แผนยุทธศาสตร์

by kidmai

September 29, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 23 กันยายน 2556

        นักวางแผนยุทธศาสตร์มักจะเป็นที่ยกย่องผสมชื่นชม และอาจแกมด้วยอิจฉานิด ๆ จากคนรอบข้างเพราะคนทั่วไปจะมองว่าการที่ใครจะเป็นนักวางแผนได้นั้นหมายถึงต้องเป็นคนที่มีความฉลาดเหนือมาตรฐานคนทั่วไป มากกว่านั้นยังต้องเฉลียวกว่าคนปกติคือมีเชาว์ ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ และมากขึ้นไปอีกคือต้องเป็นคนที่สามารถคิดได้ยอกย้อน ล้ำลึก เรียกว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงภูมิและมีคุณค่าที่สุดตำแหน่งหนึ่งในยุคปัจจุบันทีเดียว

        แต่นั่นมีเงื่อนไขว่าทุกอย่างต้องเคลื่อนไปตามที่ควร ระบบต้องเดินไปตามครรลองนะครับ

        เพราะงานใหญ่ทั้งหลายนั้นมิอาจสำเร็จได้ด้วยการต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แต่ต้องมีจุดร่วมกัน อาจไม่ใช่ทำงานเดียวกันแต่ต้องไปในวัตถุประสงค์เดียวกัน ภาษานักการทหารเรียกว่าแยกกันเดิน ผลัดกันตี แต่มีศัตรูร่วมกันนั่นแหละครับ

        นักวางแผนยุทธศาสตร์ก็คือผู้คุมภาพใหญ่นั้น แล้ววางแผนส่งให้เหล่าแม่ทัพนายกองไปปฏิบัติตาม

        และที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกิน “ขงเบ้ง” ผู้หยั่งรู้ดินฟ้านั่นเอง

        ขงเบ้งวางแผน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ยกทัพไปออกศึก บางสมรภูมิขงเบ้งอาจส่งไปตีคนละทิศ ให้คนหนึ่งบุก คนหนึ่งถอย คนหนึ่งล่อ แต่ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

        งานระดับชาติก็เช่นกัน ต้องวางแผนประสานกันให้ดีงานถึงจะเกิด ชาติไหนมียุทธศาสตร์ที่ดีก็มีชัย คนในประเทศก็มีความสุข ชาติไหนเดินกันมั่วซั่ว ทั้งยังอาจขัดขากันเองชาติก็ไม่เจริญ คนในชาติก็ลำบาก

        “อย่างนี้แปลว่าเมืองไทยขาดนักวางแผนที่เก่ง ๆ หรือไรคนเราจึงอมทุกข์มากกว่าสุข”

        ต้องตอบว่าไม่ใช่ครับ คนไทยเก่ง ๆ มีมาก แต่ลำพังการมีแผนดีไม่ได้หมายถึงสำเร็จเสมอไปเพราะจะไปสู่จุดนั้นได้ต้องมีการแปรจากแผนยุทธศาสตร์ไปเป็นแผนปฏิบัติและนำไปทำด้วย

        ขงเบ้งวาง เล่าปี่ กวนอูเตียวหุยล้วนเข้มแข็งที่จะปฏิบัติตาม จ๊กก๊กนี้จึงขึ้นมาคานอำนาจกับอีกสองก๊กได้

        ตรงนี้ล่ะครับที่ไทยเราขาด มีแต่แผนยุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนปฏิบัติ ฝ่ายวางแผนก็วางกันไป ฝ่ายทำก็ทำกันไป ไม่ได้เดินตามแผนนั้นเพราะไม่รู้จะเดินอย่างไรในเมื่อไม่มีแผนการทำงานให้

        แล้วที่ไม่มีก็เพราะความอุ้ยอ้าย เทอะทะที่พอแผนวิชาการเสร็จ กว่าจะแปลเป็นแผนปฏิบัติการก็เปลี่ยนผู้บริหาร กรรมการหมดวาระกันไปแล้วต้องมาเริ่มวางแผนกันใหม่อีก หรืออย่างดีพอเริ่มทำไปได้นิดก็หมดเทอมโดยยังไม่ได้เดินตามแผนเท่าไหร่เลย สุดท้ายเลยต้องอาศัยการทำงานแบบประจำไปเท่านั้น

        แล้วจะทำอย่างไร ?

        คิดแต่ไม่ทำ ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ทำแต่ไม่คิดก็อาจจะไม่เหมาะ ดังนั้นต้องแบ่งสัดส่วนให้ดี คิดให้น้อยหน่อยแล้วทำให้มากขึ้นแบบนี้จะเห็นผลดีขึ้นแน่นอนครับ

        สรุปคือเรามีแต่นักคิด แต่ขาดนักทำ หรือจะบอกว่าที่เราขาดไม่ใช่นักวางแผนแต่ขาด “คุณ-นะ-ทำ” ก็ได้ครับ

Read more

ขนทรายเข้าวัด

by kidmai

September 29, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 30 กันยายน 2556

        จะหมดปีแล้วยังไม่ได้เขียนเรื่องชอบใจที่เกิดเมื่อต้นปีเลย ก็ขอสักหน่อยนะครับ

        จะบอกว่าผมชอบสงกรานต์ปีนี้มาก เพราะไม่เพียงแต่การจราจรที่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่เป็นจราจล ขึ้นล่องกรุงเทพ-เขาค้อไม่เจอรถติดเลย คล่องตัวมากกว่าวันหยุดธรรมดาที่เคยไปเสียอีก

        สาเหตุหนึ่งสันนิษฐานว่ามาจากคนไทยรายได้ดีขึ้น (?) เลยไปเที่ยวต่างประเทศกันมากขึ้น อีกทั้งคนที่เหลือเที่ยวในประเทศส่วนหนึ่งก็เข็ดเลยไม่ไปต่างถิ่นตน อยู่รื่นเริงตามสารพัดถนนข้าวในเมืองใหญ่ ขณะที่มีข่าวพยากรณ์อากาศก่อนหน้าว่าอุณหภูมิจะร้อนเป็นประวัติการณ์คนเลยไม่นึกถึงเขา มุ่งไปทะเลมากกว่า ทำให้สงกรานต์ที่ผ่านมาผมมีความสุขกว่าทุกคราแต่ที่ชอบมาก ๆ ถึงมากที่สุดไม่ใช่เรื่องจราจรแต่เป็น การเล่นสงกรานต์ที่ดูแล้วเรียบร้อยขึ้น งดงามขึ้นมากครับ

        แม้เหตุผลจะมาจากการออกกฎหมายที่ออกมาห้ามความเลวร้ายต่าง ๆ ทำให้เริ่มเห็นบรรยากาศสงกรานต์เดิม ๆ กลับมา

        ใครที่อายุขึ้นเลขสี่จะพอนึกออกว่าแต่ก่อนนั้นเราเล่นสงกรานต์กันแบบอบอุ่น ในหมู่เครือญาติ หรือในหมู่บ้านใกล้เรือนเคียง ค่อย ๆ ขอรดน้ำกัน ค่อย ๆ ปะแป้งให้กัน ไม่ใช่สาด หรือละเลงแป้งแถมอนาจารอย่างยุคนี้

        ปีนี้ได้เท่านี้ ปีหน้าก็ขอค่อย ๆ ขยับลงมาอีกเรื่อย ๆ จนท้ายสุดแล้วขอสงกรานต์ดีแบบเดิม ๆ ของเรากลับมา สงกรานต์ที่ครอบครัวมาพร้อมหน้า รดน้ำคลายร้อนให้พร อวยพรกัน เจอเพื่อนบ้านก็ใช้เทศกาลนี้สานสัมพันธ์ ทำความรู้จักกันมากขึ้น

        แต่ยังมีอีกประเพณีที่ผมอยากให้นำกลับมาด้วยนั่นคือประเพณี “ขนทรายเข้าวัด”

        ไม่ได้หมายถึงอยากให้มีแค่การรณรงค์จัดแข่งขันการก่อเจดีย์ทรายนะครับ แต่อยากให้รณรงค์ไปถึงจิตสำนึกในขนทรายเข้ามาวัด

        ให้ไปถึงอดีตวิถีชีวิตของไทยเราที่มาจากแต่เดิมที่วิถีชีวิตชาวบ้านเราอยู่กับวัดตลอด ไปเรียน ไปเที่ยว ไปทำบุญ แม้แต่ไปหาคู่ก็ใช้ลานวัดนี่แหละ เรียกว่าเข้าวัดกันอาทิตย์ละมากกว่าหนึ่งวัน ซึ่งเมื่อเดินเข้าออกวัดทุกบ่อยเท้าที่เหยียบทรายในวัดก็อาจพาเม็ดทรายมาตกนอกวัด ครั้งละนิดหลายครั้งเข้าก็มากอยู่ ปีหนึ่งจึงถือโอกาสไปขนทรายจากนอกวัดมาคืน

        ฟังที่มาแล้วบางท่านว่าคิดมาก หรือหยุมหยิมเกินเหตุ

        ก็ว่าไปครับ แต่หากผมจะตอบผมจะไม่อธิบายตรง ๆ แต่จะยกตัวอย่างที่ผมเคยได้ยินมาว่ามีอภิมหาเศรษฐีท่านหนึ่งมีอยู่ครั้งท่านขึ้นลิฟต์พร้อมกับพนักงานบริษัทของท่านเอง แล้วขณะที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนนั่นเอง ท่านก็ก้มลงไปหยิบเอาคลิปหนีบกระดาษตัวหนึ่งที่ตกอยู่ที่พื้นลิฟต์ส่งให้พนักงานบอกให้เอาไปเก็บไว้ใช้

        คำถามคือคลิปนี้จะทำให้ท่านรวยขึ้นหรือ ย่อมตอบว่าไม่ใช่ แต่นิสัยที่ไม่ดูดายของแม้น้อย ในเมื่อยังใช้ได้อยู่ก็ไม่ทิ้งขว้างนั่นต่างหากที่ทำให้ท่านรวยระดับโลก

        ทรายเล็กน้อยจากวัดไม่ได้มีผลอะไร แต่นิสัยที่อ่อนน้อมไม่คิดเบียดบังแม้ทรายอันเล็กน้อยของสถานที่เป็นกุศลอย่างวัดนั่นต่างหากที่จะทำให้ผู้ทำสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่มเย็นมีความสุขได้

        คิดง่าย ๆ หากแค่ทรายยังรู้สึกไม่ดีที่ไปเอามา แล้วจะกล้าโกงไหม จริงไหมครับ

        สงกรานต์ปีหน้ามาขนทรายเข้าวัดกันนะครับ

Read more

หาสุข หนีทุกข์

by kidmai

September 29, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2556

        เมื่อกลางปีที่ผ่านมามีเรื่องที่สังคมฮือฮากันมากอยู่เรื่องนั่นคือข่าวของอดีตมิสทิฟฟานี่ที่ตัดสินใจโกนหัวบวชที่นอกจากซุบซิบตามประเด็นทางโลก และยังมีถกกันในประเด็นทางธรรม

        ”คิดใหม่” คงไม่ย้อนกลับไปวิพากษ์กันอีกนะครับ แต่อยากชวนสังเกตว่าทุกครายามเมื่อมีประเด็นร้อนเกิดคราใดสิ่งที่ตามมาคือการวิจารณ์กันอย่างสนุกปากในสังคม โดยเฉพาะยุคนี้ในโลกออนไลน์ที่มีสารพัดแหล่งข่าว สารพัดวงใน สารพัดทฤษฏีซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชัดแจ้งอะไรเลือกวิเคราะห์และเชื่อตามอย่างที่ตนอยากจะเชื่อกันไป จนหลายเรื่องคนจำนวนมากที่ไม่ได้ตรองให้รอบด้านก็อาจคล้อยตามเจ้าสำนักข่าว(ลือ)นั้นเว้นแต่บางกรณีที่สุดท้ายความจริงปรากฏให้สารพัดวงในนั้นต้องออกมาแถก มาแถกันจนไม่ไหวต้องยอมเอาปี๊บคลุมหัวกันไป

        ซึ่งสำหรับข่าวชาวบ้านทั่วไปใครอยากจะเมาท์กันก็ขอให้พอประมาณอย่าไปละเมิดสิทธิ์คนที่ถูกวิพากษ์เขาแล้วกันนะครับ แต่กับข่าวเกี่ยวกับความดีอย่างเช่นข่าวมีคนไปบวชแบบนี้นั้นไม่อยากให้เมาท์ในทางร้ายกันเช่น “บวชเพราะมีอะไรแอบแฝง” “บวชเพื่อเป็นข่าว หรืออยากดัง” ฯลฯ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ก็ทำให้จิตใจของผู้วิพากษ์ตกอยู่ในสภาวะอกุศลต่อผู้ที่อาจตั้งใจใฝ่ทางธรรมจริง ๆ ไปแล้ว

        ข่าวแบบนี้เราควรมองในด้านดีครับ ว่านี่เป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่ตั้งใจค้นหาความสุขจากพระธรรม เป็นอีกคนที่มีชื่อเสียงที่ตัดสินใจเปลี่ยนความยุ่งเหยิงของชีวิตที่ต้องหาเลี้ยงชีพอย่างชาวบ้านสู่ชีวิตอันปลอดโปร่งจากเครื่องร้อยรัดอย่างพระภิกษุ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนบนโลกทุกวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่อยู่ในแวดวงที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเปี่ยมไปด้วยความสุขจากเงินทองและชื่อเสียง แต่กลับเป็นว่าคนเหล่านั้นก็ล้วนประสบปัญหาชีวิตไม่ต่างกันหรืออาจจะหนักหนากว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ ถึงได้มีความต้องการค้นหาความสุขด้วยการบวช

        เมื่อสังคมรับข่าวประเภทนี้ เราควรร่วมกันสรรเสริญในคุณแห่งพระธรรมกันมากกว่าทำใจตัวเราเองให้เป็นอกุศล

        ดูข่าวแล้วเมาท์ไปเรื่อยรังแต่จะทำใจให้เป็นอกุศล สู้เลือกมองมุมดีของข่าว ตรองให้ได้ข้อเตือนใจจะเป็นประโยชน์กว่าครับ

        ต่อไปย่อมต้องมีข่าวทำนองนี้อีกอย่างแน่นอน แทนการไปขุดคุ้ยเขาว่าเขาบวชเพราะอะไร ลองเปลี่ยนเป็นถามตัวเองว่า

        “แล้วเราล่ะพร้อมจะเดินทางสายอริยะเช่นนี้บ้างหรือยังจะเป็นกุศลกับตัวเรามากเลยครับ !”

Read more

สูตรสำเร็จอายุยืน

by kidmai

September 29, 2013

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2556

        ข่าวร้ายมักขายง่ายกว่าข่าวดี !
        ดูได้จากพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ โปรยข่าวเด่นในรายการเล่าข่าวเกือบทุกช่องมักเต็มไปด้วยข่าวร้าย

        แต่ท่ามกลางสารพัดข่าวร้ายที่หลายครั้งก็ดูเหมือนจะมีการขยายให้ร้ายกว่าจริงตามความสนใจและต้องการของคนอ่าน คนดูนั้นยังมีข่าวดี ข่าวน่ารักเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั่นคือข่าวผู้สูงอายุที่อายุยืนที่สุดด้วยเพราะหนึ่งวันในเทศกาลคือวันที่ 14 เมษายนนั้นเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ด้วยซึ่งบรรดาสื่อก็ต้องมีทำสกู๊ปเกี่ยวกับผู้สูงอายุขึ้นมารับ และที่ พลาดกันไม่ได้ก็คือการไปเยี่ยม ไปสำรวจสัมภาษณ์คุณปู่ คุณทวดที่อายุยืนที่สุดมานำเสนอ

        เราดูแล้วก็สบายใจ ชื่นใจชอบดูกันเพราะเท่ากับเราได้เห็นตัวอย่างจริงของคนที่มีอายุมาก ๆ ระดับเกินร้อย ที่ทำให้เรามีกำลังใจ มีความหวังที่จะได้มีอายุยืนเช่นพวกท่านบ้าง และแน่นอนด้วยความหวังนี้นำมาซึ่งคำถามยอดฮิตที่พลาดไม่ได้เลยคือ

        “ทำอย่างไรอายุจึงยืนขนาดนั้น ?”

        และคำตอบยอดนิยมที่กี่ปี ต่อกี่ปี กี่ท่าน ต่อกี่ท่านตอบแทบจะตรงกันก็คือ

        “ตา(ยาย)ไม่ได้ทำอะไรพิเศษหรอกหลานเอ้ย ก็แค่กินผัก-ทำบุญ-สวดมนต์-ไม่เครียดเท่านั้นแหละ”

        เรียกว่าเป็นสูตรสำเร็จกันเลย คนฟังแล้วก็หูผึ่ง คิดว่าเดี๋ยวจะเลิกกินเนื้อสัตว์ไปต้มผักจิ้มน้ำพริกแบบคุณตาบ้าง ต่อไปจะไปทำบุญไหว้พระสวดมนต์ จะเลิกคิดมาก ยิ้มแย้มแจ่มใสทำใจให้เบิกบานร่าเริงแบบคุณยายบ้าง

        แต่ความตั้งใจกับการกระทำมักไม่ค่อยไปด้วยกัน พอเผลอสักแผล็บก็กลับไปกินอาหารขยะ กลับไปคิดมากเครียดกังวลเหมือนเดิมต่อไป

        แต่ถ้าจะวิเคราะห์กันจริง ๆ ว่านี่เป็นสูตรสำเร็จความมีอายุยืนจริงไหม คำตอบคงไม่สามารถฟันธงได้ เพราะไม่เช่นนั้นบรรดาผู้ที่กินเจ ปลอดเนื้อที่ก็มักจะชอบสวดมนต์ทำบุญอยู่แล้วก็คงอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนอื่น แต่ในความจริงไม่ได้ชัดขนาดนั้นหลายคนที่กินเจทั้งชีวิตแต่ก็ป่วยตายด้วยโรคที่ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุแต่อย่างใด ขณะที่หลายคนที่เป็นมีต เลิฟเวอร์ กินแต่เนื้อใหญ่ทุกมื้อแต่กลับอายุยืนยาวจนลูกหลานม้วยมรณาแซงไปก่อน ที่พอยืนยันทางงานวิจัยการแพทย์ได้ก็คงเพียงว่าการกินผักน่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อ แต่ใครจะอายุยืนหรือไม่ยืนนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นอีก
“แล้วคืออะไร ?”

        บางท่านอาจยกให้เรื่องบุญทำกรรมแต่ง แต่จริง ๆ ต้องบอกว่ามีคำตอบอยู่นะครับ และผมมั่นใจว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องอย่างยิ่งด้วย เพราะมาจากผู้ที่รู้จริงทุกเรื่องนั่นคือ พระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสไว้ว่า

        “ด้วยอิทธิบาท 4 ที่ท่านเจริญมาอย่างเต็มที่แล้ว หากท่านประสงค์จะอยู่ตลอดทั้งกัลป์ก็สามารถทำได้”

        ใครสนใจพุทธประวัติต้องคุ้นกับคำตรัสนี้ที่ท่านตรัสไว้ในหลาย ๆ โอกาส แต่เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมการที่เราจะอายุยืนขึ้นนั้นไปเกี่ยวอะไรกับอิทธิบาท 4 อันหมายถึงวิถีแห่งความสำเร็จที่ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา หรือความพึงใจ ความขยัน ความมุ่งมั่น และการพินิจพิจารณา ทำไมไม่เป็นหมวดคำสอนอันคุ้นเคยอีกหมวดคือชื่อ โพชฌงค์ ที่คนป่วยมักถูกแนะนำให้สวดยามพักรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

        ส่วนตัวผมก็เคยสงสัยครับ แต่เมื่อเริ่มได้ดู ได้เห็น ได้เรียนรู้ชีวิตของคนหลากหลายมากขึ้นก็เริ่มเห็นและมั่นใจด้วยตนเองครับ ว่าอิทธิบาท 4 นี้เกี่ยวกันกับการมีอายุยืนตรง ๆ เลย จะเรียกว่าเป็นปัจจัยหลักก็ยังได้ เพราะเมื่อใดที่คุณมีฉันทะ รักงานมีหน้าที่การงานที่ “มีคุณค่า” ให้กระทำเมื่อนั้นร่างกายคุณจะตอบสนองด้วยประสิทธิภาพเต็มกำลัง มีคุณภาพสามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใครเคยเป็นจิตอาสาช่วงมหาอุทกภัยคงนึกออกช่วงนั้นหน้าที่เรามีคุณค่าเป็นไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยาก ตอนนั้นเราสามารถทำงานหนัก เหนื่อยได้สารพัดมากกว่าที่เราคิดว่าเราจะทำได้

        นั่นส่งผลไปสู่การมีอายุยืนเต็มที่ตราบเท่าอายุขัยของกายภาพจะสามารถส่งไปได้จนสุด ไม่โดนความคิด ความกังวล ความเครียดมาแทรกแซงจนก่อผลเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาจนฉกเอาอายุคุณไปก่อนเวลา

        ขณะที่หากเราดูแลแค่สุขภาพได้ดีแต่ไม่มีหน้าที่การงานที่เป็นประโยชน์ ไฟในตัวหรือแรงบันดาลใจลึก ๆ ที่จะใช้ชีวิตมันก็จะมอดไปครับ

        ประโยชน์ที่ว่านี้อาจไม่ต้องระดับประเทศหรือเมืองใหญ่ แค่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนครอบครัวเท่านี้ก็พอที่จะหล่อเลี้ยงให้ชีวิตเรามีไฟมีแรงที่จะอยู่ต่อได้ตามสมควรแก่เหตุแล้วครับ ไม่เชื่อลองสังเกตุสกู๊ปคุณทวดอายุยืนที่นักข่าวไปสัมภาษณ์ซิครับดูให้ลึกจะสัมผัสได้เลยว่าท่านภูมิใจ อิ่มใจกับการยังมีชีวิตอยู่ของท่านเพื่อที่จะเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร คอยถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าที่ท่านสะสมมากว่าศตวรรษให้เป็นมรดกกับชุมชน

สูตรสำเร็จ…อายุยืนนอกจากอาหารการกินแล้วอย่าลืมทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วยนะครับ !

Read more

หันซ้าย หันขวา

by kidmai

September 8, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 16 กันยายน 2556

        “หันซ้าย หันขวา” เป็นอาการปกติของคนที่กำลังเคว้งคว้างมองหาอะไรสักอย่าง

        ชัดที่สุดก็คือตามสถานที่สาธารณะที่เป็นศูนย์รวมเช่นที่หัวลำโพงศูนย์กลางรวมรถไฟทุกสาย ที่หมอชิตศูนย์หลักกระจายรถสู่ภาคอีสาน หรือที่สุวรรณภูมิศูนย์รวมสายการบิน

        คนไปใช้บริการที่ไม่คุ้นก็มักจะเกิดอาการดังกล่าวคือหันซ้ายมองหาป้ายบอกสถานี หันขวามองหาคิวรถ หรือหันรีหันขวางมองหาช่องเช็คอิน ใครที่หาเจอก็ถอนใจโล่งอก ใครที่หาไม่เจอก็จะเกิดอาการกระสับ กระส่ายตามมาด้วยอาการร้อนรน เร่งรีบ สุดท้ายอาจเลยไปจนถึงอาการสติแตก

        นี่ว่ากันด้วยการหันซ้าย หันขวาตามกายภาพนะครับแต่ยังมีการหันซ้าย หันขวาอีกแบบที่ผมว่าน่ากลัวและอันตรายกว่าเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กวัยรุ่นที่เริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่

        ไม่ได้หมายถึงน้อง ๆ ไปหันซ้ายขวากันตามสถานบันเทิงใหม่ ใหญ่ อลังการเพื่อหาฟลอร์เต้นรำหรอกนะครับ แต่เขียนถึงการหันหา “ที่พึ่ง” ของพวกเขาครับ

        เด็กวัยนี้เหมือนเริ่มต้นการเดินทางสู่ดินแดนใหม่เป็นโลกของผู้ใหญ่ที่น้อง ๆ กำลังจะต้องไปเจอของจริง จริง ๆ ไปพบความเลวร้ายจริง ไปต่อสู้แก่งแย่งจริง ไปเผชิญการเอารัดเอาเปรียบ การหาประโยชน์จริง ไม่ใช่ในการ์ตูน หรือนิทานก่อนนอน

        ใครเจอสภาพนี้ก็เหมือนหนังในอดีตที่พระเอก-นางเอกเพิ่งเข้ามากรุงเทพครั้งแรก ลงรถที่หัวลำโพงกำลังหันหาญาติที่นัดมารับแต่ไม่เจอ เลยต้องหันหาคนอื่นไปเจอเอามิจฉาชีพโดนหลอกแล้วหนังก็เดินเรื่องต่อ

        หนังก็ไม่ต่างจากชีวิตจริง ชีวิตใหม่ของน้อง ๆ นี่ก็เช่นกันหากมองซ้ายขวาในบ้านแล้วไม่เจอคนให้ถาม เขาก็จะไปถามใครก็ได้ที่เขาคิดว่าน่าจะพอรู้เรื่อง ซึ่งสมัยก่อนก็คือเพื่อน ส่วนสมัยนี้ก็คือเพื่อนเช่นกันแต่เป็นเพื่อนที่ไม่เห็นหน้า(จริง) คือเพื่อนในอินเตอร์เน็ต

        ดังนั้นใครที่มีลูกหลานในวัยนี้ต้องสังเกตให้ดี และละเอียดครับ ต้องอยู่ในจุดและเวลาที่เขาหันมาเห็นเขาจะได้ถามเรา อย่าให้เขาเคว้งหาใครไม่เจอจนไปหาคนอื่นให้ช่วยแทน ที่สำคัญเด็กวัยนี้มักมีฟอร์มไม่อยากให้ใครว่าไม่รู้เรื่องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เหมือนเราอยู่สุวรรณภูมิเราก็ไม่อยากให้ใครสังเกตว่าเราเป็นตัวเปิ่น ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ต้องกระมิด กระเมี้ยนปรึกษาเจ้าหน้าที่กันอย่างมีมาดหน่อย เด็กวัยรุ่นยิ่งหนักกว่านั้นครับ เพราะตัวตน ความยอมรับในสังคมนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตเขามาก เราก็ต้องวางฟอร์มเป็นที่ปรึกษาที่ดีไม่ให้เขารู้สึกเสียหน้า หรือเป็นเด็กน้อย ทำได้เช่นนี้เขาจะไม่วิ่งไปหาที่พึ่งอื่นให้เสี่ยงแล้วครับ

        กลับบ้านไปคราวนี้พยายามให้ลูกหันซ้าย หันขวาแล้วเห็นเราชัดนะครับ !

Read more