก่าที่เก็บไว้นั้นมาพับเป็นถุงขายกัน ได้ร้อยใบละ 1 – 2 บาทให้พ่อค้า แม่ค้าหน้าตลาดไปใส่ของขายถือเป็นสินค้าจำเป็นเพราะสมัยนั้นยังไม่มีถุงก๊อบแก๊บแบบตอนนี้ เด็กก็ช่วยงานกันด้วยความสนุก ได้เงินด้วย

        บางบ้านทำกันเป็นล่ำเป็นสันคือพับขายกันทุกเย็นหลังเลิกเรียนเพื่อนำเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัวนึกแล้วก็เสียดายวิถีชีวิตนี้เก่าๆ นี้เหมือนกันครับ ไว้มีโอกาสคงขอมาทวนบรรยากาศ รำลึกความหลังกัน แต่ฉบับนี้อยากชวนคิดกันว่าเหตุใดทำไมถึงโยงการบ้าอ่านเข้ากับถุงกล้วยแขก ทำไมไม่เป็นถุงถั่วต้ม ถุงไข่นกกระทา ถุงแป้งจี่ ถุงปาท่องโก๋ที่เป็นอาหารขบเคี้ยวเหมือนกัน ใช้ถุงแบบเดียวกัน

        ผมลอง “คิดใหม่ “ คิดเล่น ๆ ดูได้ออกมาตามนี้ครับ

1. กล้วยแขกไม่ใช่ถั่วต้มที่ต้องใช้ทั้ง 2 มือในการกินทำให้ไม่เหลือมือไว้ถือถุงอ่าน
2. กล้วยแขกไม่ใช่แป้งจี่ หรือไข่นกกระทาที่สามารถกินได้คำเดียวหมดชิ้น มือจึงว่างไปทำงานอย่างอื่นระหว่างเคี้ยวได้ แต่กล้วยแขกต้องกัดแล้วถือค้างไว้กับถุง
3. ถุงกล้วยแขกร้อนและต้องเปิดถุงระบายอากาศไม่สามารถพับได้ ทั้งยังต้องคอยหมุนถุงเพื่อระบายความร้อนในการจับทำให้มีโอกาสเห็นข้อความที่ดึงความสนใจให้อ่านได้
4. กล้วยแขกไม่ใช่ปาท่องโก๋ที่กินตอนเช้าพร้อมตั้งสภากาแฟ แต่เป็นของกินรองท้อง ตอนบ่ายคนเดียวทำให้ไม่มีเพื่อนชวนคุยมากเหมือนตอนเช้า

        “คิดใหม่” ฉบับนี้อาจดูไม่มีสาระ แต่อยากให้เป็นแนวทางในการฝึกกระตุ้นความคิดจากเหตุการณ์ที่เรามักผ่าน ๆ ไปโดยไม่ได้เฉลียวใจกันครับ เท่ากับจะเป็นการฝึกคิดนอกกรอบ หรือคิดสร้างสรรค์อีกทางหนึ่งครับ แต่ที่ไม่ต้องคิดมากคือ ใครอ่านแล้วอยากกินกล้วยแขกอย่าลืมซื้อมาแบ่งผมด้วยนะครับ(ฮา)

Read more

4 ถึง

by kidmai

June 13, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2556

        เป็นประจำที่ทุกวันเสาร์ที่ 4 “สถาบันคิดใหม่” ของผมจะมีการจัดเวทีสาธารณะ เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาเสวนากันในประเด็นที่สังคมกำลังสนใจให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งเรื่องที่จัดกี่คราคนก็แน่นทุกครั้งก็คือเรื่องเศรษฐกิจ การค้าหรือจะให้ตรงจริง ๆ ก็คือเรื่องของ “ความร่ำรวย” การสร้างเนื้อสร้างตัว ปลายปีก่อนผมได้รับเกียรติจาก “ขาโหด” อ.ธันยวัชร์ จาก SME ตีแตก กับ ดร.วัชรมงคล จาก บาธรูม ดีไซน์ มาขึ้นเวทีแบ่งปันความรู้ให้ผู้สนใจประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศเราจะไปรวมตัวกับเพื่อนบ้านก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเชี่ยน หรือ AEC ว่ามีสิ่งใดต้องเตรียมตัว เตรียมใจกัน

        ซึ่งหลังเวทีวันนั้นผู้ฟังเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าเนื้อหาแน่นมาก มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการนำไปใช้งาน ผมเลยอดไม่ได้ที่จะนำมาแบ่งปันผู้อ่าน “คิดใหม่ ดอทคอม” ด้วยครับ และคำถามยอดนิยมข้อหนึ่งคือ “อยากเป็นนายตัวเองมีไอเดียแต่ไม่มีทุนจะทำอย่างไร?”

        อ.ธันยวัชร์ตอบว่าทุนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดพร้อมให้หลักการไว้ถึงกลเม็ด เคล็ดลับสู่ความสำเร็จไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ 4 ถึงนี้ต่างหาก และ 4 ถึงนั้นคือ

        1. ตาถึง คุณจะต้องมีสายตาที่กว้างไกลและต้องอ่านตลาดได้ถึง ได้ขาด ต้องรู้ว่ามีช่องว่างตรงไหน เทรนด์ตลาดเป็นอย่างไรทำตามเทรนด์ได้แต่ไม่ทำตามกระแส

        2.ใจถึง หลายคนที่ข้อมูลแน่น วิเคราะห์ได้ คิดสร้างสรรค์หาจุดต่างที่ดีกว่าของสินค้าตนได้คือตาถึงในข้อต้นแล้วแต่มักกลัว ไม่กล้าที่จะเริ่ม ที่จะทำงานของตัวเช่นนี้ก็หมดกันคืออย่างไรก็ไปไม่ถึงฝันแน่ ดังนั้นตาถึงแล้ว ใจยังต้องถึงด้วยต้องกล้าที่จะทำ

        3.มือถึง กล้าทำนั้นดีแล้วแต่การจะทำแล้วสำเร็จผู้ทำต้องทำเป็นด้วย ต้องมีความรู้เรื่องงานนั้น ๆ อย่างดี ถ้วนถี่ สรุปคือต้องมือถึงคือทำเป็น ทำเก่งหมั่นฝึกปรือวิทยายุทธ์ให้สามารถจัดการกับงานนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง รอบคอบ และเหมาะสม

        4.คนถึง 3 ถึงแรกนั้นช่วยให้สำเร็จไปมากแล้วแต่จะสำเร็จจริง สามารถเติบใหญ่อย่างยั่งยืนได้ด้วยต้องมีคนที่เป็นงานมาช่วย ลำพังทำเองคนเดียวนั้นยากที่จะทำได้ หรือหากได้ก็อาจขยายต่อไม่ไหว ดังนั้นจึงต้องรู้จักใช้คน รักษาคน พัฒนาคนเป็นสำคัญด้วย

        นี่ล่ะครับ 4 ถึงจากอ.ธันยวัชร์ที่เมื่อบวกด้วย “อิทธิบาท 4” จากดร.วัชรมงคลที่เป็นการกระทำ 4 อย่างอันเป็นบาทฐานสู่ความนำเร็จที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ นั่นคือ

1.ฉันทะ ความรัก ความสุขในการทำงาน
2.วิริยะ ความขยัน หมั่นเพียรที่จะทำงานนั้น
3.จิตตะ มีสมาธิมุ่งมั่นในงาน
4.วิมังสา หมั่นใคร่ครวญ ตรวจสอบ พัฒนางาน

        ใช้ทั้งสอง 4 นี้ผมรับประกันถึงความสำเร็จอย่างแน่นอน ใครสนใจอยากฟังคลิปเวทีนี้เต็ม ๆ ตามไปฟังได้ที่ http://www.kid-mai.com นะครับ รวมถึงสามารถตามประเด็นดี ๆ ที่ผมหมุนเวียนมานำเสนอในเวทีเดือนต่อๆ ไปด้วยจะได้ไม่พลาดเรื่องน่ารู้ จากวิทยากรผู้รู้กันครับ

Read more