ชุมชนสวัสดิการ

by kidmai

September 8, 2014

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Loveนิตยสาร Happy+ กันยายน 57

        Welfare Society ศัพท์คำนี้หากใครไม่ได้อยู่ในแวดวงงานสังคมก็อาจจะนึกถึงคำว่า “สวัสดิการสังคม”         ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่แล้วยังต่างเป็นคนละทิศด้วยซ้ำ ที่จริงอย่าว่าแต่คนไม่คุ้นเลยครับ แม้แต่คนที่อยู่ในวงงานสังคมสงเคราะห์เองจำนวนไม่น้อยก็ยังเข้าใจสับสน

        งานสวัสดิการสังคมนั้นแปลมาจากคำว่า Social Welfare ส่วน Welfare Society นี้แปลตรงตัวว่า “สังคมสวัดิการ” ครับ สลับคำ สลับความหมาย ที่สำคัญคือสลับแก่นด้วย !

        สวัสดิการสังคมนั้นเปรียบเหมือนคำกริยา เป็นการกระทำ การให้ความช่วยเหลือ การสงเคราะห์ รวมไปถึงการพัฒนาสมาชิกในสังคม มักถูกเปรียบเป็นภาพของการสร้างตาข่ายไว้คอยโอบอุ้มคนข้างในไม่ให้หลุดล่วงออกไปจนเกิดอันตราย

        ส่วนสังคมสวัสดิการนั้นเหมือนเป็นคำนาม คือการเรียกขานสังคมใด สังคมหนึ่งที่มีวิถีในการที่สมาชิกในสังคมนั้นคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง

        งานสวัสดิการสังคมในหลักการนั้นดีเป็นเหมือนการประกันให้สมาชิก แต่ถ้าใช้ไม่เป็นช่วยจนเกินเลย เลยเถิดไปจะเดินเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า “ประชานิยม” ที่ส่งผลเสียเป็นมะเร็งระยะยาว ที่สมัยนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากความเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะผลจากมะเร็งร้ายที่กัดกร่อน กัดกินเนื้อในของสังคมของประชานิยมนั้นได้ส่งผลเป็นแผลผุพองออกมาให้คนจำนวนมากที่อดีตเคยสนับสนุนหรือมองไม่เห็นความร้ายกาจนี้ทั้งยังอาจค่อนคอดคนติงว่าเป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายได้เห็นกันอย่างจะจะจนหมดข้อโต้แย้งกัน

        ส่วนสังคมสวัสดิการนั้นแค่คำขยายข้างต้นคงพอเห็นภาพอันอบอุ่น ภาพครอบครัวใหญ่ที่สมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน ใครเดือดร้อนคนที่มีกำลังพอช่วยได้ก็ช่วยไม่ต้องรอแบบมือขอเงินจากคนมีอำนาจ “สังคมสวัสดิการ” นี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัวแต่เป็นเรื่องใกล้ เป็นเรื่องของ “ชุมชน” ที่สมาชิกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือกันเองในทุกขั้นตอน เป็นสิ่งที่จะสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง จนควรจะเรียกอีกชื่อซึ่งอาจจะตรงมากกว่าคือ “ชุมชนสวัสดิการ”

        และชุมชนสวัสดิการนี้เองที่จะทำ “ประชานิยม” สิ้นฤทธิ์ลงได้อย่างแท้จริง เพราะประชาชนไม่ต้องรอพึ่งการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐบาลหรือผู้ปกครองท้องถิ่น อันนำมาซึ่งช่องทางในการได้อำนาจผ่านนโยบายประชานิยม ที่เมื่อประชานิยมไม่อาจครอบงำการปกครองได้แล้วการจะปฏิรูปมิติอื่นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือครอบครัวก็จะสามารถทำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนจริง ดังนั้นชุมชนสวัสดิการนี้จึงสมควรเป็นภาพสุดท้ายของทุกชุมชนในประเทศ

        คุณเห็นด้วยและอยากให้ชุมชนของคุณเองอยู่กันด้วยความอบอุ่น เอื้ออาทรซึ่งกันและกันดังที่เกริ่นกันอยู่เช่นนั้นใช่ไหมครับ

        ถ้าเห็นด้วยก็ขอบอกว่าภาครัฐเองทั้งภาพใหญ่ของมหานครอย่างกรุงเทพก็เห็นด้วยและได้มีบรรจุไว้ในวิสัยทัศน์อยู่แล้ว ที่ขาดอยู่ตอนนี้คือการเริ่มลงมือทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งการลงมือนี้มิใช่การรอให้รัฐทำแต่ต้องเป็นการลงด้วยมือคุณเองครับ อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เกินตัว เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ ความคิดเช่นนั้นเกิดเพราะความคุ้นชินกับ “อำนาจนิยม” (ประชานิยม) ทั้งที่จริงชื่อก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของชุมชน แล้วใครจะรู้ดีหรือเหมาะแก่การสร้างชุมชนของตนเองเท่ากับคนในชุมชนเองล่ะครับ

        ชุมชนของคุณที่คุณเป็นสมาชิก ที่ลูกหลานคุณต้องเติบใหญ่ขึ้นมา ถ้าคุณอยากให้พวกเขาโตมาบนพื้นที่แห่งความรัก คุณก็ต้องช่วยกันสร้าง

แล้วจะเริ่มสร้างกันอย่างไร ?

        ไม่ยากครับ จะมีชุมชนที่เข้มแข็งเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกในชุมชน คือเริ่มจากคุณเองที่เป็นคนสร้างความสัมพันธ์นั้นให้เกิดขึ้น หมั่นทักทาย โอภาปราศรัยกัน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่คนอื่น ๆ โอกาสเหมาะก็อาจชักชวนกันทำกิจกรรม งานบุญ งานประเพณีตามความเหมาะสม จากกลุ่มเล็ก ๆ นี้เองสักพักจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ไปจนวันหนึ่งย่อมเกิดพลังของชุมชนขึ้นจริง ได้ทราบความต้องการและปัญหาของชุมชนที่แท้จริง รวมถึงได้แนวทางในการแก้ไขปัญหานั้นด้วยการช่วยเหลือของสมาชิกกันเอง

        สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องการหลักวิชาหรือเครื่องมือพิเศษใด ๆ จากภาครัฐ การณ์จะดำเนินไปเองตามธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของชุมชน เพราะนั่นคือการมีส่วนร่วมในทุกระดับตั้งแต่การตระหนักรู้ปัญหา การหาทางแก้ การแก้ไข การรับผล และการประเมินผล เป็น Tailor Made ไม่ใช่ One Fit All แบบการรอรับความช่วยเหลือจากทางการที่ชุมชนมีส่วนร่วมเพียงขั้นตอนการรับผลเท่านั้น

        หลายปีที่ผ่านมามีคำติดหูอยู่คำคือคำว่า “จิตอาสา” ถือเป็นคำที่ดี ดีมาก ๆ แต่จะดีถึงที่สุดหากคำนั้นจะเดินต่อไปสู่คำว่า “จิตสาธารณะ” เพราะการอาสานั้นก็ยังคงเหมือนมีสองฝ่ายคือฝ่ายอาสาหรือผู้ให้กับฝ่ายผู้รับ แต่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของหน้าที่ เป็นเรื่องของธรรม

        Happy + ฉบับนี้มีธีมคือจิตอาสา Family in Love บทนี้จึงขอเชิญชวนให้คุณแปรจากจิตอาสา มาสู่วาจาอาสา กายอาสา ด้วยการร่วมกันสร้างชุมชนอันเข้มแข็งอบอุ่นทั้งนี้มิใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อลูกหลานที่จะเติบใหญ่ขึ้นมานั่นเอง

        ทำจิตอาสาง่าย ๆ แค่เพียงยิ้มและพูดจากันด้วยเมตตากับเพื่อนบ้านของคุณ ไม่นานจิตคุณจะกลายเป็นจิตสาธารณะและชุมชนคุณจะกลายเป็นชุมชนสวัสดิการครับ

Read more

ข่าวเล็กที่ยิ่งใหญ่

by kidmai

September 8, 2014

Post Today

0 comments

คอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ นสพ.โพสต์ ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่       สิงหาคม 2557

ข่าวที่ใหญ่และสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รู้เสมอข่าวหนึ่งก็คือข่าว“เครื่องบินตก”

        ยิ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ หมายถึงเครื่องบินที่ประชาชนคนทั่วไปใช้เดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันไม่ใช่เครื่องบินขนส่งพัสดุ หรือเครื่องบินของทางการการทหารแล้ว เวลามีลำใดโชคร้ายเดินทางไม่ถึงที่หมายจะกลายเป็นข่าวใหญ่ทันที ยิ่งช่วงไหนเกิดเหตุน่าสลดนี้มากกว่าหนึ่งในเวลาใกล้เคียงกันช่วงนั้นแทบจะทำให้คนกลัวจนไม่กล้าขึ้นเครื่องบินกันเลย

        แม้จะทราบกันดีว่าการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นจัดเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด มีตัวเลขสถิติยืนยันมากมายมาตลอดว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุนั้นน้อยมาก ๆ น้อยกว่าการเดินทางประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส เรือ หรือแม้แต่รถยนต์ส่วนบุคคลเยอะ อีกทั้งหากดูตัวเลขผู้ประสบภัยก็จะยิ่งชัดว่าคนบาดเจ็บล้มตายกันบนเครื่องบินมีน้อยกว่าการเดินทางทุกประเภทมาก

        แต่ที่คนกลัวกันมากเป็นเพราะแม้จะนาน ๆ เกิดสักครา แต่พอเกิดครั้งใดโอกาสที่จะมีผู้รอดชีวิตนั้นน้อยเหลือเกิน ต่างจากรถชนที่แม้จะชนกันบ่อยแต่ที่คนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถนั้นยังมีสิทธิ์รอดมากกว่า ทำให้ข่าวบนพื้นนี้เป็นข่าวที่ไม่ใหญ่เท่าบนอากาศ

        ทั้งที่แท้จริงนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรจะปล่อยผ่านไปเลย ควรหาสาเหตุกันให้เจอว่ามันมีอะไรกันแน่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่สูงจนลดไม่ลงนี้ หาเจอแลัวจะได้แก้ไขกัน ที่เมื่อแก้สำเร็จสิ่งที่ได้จะไม่เพียงแค่เรื่องของการลดตัวเลขอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะเลยไปถึงเรื่องสำคัญอื่น ๆ อีก

        ลองนึกดูซิครับ ว่าด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีขนาดนี้ ด้วยความรู้ทางวิศกรรมการก่อสร้างสูงล้ำปานนี้ ด้วยสมรรถนะของยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้ แต่ทำไมถึงยังเกิดอุบัติเหตุได้มาก ยังผล่าผลาญชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจำนวนมาก ทำไมความเจริญอันก้าวกระโดดของมนุษย์นี้ไม่สามารถป้องกันชีวิตมนุษย์กันเองจากการเดินทางด้วยวิถีทางพื้นฐานเช่นนี้ได้

        คำตอบก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้แก้ปัญหานี้ที่ตัวต้นเหตุอย่างแท้จริง ที่ทำกันอยู่นั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุที่ให้ผลเพียงชั่วครู่ ชั่วยาม และสาเหตุที่มักจะตกเป็นจำเลยหลักถูกนำมารณรงค์ให้แก้ไขก็คือเรื่องความบกพร่องเรื่องของตัวรถ เรื่องความไม่พร้อมของผู้ขับ และเรื่องความบกพร่องของถนน ที่ทั้งสามเหตุนี้แม้เป็นเหตุจริง แต่ยังเป็นจริงในเชิงรูปธรรมที่เมื่อเวลาผ่าน สถานการณ์เปลี่ยนก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีก ถนนที่เคยซ่อมจนดีสักพักก็พังอีก รถที่ปรับสภาพจนดีก็เสื่อมตามอายุใช้งาน ดังนั้นการแก้ปัญหาในขอบเขตทั้งสามนี้แม้ยังต้องทำแต่ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อใดที่กฏหมาย ระเบียบ หรือผู้ปฏิบัติหย่อนยานโอกาสเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงนั้นก็จะเกิดขึ้นให้ตามล้อมคอกกันอีกไม่รู้จักจบ

        การแก้ที่แท้จึงต้องสาวลึกลงไปอีกขั้นให้เจอสาเหตุว่าอะไรทำให้ถนนพัง อะไรทำให้คนขับประมาท อะไรทำให้รถบกพร่อง

ตอบกันได้ไหมครับ ?

        เฉลยแบบไม่กลัวผิดก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ความอยาก” ของคนที่เกี่ยวข้องนั่นเองนั่นเอง
        ผู้รับเหมาอยากได้ผลประโยชน์มากขึ้นเลยก่อสร้างถนนต่ำกว่าสเปก บริษัทอยากประหยัดค่าน้ำมันก็เลยบรรทุกสินค้าเกินพิกัด คนขับอยากได้รายได้มากก็ต้องฝืนขับหรือใช้ยากระตุ้นช่วย เจ้าของรถอยากประหยัดค่าซ่อมบำรุงก็ไม่ยอมเสียค่าซ่อมบำรุงตามเกณฑ์ที่กำหนดของรถ ซึ่งหากคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทำดั่งที่ควรจะทำก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้เกือบเต็มร้อย

        ดังนั้นทางแก้ที่ถาวรก็คือต้องลดทอนความอยาก กำจัดความโลภนี้ออกไป ฝึกให้คนสละออกบ้าง ให้ใจเป็นทานนึกถึงคนอื่นบ้าง หากทำได้เช่นนี้การทุจริตจนทำให้ถนนเสียหายก็จะไม่มี การทำงานผิดเกณฑ์เพื่อรายได้จำนวนมากจนเบียดเบียนกระทบคนอื่นก็จะไม่เกิด ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องย้อนกลับมาที่ระดับจิตใจของแต่ละบุคคล มิใช่แค่เรื่องหยาบที่เห็นได้ภายนอกเพียงสภาพรถ สภาพถนน หรือระดับแอลกอฮอล์ในกายคนขับ

        ทำให้วันนี้เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มองผิวเผินเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กแต่นี่ล่ะครับข่าวใหญ่ที่สังคมรอมานาน นั่นคือข่าวมาตรการการห้ามใช้มือถือ แชต ทอล์กกันขณะขับรถ เพราะนี่ไม่เพียงเป็นมาตรการในการช่วยลดอุบัติเหตุทางตรงจากความประมาทของคนขับ แต่ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่ส่งผลได้ถึงรากดั่งที่สาวกันเมื่อครู่ด้วย เพราะการกระทำนี้จะช่วยเข้าไปเปลี่ยนแปลงจากต้นตอลึก ๆ ในใจของสมาชิกในสังคมให้ฝึกสละความอยากส่วนตัวลง หัดอดทนต่อความคุ้นชินเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัวเพื่อส่วนรวม หันมาเห็นผลกระทบต่อคนอื่นมากขึ้น ไม่มักง่ายกับเรื่องเล็กน้อยอย่างวินัยบนท้องถนนจนยอมแลกกับเรื่องใหญ่กว่าคือสะสมพอกพูนความเห็นแก่ตัว

        ทุกวันนี้ใจเราก็เร็วตามสปีดอินเตอร์เน็ตกันจนรอไม่เป็น อดทนไม่ได้ อดกลั้นไม่มี ทำให้กิเลสในใจที่ถูกปรุงแต่งมากขึ้นมากจากความเร็วของการกระทบนั้นทำงานได้อยู่ตลอด จนสร้างเรื่องร้าย ก่อเรื่องไม่ดีมากมายมาสู่ผู้กระทำ มาตรการนี้ล่ะครับที่จะมอบโอกาสดีมาก ๆ ให้เราได้จะใช้ในการฝึกขันติความอดทน อดกลั้นนี้ หัดที่จะรอสักสิบ ยี่สิบนาทีเพื่อจะได้พูดคุยกับเพื่อน หัดอดกลั้นให้ถึงที่หมายก่อนแล้วค่อยก้มหน้าลงแชต ทั้งยังได้หัดที่จะวางแผนล่วงหน้า จัดการเรื่องราวสำคัญต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางที่ตนจะต้องอยู่หลังพวงมาลับรถ รับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนร่วมถนนคนอื่น ๆ ด้วย

        ผลที่จะได้มากับตัวจากการฝึกฝนตนนี้จะไม่ได้เพียงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นแต่ยังได้ทั้งมอบสิ่งดี ๆ แก่ตัวเองคือความอดทน ความใจเย็น การวางแผนอย่างรอบคอบ ที่คุณสมบัติเหล่านี้จะส่งผลดีให้กับชีวิตเรามากความรอได้ รอเป็น ใจเย็น รู้จักวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ประสบความสำเร็จ และมีความสุขกับชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย

เปิดด้วยข่าวใหญ่คือเครื่องบิน มาสู่ข่าวกลางอย่างรถ ขอปิดด้วยข่าวเล็กคือมือถือที่หมายลึกถึงการห้ามกิเลสในใจคน
นี่เป็นข่าวที่สำคัญกว่าทุกข่าวในโลกนี้ครับ

Read more