F1 ยังเร็วไม่พอ

by kidmai

November 4, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556

        เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวที่แม้จะไม่ใหญ่แต่ก็ร้อนจนได้พาดหัวตัวไม้ในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ได้เวลาไพร์มไทม์ในรายการข่าวช่องหลัก นั่นก็คือข่าวการนำการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันชิงแชมป์โลกเข้ามาจัดในประเทศ

        มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะการแข่งขันระดับนี้ถือเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ มีมูลค่าสูง มีคนทั้งโลกให้การติดตามมากที่สุด ถ้าหากบริหารได้ดีไม่เพียงจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ด้านการเงินโดยตรงแต่ยังจะได้เรื่องของภาพลักษณ์ ภาพจำด้านการท่องเที่ยวของประเทศออกไปสู่สายตาชาวโลกอันจะนำมาซึ่งผลตอบรับในอนาคตระยะยาวในด้านต่าง ๆ อีกมากด้วย ที่สำคัญคือเรื่องของความยอมรับนับถือในการจัดการงานระดับโลก อันจะทำให้เราก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลกเลยทีเดียว

        แต่ที่เรื่องนี้ร้อนขึ้นมาไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่าแต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในเรื่องเส้นทางที่จะใช้แข่งขันอันเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ของชาติ

        เส้นทางนี้ผ่านสถานที่สำคัญ คือ พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วัดอรุณราชวราราม เป็นเส้นทางกรุงเทพชั้นใน ที่ในสุดจริง ๆ จนทำให้คนจำนวนมากห่วงถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ

        และประเด็นที่สังคมถกกันมากคือการ ผิดฝา ผิดตัว

        ก็ความรู้สึกแรกยามพูดถึงรถแข่งก็คือความฟุ้งเฟ้อ ความคะนอง ความเร็ว ที่เมื่อลองจินตนาการว่ามาวิ่งผ่านวัดสำคัญที่สุดของประเทศอย่างวัดพระแก้ว ผ่านศาลหลักเมือง และผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกมากมายจึงเกิดความรู้สึกเหมือนไม่ให้ความเคารพสถานที่ ไม่พูดถึงประเด็นเรื่องความเสี่ยงในการทำให้โบราณสถานล้ำค่าของชาติเสียหายได้

        เสียงทักท้วงนี้ดังกระหึ่มขึ้นจนทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องชะลอโครงการ และออกมาชี้แจงหาทางออกร่วมกันกับประชาชนเจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีประเด็นที่ “คิดใหม่” สนใจคือเรื่องของช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้มีอำนาจกับสังคมที่เดิมน้ำหนักอยู่ที่สื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์และวิทยุ แต่ปัจจุบันการสื่อสารได้เปลี่ยนช่องทางไปมาก ความใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญและมีอิทธิพลทางความคิดมากกว่าความใหญ่ คนมีความโน้มเอียงจะเชื่อคนใกล้ตัวมากกว่าคนที่ไม่รู้จัก สื่อจึงเปลี่ยนแปลงไป สื่อที่แคบแต่ใกล้ทำให้เกิดนัยยะทางสังคมมากกว่า อย่างกรณีนี้ที่เป็นกระแสวิพากษ์ขึ้นมาได้ก็ด้วยการสื่อสารกันในเฟซบุ๊กนั่นเอง

        และหากไล่มองย้อนไปอีกในอีกหลาย ๆ ข่าวที่ฮอตขึ้นมาจนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงัก หรือแปรเปลี่ยนทิศทางก็ล้วนมาจากสังคมออนไลน์นี่เอง จนอาจจะพอจับแนวทางการเคลื่อนในยุคสมัยนี้ได้แล้วว่าเริ่มจากสังคมออนไลน์ คนเข้าไปแชร์กันมากจนรายการเล่าข่าวในโทรทัศน์นำเสนอต่อที่หากกระแสจุดติด สื่อหลักอีกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสารก็จะเจาะ คุ้ยขุดลึกต่อ

        มองให้ดีเราจะเห็นแนวโน้มของสังคม เห็นถึงวิถีของอำนาจที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยน

อิทธิพลของโลกไซเบอร์กำลังกวาดทุกคนเข้าไปอยู่ในวังวนของมันแล้วคุณพร้อมรับมือหรือยังครับ !

Read more

หน้ากากขาว

by kidmai

November 4, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2556

        จำได้ว่าสมัยผมเด็กนอกจากยอดมนุษย์อย่างไอ้มดแดง และอุลตร้าแมนแล้วยังมี “ฮีโร่” อีกตัวที่ผมชอบมาก ตัวนี้ไม่ได้พลังวิเศษ หรืออำนาจเกินคนสามัญแต่อาศัยใจสู้และความอดทนในการเอาชนะคู่ต่อสู้ ตัวการ์ตูนนี้คือ “หน้ากากเสือ” ครับ

        เนื้อหาการ์ตูนเป็นอย่างไรผมคงไม่นำมาเล่า ให้สารภาพกันเลยก็ได้ว่าเพราะเวลาผ่านไปนานมากจนลืมเลือนไปหมดแล้ว คุ้นเพียงว่าหน้ากากเสือนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานของพระเอกทุกประการคือเป็นคนดี มีความอดทน และเสียสละ ต่อสู้เพื่อผดุงความยุติธรรม

        แต่ที่วันนี้นึกถึงจนนำมาเขียนถึงก็เพราะสังคมบ้านเรา(ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับบทนี้) กำลังเต็มไปด้วยหน้ากาก ไม่ใช่หน้ากากเสือในการ์ตูน ไม่ใช่ใส่หน้ากากเข้าหากันแบบในคำเปรียบเปรยแต่เป็น “หน้ากากขาว“ ครับ

        ใครตามข่าวคงทราบว่าหน้ากากขาวนี้มิใช่ใครอื่นเป็นพี่น้องเพื่อนร่วมสังคมเรากลุ่มหนึ่งนี่เองที่รวมตัวกันออกมาแสดงความเชื่อ ความเห็นทางการบ้าน การเมือง ซึ่งจะเป็นประเด็นการเมืองเรื่องอะไรนั้นผมคงขอผ่าน ด้วยประเด็นที่ทำให้นึกถึงและอยากจะคุยนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียกร้องแต่เป็น “รูปแบบ” คือการใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อใช้ส่งสารที่ต้องการสื่อครับ

        รูปแบบนี้น่าสนใจว่าจะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในสังคม อาจเดินไปจนถึงเป็นสังคมแห่งสัญลักษณ์ ไม่ได้หมายเฉพาะสัญลักษณ์หน้ากากขาวนี้นะครับ สัญลักษณ์ย่อมเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ สัญลักษณ์ใดที่สามารถแทนสารได้ก็จะถูกนำมาใช้ บางอย่างอาจมาจากรูปลักษณ์ภายนอก บางอย่างอาจมาจากภูมิหลังประวัติศาสตร์อย่างหน้ากากขาวนี้ที่แม้ตัวสัญลักษณ์จะมาจากคนละพื้นถิ่นคือที่อังกฤษ ขณะที่แรงบันดาลใจอาจมาจาก อาหรับสปริง แต่รวมกันแล้วก็ต้องถือเป็นหน้ากากขาวของไทย ที่คนไทย ใช้แบบไทยและจะเป็นมิติใหม่ของไทยด้วย
ทำไม ?

        เพราะการใช้สัญลักษณ์นี้กลายเป็นทางออกใหม่ที่คนในประเทศกำลังต้องการ

        แม้เราจะบอกว่ามีเสรีภาพทางการแสดงออก ทางความเชื่อ ทางการเมือง แต่ก็หาช่องทางกันไม่ได้ จะไปร่วมชุมนุมประท้วงคัดค้านนัดใด ๆ มันก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ บางอย่าง บางข้อ หรือบางสถานการณ์มันยังไม่ใช่เสียทีเดียว

        จะมาระบายทางโซเชียล เนตเวิร์กก็เท่านั้น ได้แต่เป็นนักเลงคีย์บอร์ดกันไป ไม่ได้ก่อให้เกิดพลังที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงจริง

        จนเมื่อมีการนำสัญลักษณ์มาใช้จึงทำให้ประชาชนมีช่องทางในการแสดงออกของตน

        ไม่ได้มาวิเคราะห์การเมืองกัน แต่นำอนาคตมาเล่าสู่กันฟังไว้ก่อนว่าบัดนี้สังคมไทยเราก้าวเข้าสู่สังคมของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ใครมีอำนาจคิดจะทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ระวังกันไว้ให้ดี ไม่ใช่แค่ในเรื่องการเมืองนะครับ ในทุกประเด็นทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม ที่การใช้สัญลักษณ์นี้จะลามไปถึงไม่ว่าจะเป็นองค์กร ห้างร้าน หรือแม้แต่ในหมู่บ้าน ครอบครัวกันเลย

แต่ก่อนคนใส่หน้ากากเพื่อปกปิดความลับบางประการ แต่สมัยนี้คนใส่หน้ากากเพื่อเปิดเผยความคิดในใจตนครับ !

Read more

ร่มเย็น

by kidmai

November 4, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2556

        กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ

        คำโบราณคุ้นหูนี้เตือนใจดีนัก หมายถึงการคิดการงานในเวลากลางคืนเหมือนดั่งการสุมควันไฟ และเมื่อยามตื่นมาก็มุ่งคิดกระทำการงานนั่นดั่งการลุกโพลงของไฟ

        เป็นดั่งวิถีชาวโลกปัจจุบันที่เอาแต่คิด คิด แล้วก็คิดทั้งวันทั้งคืน คิดกิจการงานเพื่อทำงานตอนทำงานในเวลากลางวัน และก็ยังเก็บงานมาคิด มาวิตก หรือมาละโมบโลภมากต่อนอกเวลางานคือในเวลากลางคืน ถึงขนาดบาง(หลาย)คนแม้หลับยังเก็บไปฝันต่อ

        ซึ่งหากเราคิดไม่เป็น จัดการความคิดไม่ได้ ความคิดนั้นย่อมกัดเราเอา ความคิดนั้นย่อมนำทุกข์มาสู่เราทั้งวัน ทั้งคืน ไม่เว้นแม้กระทั่งหลับความคิดก็ยังตามไปหลอกหลอนเราในรูปแบบที่เรียกว่าความฝัน

        ดังนั้นใครไม่อยากทุกข์เพราะความคิดก็ต้องมาเรียนรู้ความคิด และการจะศึกษาให้เข้าใจความคิดก็ต้องมีเครื่องมือที่ถูกต้อง

        ความยากอยู่ตรงที่เราไม่รู้ว่าเครื่องมือนั้นคืออะไรและจะทำให้เครื่องมือนั้นมีคุณภาพพอใช้งานได้อย่างไร

        แต่หากเราลองไล่เรียงดูจากเครื่องมือในร่างกายของเราก็อาจพอได้คำตอบ

หากเราอยาก “เห็น” เราใช้ “ตา” เป็นเครื่องมือ
หากเราอยาก “ได้ยิน” เราใช้ “หู” เป็นเครื่องมือ
หากเราอยาก “ได้กลิ่น” เราใช้ “จมูก” เป็นเครื่องมือ
หากเราอยาก “รู้รส” เราใช้ “ลิ้น” เป็นเครื่องมือ
และหากเราอยากรู้ “การสัมผัส” เราก็ใช้ “ร่างกาย” เป็นเครื่องมือ

        ดังนั้นหากเราอยากรู้จัก “ความคิด” ล่ะเราใช้อะไร

        หลายคนนึกไปถึงสมองซึ่งมองเผิน ๆ ก็น่าจะจริงอยู่ครับ แต่วิเคราะห์ให้ดี “สมอง” นั้นไม่ใช่เครื่องมือแต่เป็น “สถานที่ทำงาน” ของความคิด ส่วนเครื่องมือจริง ๆ นั้นก็คือ “ใจ” หรือ “จิต” ครับ

        ส่วนเรื่องคุณภาพนั้นก็ต้องเป็นใจหรือจิตที่รู้ได้อย่างไม่หลงไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมีตาที่ฝ้าฟางการมองเห็นก็ไม่ชัด มีหูที่ตึงการได้ยินเสียงก็ผิดเพี้ยน และใจที่มีคุณภาพก็คือใจที่ประกอบด้วยสิ่งที่เรียกว่า “สติ” ครับ

        เมื่อเรามีสติเราจึงจะรู้จักความคิด เมื่อเราขาดสติหากขาดไม่มากก็เหมือนคนเบลอร์ทำอะไรเอ๋อ ทำแล้วลืม ลืมว่าทำ และหากขาดสติมากก็เหมือนคนบ้า หรือคนเมาที่แม้แต่คิดเรื่องอะไรก็ยังไม่รู้เลย

        ซึ่งการทำให้มีคุณภาพเราสามารถทำได้ด้วยการฝึกอย่างอดทน และพากเพียร ฝึกที่จะให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวตน ฝึกที่จะรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย (หรือจิตใจ) เมื่อฝึกบ่อย ๆ สตินี้จะมีคุณภาพดีขึ้นทำให้คุณสามารถเห็น รู้จัก เข้าใจความคิดได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและสามารถจัดการมันได้ครับ

        ก็ พอเราเห็นความคิดที่เป็นไฟมาสุมเราก็เดินหนีมาอยู่กับความคิดที่เย็นเสียก็จบ แต่ที่ผ่านมาเราทำไม่ได้ หรือเราไม่ได้ทำก็เพราะเราไม่รู้จักแยกแยะความคิดนี่เอง

        ฉะนั้นการยอมเหนื่อยฝึกฝนสติในวันนี้จะทำให้เราได้ผลอันหวานชื่นในวันหน้า แล้วคุณจะไม่ตกอยู่ในสภาพ “กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ” อีกต่อไป คุณจะมีแต่ความ “ร่มเย็น” ในจิตใจครับ

Read more

คิดซาเนีย

by kidmai

November 4, 2013

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2556

        หลายปีก่อนเคยได้ยินถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่จำลองอาชีพต่าง ๆ ให้เด็กได้มาทดลองทำงานกัน

        ผมฟังแล้วก็ชอบทันที อยากให้เมืองไทยมีบ้างยังมีการมาพูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่พอมีเครือข่ายให้มาร่วมกัน แต่สุดท้ายด้วยภารกิจด้านอื่นทำให้โครงการนี้เลือน ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมได้มีโอกาสพาลูกสาวทั้งสองของผมไปเที่ยวที่สวนสนุกแห่งหนึ่งชื่อ คิดซาเนีย ถึงเพิ่งมานึกออกว่านี่เองที่เคยได้ยินเมื่อร่วมสิบปีก่อน

        คิดซาเนีย นี้เผิน ๆ ก็คล้ายสวนสนุกแต่ไม่มีเครื่องเล่นอย่างม้าหมุน รถไฟเหาะ กลับเป็นการจัดสถานที่จำลองเป็นโรงพยาบาล ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ศาล ฯลฯ ให้เด็ก ๆ ได้มาลองเล่นบทบาทสมมุติเป็นหมอ เป็นช่างซ่อมรถ เป็นพ่อครัว เป็นผู้พิพากษา มีการจัดแต่งสถานที่ให้น่ารัก น่าเล่นมีชุดจำลองของอาชีพนั้น ๆ ให้เด็กลองใส่ มีพี่เลี้ยงคอยสอนว่าอาชีพนั้นคืออะไร ทำอย่างไร และมีสถานการณ์จำลองให้เด็กทำด้วย

        อย่างสมมุติเป็นหมอก็มีชุดกาวน์ให้เด็กใส่พร้อมขึ้นรถพยาบาลจำลองวิ่งไปรับคนป่วยฉุกเฉินต้องช่วยปั้มหัวใจ หรือเป็นทนาย เป็นผู้พิพากษาก็มีชุดครุยให้สวม มีบทพูดให้ซักพยาน สืบหลักฐานกันคล้ายของจริง

        บางอาชีพเมื่อเด็กทำเสร็จแล้วก็จะได้เงินค่าจ้างเป็นเงิน(ของเล่น)มาด้วย เด็กก็สามารถนำเงินนี้ไปแลกของเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเอาไปจ่ายเป็นค่าเรียนในอาชีพอื่นเช่น ไปเรียนเล่นมายากล ไปเรียนร้องเพลง เสร็จแล้วหากขึ้นโชว์ก็ได้ค่าแสดงกลับมาอีก

        เป็นที่สนุกและได้ประโยชน์มากครับ เพราะทำให้เด็กได้รู้จักอาชีพต่าง ๆ มากขึ้น อย่างบางคนเล่นเสร็จก็มาถามว่าเป็นทนายได้เงินอย่างไร ต้องจบอะไร หาหลักฐานแบบไหน ต่างจากตำรวจอย่างไร เหล่านี้เด็กจะได้เรียนรู้จากการจำลองของจริง ที่สำคัญมันอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรู้อนาคตของเขาเร็วขึ้น ไม่ใช่ถามว่าอยากเป็นอะไร ก็เห็นตอบกันไม่พ้น หมอ พยาบาล ตำรวจ นักร้อง นักฟุตบอล นั่นเพราะเด็กคุ้นเพียงอาชีพเหล่านี้ ไม่เคยเห็น อาชีพส่งของ ดีเจ นักสืบ กว่าเด็กจะรู้ตัวว่าอยากเป็นอะไรบางทีอาจสายไปแล้วเพราะไม่ได้เรียนมาทางนั้น

        เท่ากับเด็กได้เริ่มสำรวจตัวเองว่าอยากเป็นอะไรกันจะได้เลือกเรียน เลือกทางที่ตรงกับตัวแต่เนิ่น ๆ

        แต่ผมไม่อยากให้หยุดแค่เพียงชื่นชมความคิดดี ๆ ของคิดซาเนียเขา แต่อยากจะชวนผู้ใหญ่ที่มีห้างร้าน สถานบริการกันดูว่าน่าจะมาลองรวมกลุ่มกันเปิดช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ให้เด็กมาทดลองทำงากัน ให้มาฝึกเป็นพนักงานร้านขายของ สอนให้เด็กคิดเงิน เก็บเงิน ฝึกทำครัว ฝึกพิมพ์ดีด เด็กทำเสร็จแล้วก็ให้เงินหรือคูปองที่สามารถนำไปแลกเป็นของหรือบริการในเครือข่ายที่ร่วมกัน

        หากมีผู้ใหญ่ใจดีเยอะผมว่า วิน-วิน ครับสถานที่นั้นคนจะมามากเพราะผู้ปกครองก็พาเด็กมาฝึก องค์กรได้ภาพลักษณ์ที่ดีกลับไป เด็กเองก็ได้รู้ตัวเองเร็วขึ้น เรียนตรงสาขาขึ้น ประเทศชาติก็ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ฝากไปขยายกันต่อนะครับ

Read more

อำนาจ No.1

by kidmai

November 4, 2013

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556

        เปิดทีวีทุกวันเห็นข่าวอะไรกันบ้างครับ ?

        ข่าวเมียหลวงตบเมียน้อย กิ๊กจิกหัวแฟน
        ข่าวพี่น้องฆ่ากันแย่งมรดก ลูกไล่บุรพการีออกจากบ้าน
        ข่าวส.ส.ให้เกือ_กกัน ดูเวปโป๊กันกลางสภา
        ข่าวสงครามถล่มอ่าว หรือข่าวการก่อการร้ายสารพัดรูปแบบ

        ท่ามกลางสารพัดข่าวสารความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ยกมา และไม่ได้ยกมานี้ไม่ว่าจะในระดับไหนระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ประเทศหรือระดับโลก ทั้งหมดล้วนมาจากสาเหตุหลัก มาจากรากเหง้าเดียวกันนั่นคือการแย่งชิงซึ่ง “ผลประโยชน์”

        การแย่งชิงนี้มิได้หมายถึงแค่การฉกชิงเอาประโยชน์มาสู่ตนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการจัดให้ผลประโยชน์หรือสิ่งที่เสมือนเป็นผลประโยชน์เช่นความเชื่อ ความศรัทธาให้ไปสู่ตำแหน่งที่ตนต้องการด้วย

        ซึ่งเมื่อมีการจัด มีการเปลี่ยนที่ก็ต้องมีการใช้แรงในการเคลื่อนนั้น ที่หากเมื่อใดแรงที่ส่งลงไปในการย้ายมากเกิน การณ์นั้นก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรง

        จำลองภาพว่าผลประโยชน์เป็นดั่งหีบสมบัติ การจะผลักหีบไปด้านซ้าย ดึงหีบไปด้านขวา หรือยกเอาของในหีบมาแบ่งล้วนต้องใช้แรง และเมื่อใดการใช้แรงนั้นไปทำให้คนอยู่ใกล้เคียงบาดเจ็บนั่นก็คือความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง

        และหากมอง “แรง” นี้ในอีกมิติหรืออีกมุมมองหนึ่งอาจสามารถแทนคำว่า “แรง” ได้ด้วยคำว่า “อำนาจ” เมียหลวงตบเมียน้อยเพื่อแย่งสามีตนคืนก็ต้องใช้อำนาจทางกาย
        นักเลงยิงกันแย่งอาณาเขตก็ต้องใช้อำนาจทางอาวุธ
        พ่อค้า นักลงทุนแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันก็ใช้อำนาจทางการเงิน อำนาจสื่อ
        หรือนักการเมืองแย่งประโยชน์กันก็ใช้อำนาจทางกฎหมาย

        จึงอาจสรุปเป็นสมการง่าย ๆ ได้ว่าที่ใดมีผลประโยชน์ที่นั่นย่อมมีอำนาจในการจัดการ รักษา และจัดสรรผลประโยชน์นั้น

        แต่ด้วยผู้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนใหญ่ชอบใช้แรงกันเกิน ใช้อำนาจทุกชนิดโดยไม่สนว่าจะชอบธรรมหรือไม่ จนไปกระแทกคนอื่นทำให้ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของอำนาจออกมาในด้านที่ไม่ดี จนถึงเลวร้ายย่างยิ่ง

        ยามบอกใครเป็นผู้มีอำนาจมาก ก็มักจะตามมาด้วยความยำเกรง หรือเกรงกลัวของคนฟัง จนทำให้บางคนถึงขนาดรังเกียจคำนี้กันไปเลย ใครมาบอกว่าตนเป็นผู้มีอำนาจ เป็นเจ้าพ่ออาจมีได้เคืองกัน ด้วยภาพจำว่าอำนาจเป็นของร้อน เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน เป็นที่มาแห่งความหลง เป็นที่มาของความละโมบโลภมาก เป็นคนน่ากลัว

        ก็เหมือนจะจริงครับ เห็นได้จากตัวอย่างจริงมากมายที่อำนาจได้เปลี่ยนคนดี ๆ ให้กลายเป็นอีกคนที่ชั่วบาปหยาบช้าไป

        แล้วจะแก้ไขอย่างไร เลิกใช้อำนาจกันเลยรึ ?

        มันคงเป็นไปไม่ได้ และถึงเป็นไปได้จริงคือไม่เหลืออำนาจใดในโลกเลย สังคมคงยิ่งวุ่นวายพิลึก

        การอยู่ร่วมกันในคนหมู่มากเราจำต้องใช้อำนาจในการทำให้สังคมสงบสุข เป็นระเบียบ และความจริงอำนาจโดยตัวมันเองนั้นไม่ได้เลวร้าย ที่เลวร้ายมันมาจากรากเหง้าที่มาของอำนาจต่างหาก

        ตั้งแต่อดีตที่มนุษย์เริ่มการใช้อำนาจด้วยการบังคับเอาด้วยความกลัว ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการกดให้อีกฝ่ายจำยอมหรือทำตามซึ่งนั่นเป็นอำนาจที่มาจากด้านมืด ความจริงยังมีอำนาจจากอีกด้านซึ่งมนุษย์ไม่ค่อยได้นำมาใช้ เป็นเพราะอาจไม่รู้จักนั่นคืออำนาจที่มาจากด้านดี หรือใช้คำว่าอำนาจที่ “ดลบันดาลเอาตามประสงค์”

        หลายคนอาจสงสัยว่ามีจริงล่ะหรืออำนาจที่ใช้ดลบันดาลเช่นนี้ อำนาจที่ใช้ความดี และใช้ความรัก ไม่ได้ใช้ความกลัว

        ตอบได้เลยว่ามีจริงครับ !

        ยกตัวอย่างใกล้ตัวเราก็ในครอบครัวอันอบอุ่นนั่นไง ที่เมื่อใดความรัก ความเข้าใจอบอวลเต็มบ้านแล้วบ้านนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความกลัว กลัวที่จะโดนตี กลัวที่จะไม่ได้รับมรดก หรือกลัวว่าจะโดนไล่ออกจากบ้านถึงจะยอมทำอะไร แต่สมาชิกในบ้านทำเพราะรัก และศรัทธา ทำเพื่อกันและกัน

        หรือจะยกตัวอย่างเป็นบุคคลก็จะยิ่งเห็นชัด บุคคลที่มีอำนาจนี้มากที่สุดไม่มีใครเกินคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงของเรานี่เอง ที่ท่านทรงมีพระราชอำนาจนี้อย่างบริบูรณ์ งดงามถึงที่สุด อำนาจแห่งความดีของท่านสามารถดลให้ประชาชนทำตามพระราชดำริได้อย่างเต็มใจ ทุ่มกาย ทุ่มใจทำด้วยความเทิดทูน มิได้ทำด้วยความเกรงกลัวพระราชอาญา

        ต่อจากนี้ไปอยากให้ยามใดที่เราจำต้องใช้อำนาจในการจัดตำแหน่งผลประโยชน์ก็ขอให้หาวิถีทางและวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง อบอุ่นด้วยการเลือกใช้อำนาจแห่งความดีนี้

        ลองดูกันนะครับ อำนาจนี้สร้างง่ายกว่าอำนาจแห่งความกลัวเสียอีก อำนาจที่มาจากความกลัวนั้นกว่าจะได้มาก็ร้อน พอได้มาคนมีอำนาจก็ร้อน จะรักษาก็ร้อน เสียไปเมื่อใดความร้อนที่สะสมมานั่นจะย้อนมาแผดเผาเอา

        ขณะที่อำนาจที่มาจากความรักนั้นสร้างก็สุข ไม่ต้องรักษามีแต่ความรักจะรักษาผู้มีรัก และที่สำคัญไม่มีวันเสียหรือหมดอำนาจเสียด้วย

        คุ้น ๆ ว่าเคยเขียนเรื่องอำนาจนี้ไปบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนสังคมยังคงคุ้นชินที่จะใช้อำนาจแห่งความกลัวกันอยู่มาก ก็ขอกระตุ้นเตือนหาแนวร่วมเดินทางสู่อำนาจแห่งความดีนี้อีกสักครั้งนะครับ

มารู้จักและใช้อำนาจ No.1 กันเถิดครับ

Read more