โลกนี้เป็นของคู่ !

by kidmai

August 11, 2014

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Loveนิตยสาร Happy+ สิงหาคม57

        4 คู่หลักที่ชาวโลกหนีไม่พ้นเรียกโลกธรรม 8 คือ

        มีสุข มีทุกข์
        มีลาภ หมดลาภ
        มียศ เสื่อมยศ
        โดนชม(สรรเสริญ) โดนด่า(นินทา)

        ใครคิดจะเพลิดเพลินบนโลกใบนี้ย่อมไม่อาจหนีของ 8 สิ่ง 4 คู่นี้พ้น นี่ว่ากันเรื่องของคู่ที่เป็นสามัญ แต่โลกนี้ยังเต็มไปด้วยของคู่อีกมากมาย คู่ใหญ่-เล็ก คู่บน-ล่าง คู่ซ้าย-ขวา ซึ่ง แต่ละด้านที่น่าจะมีน้ำหนักเท่า ๆ กันแต่ในความเป็นจริงมักมีน้ำหนักต่างกัน
คนจำนวนมากก็จะชอบบ้านหลังใหญ่มากกว่าบ้านหลังเล็ก ชอบอยู่คอนโดชั้นบนมากกว่าชั้นล่าง หรือเห็นค่ามือขวามากกว่าค่าของมือซ้าย แต่ก็อาจมีบางคนที่ชอบบ้านหลังเล็กมากกว่าเพราะไม่ต้องเหนื่อยทำความสะอาดมาก บางคนอาจชอบอยู่บ้านติดดินมากกว่าเพราะไม่อยากเสี่ยงเหนื่อยเดินขึ้นหากไฟดับ ลิฟต์เสีย ส่วนบางคนที่ถนัดซ้ายก็ย่อมรู้สึกเห็นค่าของมือซ้าย เท้าซ้ายมากกว่า

        นี่แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักของคู่นั้นขึ้นกับบริบทแวดล้อม ช่วงเวลา รวมถึงปัจจัยเฉพาะบุคคลขณะต่าง ๆ กัน ฉะนั้นแม้ของคู่จะเท่ากันในแง่ของคำนิยามพื้นฐานแต่อาจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งบ้างตามแต่กระแสของสรรพสิ่งจะพัดพาไป ดังเช่นของอีกคู่หนึ่งที่บางช่วงเวลาชาวโลกให้ความสำคัญมากจนกลายเป็นกระแสเรียกร้องใหญ่นั่นคือคู่ของ ชาย-หญิง

        ในบางช่วงเวลาความเหลื่อมล้ำนี้มีมากทั้งที่ผู้หญิงก็มีความสามารถไม่ต่างจากผู้ชายดูได้จากผู้หญิงหลายคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศมหาอำนาจ เป็น CEO ของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ หรือหากย้อนดูประวัติศาสตร์จะได้ยินคำเรียกขานถึงผู้หญิงที่มากความสามารถอย่าง “วีรสตรี” “หญิงเหล็ก” “หญิงแกร่ง” หรือหากย้อนไกลไปอีกก็จะได้ยินอีกหนึ่งคำเรียกขานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคือคำว่า “มหาอุบาสิกา”

        มหาอุบาสิกาคำนี้มิใช่การยกย่องโดยคนธรรมดาแต่เป็นการยกย่องจากพระศาสดาในศาสนาพุทธที่มีต่อผู้หญิง 10 ท่านที่มีความสำคัญยิ่งใน 10 ด้านคือ

        นางสุชาดา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในการเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาทั้งปวง มหาอุบาสิกาท่านนี้เราคุ้นกันดีในการที่ท่านนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำไปในถวายในวันแห่งการตรัสรู้ ท่านได้ฟังและบรรลุธรรมพร้อมภรรยาเก่าของท่านยสะ เป็นอุบาสิกาคู่แรกในพระพุทธศาสนา

        นางวิสาขา ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านเป็นผู้เป็นทายิกา (ผู้ถวายทาน) ท่านนี้เป็นอีกมหาอุบาสิกาที่เราคุ้นที่สุด ท่านมีบทบาทในการทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างมากทั้งการสร้างวัดและการถวายอุปภัมน์แก่พระภิกษุ

        นางขุชชุตตรา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้แสดงธรรม ท่านเป็นสาวพิการหลังค่อม เป็นบริวารของนางสามาวดี ท่านได้ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผลจึงมีหน้าที่ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วมาแสดงให้ผู้อื่นฟังต่อ จนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแสดงธรรม

        พระนางสามาวดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้อยู่ด้วยเมตตา ท่านถูกพระเจ้าอุเทนที่เชื่อคำยุยงของพระนางมาคันทิยาจึงให้นางสามาวดีและหญิงบริวารยืนเรียงแถวกันแล้วยิงด้วยธนู แต่ท่านได้แผ่เมตตาแก่พระเจ้าอุเทน ธนูที่ยิงไปจึงมิได้ทำอันตราย

        นางอุตตรานันทมารดา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในการเพ่งฌาน หรือผู้เข้าฌาน ท่านโดนนางสิริมา และสามีใช้น้ำมันร้อน ๆ เทราดไปบนศีรษะของท่าน แต่ท่านจึงเข้าฌานจึงไม่เป็นอะไร

        พระนางสุปปวาสา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้ถวายของอันมีรสอันประณีต ท่านได้ฟังธรรมจบแล้วก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน และได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกอย่างสม่ำเสมอ

        นางสุปปิยา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้อุปัฏฐากภิกษุอาพาธ ท่านได้ฟังธรรมแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน วันหนึ่งท่านทราบว่าพระสงฆ์อาพาธรูปหนึ่งต้องการอาหารที่มีเนื้อ แต่ท่านหาซื้อไม่ได้จึงเฉือนเนื้อที่ขาตัวเองไปปรุงเป็นอาหารถวาย และนี่เป็นต้นบัญญัติของการห้ามฉันเนื้อมนุษย์ด้วย

        นางกาติยานี ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านเป็นผู้เลื่อมใสมั่นคง ด้วยคืนหนึ่งมีโจรปล้นบ้านขณะท่านและบริวารกำลังฟังธรรม หัวหน้าโจรได้ยินท่านบอกทาสีว่า โจรอยากได้อะไรก็ให้เขาขนไป เราจะฟังธรรม จนหัวหน้าโจรเลื่อมใสสั่งให้ลูกน้องคืนของและขอบวช

        นางนกุลมารดาคหปตนี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดาด้วยท่านเคยเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้ามา 500 ชาติ นางกาฬีกุกรรฆริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านเป็นผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา ด้วยท่านได้ยินยักษ์ที่ยืนอยู่ในอากาศเหนือปราสาทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสจนบรรลุเป็นพระโสดาปันทั้งที่ไม่เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

        นี่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสยกย่องผู้หญิงที่เป็นยอดอย่างเป็นทางการซึ่งเรื่องการยกย่องนี้ไม่เฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้นยังถือเป็นประเพณีที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ทรงกระทำเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติยกย่องสตรีในฐานะที่ควรของชาวพุทธ

        ที่สำคัญนี่ยังเป็นการแสดงถึงสิทธิที่สำคัญที่สุดในชีวิตของทุกคนนั่นคือ สิทธิในการบรรลุธรรม !

Read more

ทุนนิยม ?

by kidmai

August 11, 2014

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่       มิถุนายน 2557

        ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1979 อันเป็นจุดเริ่มต้นของโลกาภิวัตน์ ที่วัตน์นี้สะกดด้วย “ต” ไม่ใช่ “ฒ” อย่างที่หลายคนสะกดผิดเป็นโลกาภิวัฒน์ และไปเข้าใจถึงวัฒนา พัฒนาจนคิดว่าโลกจะเจริญอย่างอภิมหาศาลมากมายจนหลงทางฝันประมาทจนมิได้เตรียมตัวรองรับกัน

        และปีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่นี้ก็ด้วยเพราะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นเทคโนโลยีดิจิตอลที่พื้นฐานของสรรพสิ่งถูกแปลงจากลักษณะของคลื่นหรืออนาล็อกมาเป็นแท่งหรือเลขฐาน 2 ทำให้การจัดการ จัดเก็บ ส่งต่อเป็นไปได้อย่างสะดวกไร้ขีดจำกัด และยิ่งมาประกอบกับเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำยิ่งยวดอย่างไฟเบอร์ออพติก สายเคเบิลใยแก้วที่ถูกค้นพบออกมาอย่างได้จังหวะทำให้การเชื่อมต่อ ส่งต่อข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วเกินจินตนาการยิ่ง ส่งผลให้สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ถูกพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด

        แต่ท่ามกลางสภาพที่เหมือนที่จะมีแต่ความเจริญอย่างหยุดไม่อยู่นั้นอีกมุมหนึ่งโลกก็ได้แสดงความเสื่อมให้เห็นอย่างรั้งไม่ไหวขึ้นเช่นกัน

        ทั่วโลกประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทั่วโลกประสบปัญหาสังคมที่หนักหนา ทั่วโลกเผชิญกับภัยพิบัติที่เรียกได้เต็มปากว่ามหาภัยพิบัติ ทั้งหมดสร้างความสูญเสียขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

        ซึ่งปัญหาทั้งปวงไม่เว้นแม้แต่ภัยจากธรรมชาติที่น่าจะเป็นเรื่องของธรรมชาตินั้นหากสาวหาสาเหตุเข้าจริง ๆ กลับล้วนมีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น เพราะมนุษย์ไปเบียดบังธรรมชาติมาก มากจนเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรักษาสมดุลได้ ผลคือธรรมชาติที่เอียงกระเท่จากฝีมือมนุษย์จนการเอียงนั้นทำให้ธรรมชาติจำต้องปรับตัวเพื่อให้ระบบกลับมาสมดุลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จนก่อเกิดเป็นภัยพิบัติขึ้น

        เปรียบไปคล้ายกับนักกายกรรมที่แสดงโชว์ชุดหมุนจานบนปลายแท่งเหล็กที่หากหมุนได้สมดุลจานนั้นก็ยังคงหมุนได้อย่างต่อเนื่องสวยงามเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมทั้งโรงละคร แต่เมื่อใดที่จานเอียงเสียสมดุล จานย่อมตกจากปลายแท่งตกพื้นแตกกระจายเรียกเสียงกรี๊ดตกใจจากผู้ชมเช่นกัน

        และหากเจาะลึกลงไปอีกก็อาจระบุได้ว่าสาเหตุของความเสื่อมทรามทั้งปวงนั้นล้วนเกิดจากความโลภที่ไม่มีจำกัดของมนุษย์นั่นเอง

        ความโลภที่เป็นต้นตอให้ธรรมชาติเสียสมดุลจนก่อเกิดมหันตภัย และความโลภที่ทำให้สังคมเสียสมดุลจนก่อเกิดปัญหาสังคมอย่างรุนแรง

        เมื่อมนุษย์เบียดเบียนกันจนสังคมเสียสมดุล บางส่วนโป่งพองขยายใหญ่เอา ๆ ขณะที่บางส่วนถูกบีบให้ต่ำต้อยจากความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ การเข้าถึงและถือครองทรัพยากรอันจำกัดของโลก ทำให้สังคมเกิดไหวไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว สังคมเกิดสึนามิไม่ต่างจากคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง เพื่อปรับให้สมดุลสังคมนั้นกลับมาเช่นกัน

        ปีค.ศ. 1979 เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างรวดเร็วนี้ แต่ถ้าสาวให้ไกลขึ้นจะเห็นว่าสถานการณ์นี้มีจุดเปลี่ยนสำคัญมาก่อนแล้วนั่นคือตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์ได้เปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนสินค้าไปสู่ระบบใหม่ที่เรียกว่า “ทุนนิยม “ ซึ่งใช้เวลาไม่นานเลยที่ระบบนี้ได้กลายเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็วจนเป็นเหมือนระบบเดียวที่โลก ”ต้อง” ใช้ พอเกิดมาก็ถูกสอนให้ทำงาน ให้ร่ำรวยโดยอาจไม่เฉลียวใจเลยว่ากำลังถูกสอนให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่ได้สะดุดใจเลยว่าปัญหาทุกชนิดที่กล่าวมาแล้วนั้นมาจากรากของวิธีคิดแบบนี้นี่เอง

        ดังนั้นมนุษย์ทั้งในฐานะที่เป็นผู้ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมาจึงไม่ควรนั่งมองดูปัญหาที่เกิดขึ้นเฉย ๆ มนุษย์ต้องมีส่วนรับผิดชอบ มิเช่นนั้นก็จะเป็นมนุษย์นั่นเองที่อยู่กันอย่างสุขสบายตามหวังไม่ได้ นั่นทำให้บรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นนักลงทุน นักธุรกิจระดับต่าง ๆ ที่เริ่มเห็นว่าหากมนุษย์ผู้อื่นหรือสังคมอยู่ไม่ได้ธุรกิจของเขาหรือตัวเขาก็ย่อมอยู่ไม่ได้ เพราะหากไม่มีลูกค้าหรือลูกค้าไม่มีกำลังซื้อแล้วบริษัทจะผลิตสินค้าไปขายใครกันจนเกิดแนวคิดการทำ Corporation Social Responsibility หรือการรับผิดชอบสังคมขึ้น จนต่อมาได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หลักกลยุทธ์หนึ่งของธุรกิจในปัจจุบัน

        แต่แม้โดยคร่าว CSR นี้น่าจะเป็นเรื่องดี แต่อาจเป็นเพราะการกระทำนั้นจำนวนมากยังมาจากพื้นฐานของความโลภคือเพื่อเพิ่มหรือรักษาผลประโยชน์ของตน ทำให้ CSR ขาดพลังที่จะช่วยสังคมได้จริง เป็นเพียงเสมือนการปรับตัวทางการบริหารทั่ว ๆ ไปที่จากสมัยหนึ่งที่เคยลงทุนในเครื่องจักร หันมาลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ มาลงทุนในบุคลากร จนมาถึง CSR ซึ่งเหมือนเป็นการลงทุนในลูกค้านั่นเอง

        และนั่นทำให้สภาพปัญหาในโลกยังมิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด กลับทั้งยังทวีความเสื่อมทรามยิ่งขึ้น เพราะโครงการความดีต่าง ๆ กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของความโลภไปอย่างไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

        หน้าที่ของมนุษย์ขณะนี้จึงเป็นการแสวงหาเครื่องมือชิ้นใหม่ที่จะนำมาซึ่งการแก้ทุกปัญหาในโลกนี้ได้อย่างแท้จริงหรืออย่างน้อยก็เฉลียวใจว่าระบบทุนนิยมที่ใช้อยู่นี้มิใช่ระบบที่ดีที่สุด และไม่ใช่ระบบเดียวที่โลกมี จำเป็นด้วยหรือที่เกิดมาก็จะเชื่อกันเลยว่าจะต้องใช้ชีวิตทำงานหรือลงทุนขายสินค้าเพื่อให้คนอื่นเอาเงินมาให้เราให้เราเอาเงินมาหาซื้อสุขตามความเชื่อของทุนนิยม เป็นไปได้ไหมว่าจะเกิดมาใช้ชีวิตทำงานและลงทุนให้ “ความสุข” คนอื่นและให้คนอื่นจ่าย “ความสุข” คืนแก่เรา

        โลกเคยผิดด้วยการใช้กันแต่ GDP จนวันนี้เริ่มหันมามอง GNH แล้วทำไมโลกถึงจะผิดอีกไม่ได้ผิดจากที่เคยเชื่อว่าจะต้อง ลงทุนด้วยเงินเพื่อเงินมาเป็น ลงทุนให้ความสุขเพื่อความสุข

Read more

ปลูก(ลูก)ไม้

by kidmai

August 11, 2014

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Loveนิตยสาร Happy+ กรกฏาคม57



You are what you eat
คุณเป็นอย่างที่คุณกิน

        นี่เป็นความจริงที่ทุกคนทราบและยอมรับโดยทั่วกันจนเกิดกระแสการบริโภคพืชผักปลอดสาร หรือพืชผักออแกนิกขึ้น เพราะคนเริ่มกลัวที่จะกินผักที่ใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงผักที่ใช้ปุ๋ยเคมีเร่งรัดการเจริญเติบโตมีสารเคมีตกค้างที่เมื่อนำมาบริโภคก็เท่ากับกินสารเคมีอันตรายนั้นเข้าไปในร่างกายก่อเกิดโรคภัยร้ายแรงตามมาคร่าชีวิตคนกินเอง คนที่มีความรู้และความห่วงใยสุขภาพจึงยอมที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อหาผักออแกนิกมาบริโภค แต่จะว่าไปใช้คำว่าแพงอาจไม่ถูกต้องนัก เพราะราคาที่สูงกว่าของผักปลอดสารหรือผักออแกนิกนั้นเอาเข้าจริงน่าจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับการประหยัดค่ารักษาพยาบาลอันเกิดจากสารพิษที่บริโภคเข้าไปโดยยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่าของชีวิตกันเลย

        แม้ในภาคปฏิบัติจริงคำว่าปลอดสารกับออแกนิกสองคำนี้จะมีความต่างกันอยู่บ้างในแง่ความเข้มข้นของการควบคุมการปนเปื้อนในขั้นตอนต่าง ๆ แต่โดยรวมถือว่าเป็นเรื่องของการพยายามที่จะทำให้ของที่จะกินไม่มีสารเคมีที่เข้าไปทำอันตรายกับคน ซึ่งน่าจะช่วยกันรณรงค์ให้ทุกคนหันมานิยมจะได้มีสุขภาพกายที่แข็งแรงขึ้น รวมถึงน่าจะช่วยกันขยายประโยชน์ของการปลอดสารหรือออแกนิกนี้มาใช้ในภาพที่ใหญ่ขึ้นจาก “คุณเป็นสิ่งที่คุณกิน” ขยายเป็น ” สังคมเป็นตามสมาชิกที่สังคมมี”

        ขยายมุมมองจากผักออแกนิกที่เกษตรกรปลูกมาป้อนตลาดทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีขึ้น มามองว่าเด็กออแกนิกที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เลี้ยงดูมาป้อนสังคม ก็ย่อมจะทำให้สังคมนั้นมีความเจริญขึ้นเช่นกัน

        ปลูกผักออแกนิกนี่เข้าใจ แต่เลี้ยงเด็กออแกนิกนี่เป็นอย่างไร ?
        ใครสงสัยก็ลองเทียบกับการปลูกพืชดั่งที่คุยกันมาต่อได้ครับ

        ในทางเกษตรใครปลูกต้นอะไรก็ย่อมได้ต้นนั้นใครปลูกมะม่วงย่อมได้ต้นมะม่วง ใครปลูกมะนาวย่อมได้ต้นมะนาว ซึ่งเมื่อเทียบกับเรื่องเด็กก็แน่นอนคือเมื่อพ่อแม่เป็นคนลูกที่เกิดมาย่อมเป็นคนด้วยไม่อาจจะกลายเป็นลูกเสือ ลูกแมวไปได้ และจากนั้นหากปลูกผักด้วยเมล็ดพันธ์ที่ดี ผลผลิตย่อมดีด้วยเช่นเดียวกับเมล็ดพันธ์พ่อแม่เป็นคนดีอบรมสั่งสอนลูกหรือทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี เด็กย่อมโตมาเป็นคนดีด้วย แต่ก็อาจมีบ้างที่เกิดการผ่าเหล่า ผ่ากอพ่อแม่เป็นคนดีลูกกลายเป็นคนร้าย พ่อแม่เป็นตำรวจผู้พิทักษ์ลูกกลายเป็นโจรก็มีเหมือนกัน

        จากเมล็ดพันธ์มาสู่การปลูก ชาวไร่ ชาวสวนเมื่อได้เมล็ดพันธ์ชั้นดีมาแล้วขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมดิน หากดินไม่ดี ดินแข็งเป็นหินหรือไร้ธาตุอาหารเช่นนี้ต่อให้พันธ์ดีก็ปลูกไม่ขึ้นผักไม่แทงยอดแน่ ๆ เด็ก ๆ ก็เช่นกันเขาอาจเกิดมาด้วยเมล็ดพันธ์ที่ดีคือเราผู้เป็นพ่อแม่ที่ดีแล้วแต่ดินคือสภาพแวดล้อมไม่ดีซึ่งก็คือโตมาในสังคมที่ขาดคุณธรรมศีลธรรมอันดีเด็กนั้นย่อมไม่อาจโตมาอย่างสมบูรณ์ได้ จะมีแต่ความแคระแกร็นที่สักพักก็ตายไป เหมือนเด็กที่โตมาในสภาวะที่รอบด้านมีแต่ความแก่งแย่งไร้ศีลธรรมเอาแต่โกย เอาแต่ได้ เด็กคนนั้นย่อมเติบใหญ่มาอย่างเป็นคนเห็นแก่ตัว จ้องคอยเอาเปรียบสังคมกลายเป็นต้นไม้พิษตามดินที่ให้อาหารมา ต่างจากเด็กที่โตในดินดี เกิดมาบนพื้นฐานของวิถีอันงดงามมีสิ่งแวดล้อมที่เปี่ยมคุณธรรมที่จะเจริญขึ้นอย่าง เป็นประโยชน์ และมีความสุข ดังนั้นใครอยากให้ลูกหลานโตมาอย่างแข็งแรงมีความอุดมสมบูรณ์ก็ต้องหมั่นบำรุงดิน พรวนดินให้สภาพรอบตัวเขาอุดมไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมกันนะครับ

        ถัดจากขั้นเตรียมดินแล้วเมื่อไม้เติบใหญ่เกษตรกรก็ต้องดูแลเรื่องของแมลงร้าย ศัตรูพืชต้องป้องกันแมลงกันไม่ให้มากัดกินจนไม้ตาย เด็ก ๆ ก็เช่นกันพ่อแม่ก็ต้องคอยป้องกันแมลงซึ่งก็คือเพื่อนชั่ว เน็ตร้ายทั้งหลายให้ห่างจากเขาด้วยไม่เช่นนั้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต หรือจากอกัลยาณมิตรนั้นจะมาแพร่พิษสู่เด็กทำให้เด็กไม่โตหรือตายในที่สุด

        นอกจากนั้นหากจะให้ไม้เจริญแบบเต็มที่จริง ๆ ยังมีเรื่องของการตัดแต่งกิ่งไม่ให้ใบเยอะเกินจนทำให้ให้แย่งสารอาหารของผลไปหมด ต้องนำมาตากแดดบ้าง ต้องให้อดน้ำบ้างเช่นนี้ก็เหมือนต้องให้เด็กได้ฝึกลำบากบ้างให้เขาเผชิญภาวะลำบากจะได้หาวิธีแก้ไข พัฒนาตนเอง ต้องช่วยตัดความฟุ้งเฟ้อไม่จำเป็นให้เขาจะได้ไม่มาเป็นเรื่องถ่วงให้โตไม่เต็มที่

        นี่ล่ะครับการเพาะปลูกลูกที่อิงมาจากเพาะปลูกต้นไม้

        สรุปชีวิตออแกนิกเริ่มจากเมล็ดพันธ์ออแกนิก ปลอดสาร ไม่มัวเมา คือพ่อแม่ที่ดีมีความรักต้องการลูกมาสร้างครอบครัวที่อบอุ่นขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่อยู่กันด้วยความใคร่ลูกที่เกิดกลายเป็นผลข้างเคียงแบบนี้คือเมล็ดพันธ์ไม่ดีตั้งแต่ขึ้นการจัดหาแล้ว

        ดินออแกนิก ดินดี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยดีก็คือศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมที่หมั่นใส่ลงรอบตัวเขาให้ปลอดสาร ไม่มีตัวอย่างความฉ้อฉล คดโกง โกหกปลิ้นปล้อน

        การบำรุงรักษาออแกนิก ตามธรรมชาติคือรู้จักให้เขาอดทน ลำบากเพื่อฝ่าฟันเอาตัวรอด ปลอดสาร ไม่ได้เอาแต่สารเคมีไปเร่งรัดผลให้ใหญ่ ให้ดกผิดธรรมชาติ

นี่ล่ะครับชีวิตออแกนิก Organic Life ที่พ่อแม่ต้องการ สังคมต้องการ

Read more