ตานก๋วย

by kidmai

May 23, 2014

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Loveนิตยสาร Happy+ เมษายน 57

        สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ
        หนาวนี้หนาวจัดและนานกว่าเคยจนบางคนฝันไปถึงหิมะตกในเมืองไทย ซึ่งก็ไม่แน่เหมือนกันหากอากาศโลกยังคงวิปริตหนักเช่นทุกวันนี้ วันหนึ่งในอนาคตอันไม่ไกลเรามีสิทธิ์ได้ปั้นตุ๊กตาหิมะกันแถวเชียงราย เชียงใหม่จริง ๆ

        แต่แม้หิมะยังไม่ตก ลำพังหมอกเป็นทะเล กับน้ำค้างแข็งแม่คะนิ้งเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมประเภทดอย หรือภูอย่าง ดอยอินทนนท์ เขาค้อ หรือ เขาใหญ่ เต็มแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่อยากจะได้สัมผัสความสบายจากไอเย็นนั้นด้วยมือคลำเองมิเพียงด้วยตาเห็นดั่งคำโบราณที่นำมาเปิด

        แต่คำ (เกือบ)โบราณในยุคต่อมายังมีต่อสร้อยไปอีกว่า …สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง…

        ดังนั้นใครต้องการได้ประโยชน์สูงสุดจากการไปเที่ยวจึงไม่ควรแค่ไปด้วยแรงจูงใจอยากดู หรือคลำสัมผัสเท่านั้น ยังควรที่จะกระทำเองด้วยหมายถึงควรให้ได้ซึมซับวัฒนธรรมของเมืองหรือสถานที่ที่เราไปเยือนนั้นประหนึ่งเป็นคนในพื้นที่เอง นั่นจะทำให้เราได้ประสบการณ์ที่สำคัญ ได้วิสัยทัศน์มุมมองโลกในแบบที่เราไม่เคย อันจะเป็นรากฐานให้กับวิธีคิดของเราไม่ติดตันอยู่แต่ความคุ้นชินจนกลายเป็นคับแคบไป

        อย่างใครอยากหนาวไปเยือนเหนือก็อยากเชิญชวนลองไปเยือนจังหวัดท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แหล่งหลักยอดนิยม อยากลองชวนสัมผัสกับวัฒนธรรมแบบแปลก ๆ ดูบ้าง และที่อยากชวนก็คือจังหวัดน่าน ที่มีประเพณีที่อยากแนะนำคือประเพณีที่ชื่อว่า “ตานก๋วย”

        เคยได้ยินไหมครับ หากงง หากยังไม่รู้จักก็ลองมาทำความรู้จักดูครับ ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่งดงามและให้ประโยชน์ต่อผู้ร่วมมากทีเดียว

        ชื่อเต็มคือประเพณีตานก๋วยสลาก เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วหรือทำให้ตัวเองในอนาคตที่จะต้องล่วงไปเช่นกัน โดยจะมีการแจ้งข่าวชาวบ้านก็จะเตรียมของมาถวายพระตามกำลังของแต่ละคนไปซึ่งของแต่ละชิ้นจะมีสลากโดยมากทำจากใบลานเขียนชื่อสกุลของผู้ที่จะอุทิศกุศลไปให้ติดไว้ จากนั้นก็จะมีพิธีแห่มารวมกันที่วัดในวันงาน แล้วให้พระภิกษุที่เจ้าภาพนิมนต์มาร่วมงานได้จับสลาก ท่านใดได้ของคนไหน คนนั้นก็จะไปหาก๋วยที่สานด้วยไม้ไผ่ใส่ของถวายที่ตนเตรียมมานั้นออกมาถวายพระที่จับได้ เท่ากับนอกจากเป็นงานบุญแล้วยังเป็นความสามัคคีในหมู่ชาวบ้านด้วย

        ฟังแล้วบางท่านอาจมองว่าไม่เหมาะมีการให้พระมาจับสลากด้วย แต่ที่จริงประเพณีนี้เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วครับ และพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญด้วย เพราะเท่ากับเป็นการอนุเคราะห์แก่ผู้มีศรัทธาแต่กำลังไม่พอจะถวายของแก่หมู่สงฆ์จำนวนมากได้มีโอกาสไม่ต่างจากผู้มีกำลัง เพราะทุกคนที่นำของมาเตรียมถวายไม่มีใครรู้หรือเลือกได้ว่าของตนจะได้ถวายพระผู้ใหญ่ ผู้น้อยอย่างไร เท่ากับเป็นการลดอคติ หรือการทำบุญอย่างเจาะจงพระอันเป็นบุญจำกัดไปในตัว ใครที่มีกำลังน้อยมีของเพียงก๋วยเดียวแต่ก็เหมือนได้ทำกับหมู่สงฆ์ทั้งคณะที่มาร่วมงาน เท่ากับเป็นการทำบุญใหญ่มาก ๆ เพราะเป็นการอนุเคราะห์คณะสงฆ์ทั้งคณะที่พากเพียรสืบต่ออายุพระศาสนา

        นอกจากนี้ทางสงฆ์เองก็เท่ากับสร้างความเท่าเทียมไม่เช่นนั้นคนส่วนมากก็มักจะอยากถวายกับพระอาวุโสมากกว่า แต่เมื่อเป็นการจับสลากเสียแล้วพระนวกะก็อาจได้ก๋วยที่มีค่ามากจากคหบดีใหญ่ได้ ส่วนพระอาวุโสสูงก็อาจได้ของถวายจากชาวบ้านที่ยากจนที่สุด

        นี่แหละครับภูมิปัญญาอันล้ำเลิศที่บรรจุผ่านมาในรูปแบบของพิธีกรรม ที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้ปฏิบัติเอื้อที่จะเกิดปัญญาแล้วยังช่วยให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีมีความสามัคคีกันในชุมชนที่จัดด้วย เพราะต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมงานที่ผู้จัดต้องการป่าวประกาศให้เพื่อนบ้านมีส่วนร่วม เมื่อถึงวันงานซึ่งถือว่าเป็นวันมงคลก็มีการแต่งเนื้อ แต่งตัวได้รื่นเริง โอภาปราศรัยกัน หนุ่มสาวก็ได้รู้จักสานไมตรีกันในงานบุญที่รวมชาวบ้านจำนวนมากไว้

        ใครผ่านไปน่านนอกจากไอหนาวแลัวอย่าลืมสัมผัสงานตานก๋วยนี่ด้วยนะครับ อ้อ..แต่ก่อนกลับน่านไม่เพียงมีประเพณีดี ๆ นี้แล้วยังมีอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดที่จะไปเยือนนั่นคือ วัดน้อย

        วัดน้อยนี่น้อยตามชื่อครับ พื้นที่วัดวัดได้ยาว 3.35 กว้าง 2.34 และสูง 1.98 เมตร อ่านไม่ผิดครับหน่วยเป็นเมตรจริง ๆ ไม่ใช่กิโลเมตร วัดสร้างในแบบล้านนาภายในมีพระพุทธรูปขนาดเล็กประดิษฐานอยู่ สำหรับสาเหตุที่วัดนี้มีขนาดน้อยนักก็เพราะสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านในอดีตได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ถึงจำนวนวัดในเมืองน่าน แต่ปรากฏว่าท่านนับพลาดทำให้กราบบังคมทูลจำนวนวัดเกินไปหนึ่งวัด ท่านจึงได้สร้างวัดน้อยแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อให้ครบตามจำนวน

        ถือว่าเป็นอีกบทบันทึกที่น่าสนใจและไม่ควรพลาดจะมาชมและกราบไหว้วัดที่เล็กที่สุดในประเทศวัดนี้กันครับ วัดน้อยตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเมืองน่านครับ

และสุดท้ายขากลับอย่าลืมแวะซื้อไส้อั่วมาฝากคนแนะนำด้วยนะครับ

Read more

โนอิ้ง บุดดา

by kidmai

May 22, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2557

        โนอิ้ง บุดดา แปลเป็นไทยว่า รู้จักพระพุทธเจ้า เป็นชื่อองค์กรชาวพุทธองค์กรหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการกระทำอันไม่เหมาะสมกับพระพุทธรูป หรือสัญลักษณ์ทางพุทธที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

        โดยส่วนมากก็มาจากประเทศฝั่งยุโรปที่เขาไม่คุ้นชินกับพุทธ แต่คงเห็นว่าพระพุทธรูปนั้นมีเสน่ห์ มีจุดเด่นทำให้เขาชอบนำไปดัดแปลงประดับตามอาคารบ้านเรือน ร้านค้า ไปจนถึงเป็นสินค้าทั่วไป

        เรื่องของการนำไปตกแต่งนั้นจะว่าไปพวกเราชาวพุทธกันเองก็ทำกันอย่างแพร่หลาย ไปตามโรงแรม รีสอร์ต หรือศูนย์การค้าหลาย ๆ แห่งก็มีการนำพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธเจ้ามาใช้แต่งตามผนัง กำแพง หรือในส่วนรับรอง แต่ด้วยเราพอคุ้นชินวิถีแบบพุทธอยู่เราจึงมีความระมัดระวัง ไม่นำไปแต่งในที่ที่ไม่ควร ขณะที่เขาไม่คุ้นเลยมีนำไปแต่งโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมเช่นในห้องน้ำ หรือในที่สกปรก

        ขณะที่การนำไปผลิตเป็นสินค้านั้นก็เช่นกัน หลายสินค้าที่เป็นของต่ำก็มีการเอาภาพพระพุทธเจ้าไปแต่งไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เป็นลายบนพรม หรือของเล่นที่เด็กต้องเหยียบอย่างเสก็ตบอร์ด รวมถึงที่เห็นบ่อยคือในงานที่เรียกว่าศิลปะที่คนพุทธเห็นแล้วหัวใจจะวาย มีการนำนางแบบเปลือย นำเซเลบดังมาแต่งวาบหวิว(หรือไม่แต่งเลย) มาโพสต์ท่ากับพระปฏิมาเหมือนพระพุทธรูปเป็นก้อนหินแต่งฉากก้อนหนึ่ง

        ทั้งหมดนี้มองมุมหนึ่งก็คงต้องให้อภัยในความไม่รู้ของเขา ให้อภัยกับค่านิยมที่ต่างกันของเขา ที่ทำได้คงเป็นพยายามเผยแพร่ค่านิยม จารีตในแบบของเราให้เขาเข้าใจ และเกื้อกูลกันฉันท์เพื่อนร่วมโลก

        แต่ประเด็นที่ผมอยากชวนมองต่อไม่ใช่ว่าเราจะแก้ไขพวกเขาอย่างไร แต่เป็นเราจะแก้ไขพวกเรากันเองอย่างไรต่างหากครับ

        ก่อนจะไปรณรงค์สร้างความเข้าใจกับคนนอก เอาคนในของเรากันเองนี่แหละว่าให้ความเคารพ และเข้าใจสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์นี้พอเพียงหรือยัง

        อยากจะบอกว่ารีสอร์ตหลายแห่งในบ้านเรากันเอง ก็เคยเห็นมีการนำพระพุทธรูปไปเป็นของประดับในห้องน้ำหรือส่วนที่ผู้มาใช้บริการมักต้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ความละเอียดอ่อนตรงนี้ล่ะครับ ที่จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่เราจะไปรณรงค์ได้ ผมแอบเชื่ออยู่ว่าส่วนหนึ่งที่ฝรั่งเขาวางพระไม่เหมาะก็เพราะมาจากการเห็นตัวอย่างจากคนของเรากันเอง

        ในฐานะที่เป็นชาวพุทธองค์กรโนอิ้ง บุดดาก็ทำหน้าที่อันดีงามนี้ต่อชาวโลกไป ส่วนเราก็อย่างดูดายทำหน้าที่รณรงค์นี้เช่นกันต่อคนใกล้ตัวกันไป

เริ่มจาก ลองสำรวจดูซิครับว่าที่บ้านเราเก็บหนังสือธรรมะที่มีรูปพระในระดับที่ที่เหมาะสมหรือยัง !

Read more

ทฤษฏี

by kidmai

May 21, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2557

        ฉบับก่อนเพิ่งคุยเกี่ยวกับการวิจัยไปฉบับนี้ก็ขอต่ออีกนิดนะครับ

        ทฤษฏี หรือ Theory ที่เหมือนเรื่องไกลตัวนี้แท้จริงแล้วใกล้ตัวเราย่างยิ่ง เกือบทุกสิ่งที่เราเกี่ยวข้องล้วนต้องอาศัยทฤษฏี ไม่ว่าเพื่อการนำไปใช้ผลิตสินค้าออกมาขายให้เรา เพื่อการออกแบบระบบริหารให้เราใช้ หรือแม้แต่เพื่อให้วิธีในการดูแลลูกของเราเอง

        หลายคนบอกไม่จริง ตั้งแต่เกิดมาจนจะตายนี่แล้วยังไม่เห็นได้รู้จักเลยสักทฤษฏี

        ใครที่รู้สึกเช่นนั้นก็ไม่แปลกครับ เพราะทฤษฏีเป็นเหมือนฉากหลังก่อนที่จะให้กำเนิดเป็นผล หรือเป็นเหมือนเมล็ดพันธ์พืชที่ฝังอยู่ใต้ดินที่เราไม่เห็นแต่เราก็ได้กินผลของมันจากต้นบนดินนั่นเอง

        ซึ่งหากอยากจะพูดถึงชีวิตแบบปลอดทฤษฏีจริง ๆ ก็คงต้องย้อนอดีตไปตั้งแต่ก่อนจะมีหลักวิชาการ หรือก่อนจะมีนักวิชาเกินออกมามีบทบาทในสังคม ในยามที่บรรพบุรุษเราพวกท่านอยู่และโตได้โดยไม่ต้องอาศัยทฤษฏี

        แต่การบอกว่าไม่มีทฤษฏีนั้นไม่ใช่หมายความว่าพวกท่านไม่มีความรู้นะครับ บรรพบุรุษเรามีความรู้มากมายมหาศาลเกินที่เราคิดไว้เยอะ ท่านรู้เรื่องดินฟ้าอากาศดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา ท่านรู้เรื่องพืชผลเกษตรดีกว่านักวิชาการเกษตร ท่านรู้แม้แต่การเดินเรือมากกว่ากัปตัน กลาสี

        แต่ความรู้เหล่านี้สะสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดำรงอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความรู้นั้น ชุมชนชายทะเลก็มีพูมิรู้เรื่องประมง ชุมชนชาวเขาก็มีความรู้เรื่องป่า

        แต่มาเดี๋ยวนี้เรามีการจัดการความรู้ มีการรวบรวม ทดสอบ พัฒนาองค์ความรู้จนออกมาเป็นทฤษฏี ให้ชนรุ่นหลังได้นำไปใช้

        ฟังดูน่าจะดี แต่เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ทำไปทำมาดูเหมือนทฤษฏีทั้งหลายกับไม่สามารถสู้กับภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่ได้ โดยเฉพาะในแง่การใช้งานจริง

        นั่นก็เพราะวิชาการสมัยใหม่เป็นการเรียนแบบแยกส่วน ซึ่งอาจทำให้ดูมีสาระละเอียดลึกซึ้ง แต่เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริงที่มีองค์ประกอบแวดล้อมอีกมาก ทฤษฏีนั้นจึงทำงานไม่สำเร็จ

        และหากนึกให้ดีว่าเราเรียนเพื่ออะไร “เรียนเพื่อรู้” หรือ “เรียนเพื่อใช้” คำตอบนั้นชัดเจนว่าเราย่อมต้องเรียนเพื่อนำไปใช้งาน แล้วสิ่งที่ระบบการเรียนยุคนี้สอนพาเด็ก ๆ ไปสู่จุดนั้นได้ไหม

        ตอบได้ทันทีว่าไม่ได้ และนี่เองที่ทำให้เด็กที่เรียนในแนวทางเช่นนี้จึงโตขึ้นมาแล้ว ยิ่งช่วยตัวเองไม่ได้ ยิ่งคิดไม่เป็น ยิ่งใช้ชีวิตไม่ถูก

        จะปฏิรูปการศึกษากันต้องเริ่มที่จะกล้าเชื่อว่าทฤษฏีจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดที่ผลิตหลักสูตรการศึกษาเช่นนี้ขึ้นมานั้นยังไม่เหมาะสมนัก หรืออย่างน้อยก็ในยุคนี้ หากไม่กล้ารื้อฐานความรู้ ความเชื่อเดิมทิ้งจะปฏิรูปการศึกษาอีกกี่รอบก็ช่วยไม่ได้ครับ

อย่าไปยึดกับทฤษฏีมากนักเลยครับ นักวิชาการทั้งหลาย

Read more

ปรัชญาการศึกษา

by kidmai

May 20, 2014

Bangkok Weekly

0 comments

คอลัมน์ คิดใหม่ดอตคอม นิตยสารบางกอก

วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2557

        สมัยนี้เขาเรียกว่าสมัยปฏิรูป !
        นั่นเป็นเพราะของเดิมสะสมความกระพร่องกระแพร่งไว้จนก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อย จนคนจำนวนมากคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะปรับปรุงขนานใหญ่ เปลี่ยนกันแบบถอนราก ถอนโคน เราจึงคุ้นหูกับคำว่า “ปฏิรูปการเมือง” หรือ “ปฏิรูปประเทศ”

        แต่ปฏิรูปที่ผมจะชวนคุยวันนี้แม้ชื่ออาจฟังดูไม่ใหญ่เท่าแต่ความสำคัญนั้นใหญ่ยิ่ง อาจยิ่งกว่าปฏิรูปทั้งสองนั้นก็ได้เพราะหากส่วนนี้ยังไม่ปรับ ยังไม่ปฏิรูปจะไปหวังเคลื่อนส่วนอื่นคงยากหรือเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ “ปฏิรูปการศึกษา”

        บางท่านอาจสงสัยว่าก็เห็นเด็กเรียนจบกันสูงขึ้น ไปแข่งขันอะไรก็ได้รางวัลมาทุกบ่อย ทำไมถึงบอกว่าต้องปฏิรูป

        คำตอบนั้นคงไม่มีตัวชี้วัดใดดีไปกว่าดูที่ผลที่คาดหวังจากการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผลการสอบ หรือรางวัลดั่งที่ยกมาแต่เป็นความร่มเย็นเป็นสุขของครอบครัวและสังคมต่างหาก

        ครอบครัวทุกวันนี้เป็นอย่างไรรักใคร่ปรองดองกลมเกลียวกันดีไหม หรือมีปัญหาหย่าร้างกันมากขึ้น มีความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น มีปัญหาท้องก่อนแต่งมากขึ้น

        หรือในระดับสังคมก็ลองดูว่าสังคมเป็นอย่างไร คนในชาติสมัครสมานสามัคคีกันดีไหม หรือมีแต่ปัญหาอาชญากรรมกันทุกพื้นที่ การทุจริตคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง การขัดแย้งทางความเชื่อ ความคิดรุนแรงจนบานปลาย

        ตอบกันได้นะครับ และปฏิเสธไม่ได้ว่าผลเป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุ ซึ่งเหตุนั้นรากเหง้าของมันก็มาจากคน หรือวิธีคิดของคน วิถีการใช้ชีวิตของคน แรงจูงใจของคน ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มาจากฐานการศึกษาที่ส่งให้คนเติบใหญ่มีความรู้ ความคิด ความเชื่อ และมีแรงจูงใจตามนั้น

        ด้วยผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างชัดแจ้งนี้เองที่ทำให้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ เสียที และการปฏิรูปนั้นต้องแรงและใหญ่จริง ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงปรับเปลี่ยนกลไก เครื่องมือ หรือวิธีการทำงาน จัดสรรงบประมาณเพิ่ม หรือเติมเทคโนโลยีแต่อย่างใด แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนแบบถอนราก ถอนโคน รื้อกันไปถึงต้นตอของการศึกษากันเลย ว่าที่เราให้ลูกหลานเราร่ำเรียนนั้นเพื่อให้ได้วิชาความรู้ไปหากิน ได้ปริญญาบัตรไปปรับตำแหน่งให้เงินเดือนสูง ๆ หรือเราให้ลูกหลานเราเรียนเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

        จะปฏิรูปต้องตอบคำถามแก่นนี้ให้ได้ก่อน ภาษานักนิติศาสตร์เขาเรียกนิติปรัชญา คือแก่นของการที่จะออกกฎหมายฉบับใดมาเป็นเครื่องมือในการให้ข้าราชการและภาคเอกชนได้ใช้งาน

        พรบ.การศึกษาตลอดชีวิตหากไม่ชัดเรื่องเป้าหมาย และไม่หยั่งลึกให้ถึงแก่นทำไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอกครับ อย่างดีก็แค่ทำให้คนของเรากลายเป็นที่หนึ่งใน AEC หรือแม้แต่ที่หนึ่งในโลก แต่ไม่อาจตอบโจทย์เรื่องความสุข สงบ อบอุ่น เรียกร้อยในสังคมได้ครับ

Read more