ปรัชญาครอบครัว

by kidmai

April 8, 2015

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Love นิตยสาร Happy+ เมษายน 2558

        โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยนิยมแนวคิดหรือหลักปรัชญาที่มาจากตะวันตกเท่าไหร่ ไม่ได้เป็นคนขวางโลกนะครับ
แต่เมื่อศึกษาเจาะลึกเข้าไปแล้วมันไม่สอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวจริง ๆ

        อย่างเช่นทฤษฎีความต้องการ 5 ขั้นของ “มาสโลว์” ที่ส่วนตัวผมเห็นว่าไม่จำเป็นที่คนจะต้องผ่านการสนองตอบความต้องการใน 4 ขั้นแรกคือ ปัจจัย 4 ความมั่นคง ครอบครัว หรือชื่อเสียงเกียรติยศก่อนแล้วถึงจะไปถึงความต้องการขั้นสุดท้ายคือการแสวงหาความจริง หรือสัจธรรม

        ผมเชื่อว่ามนุษย์สามารถข้ามไปใช้แรงจูงใจในขั้นที่สูงกว่าได้เลยเพราะยิ่งมนุษย์ใช้แรงจูงใจที่ปราณีตขึ้นเพียงใด ความต้องการในขั้นที่หยาบกว่าก็จะลดอิทธิพลลงเท่านั้น
        มนุษย์ที่แสวงหาสัจธรรมก่อนจะทำให้ชั้นล่างของปิรามิดเติมเต็มได้ง่ายขึ้น เช่นเมื่อเราแสวงหาความจริงจนรู้ความจริงความต้องการทางด้านสังคม หรือความต้องการความยอมรับก็อาจไม่เกิด

        ส่วนอีกคนคือ “เพลโต” โดยเฉพาะหลักคิดเรื่องการแบ่งชนชั้นของเขา ที่เขาแบ่งสมาชิกในสังคมออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มชนชั้นผลิต หรือพ่อค้าเพลโตจัดเป็นกลุ่มที่มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อนการทำงานจึงให้สมาชิกกลุ่มนี้สามารถมีครอบครัวได้เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อจะหาประโยชน์ให้ตนและครอบครัวอย่างเต็มที่
        ซึ่งแม้จะจริงแต่ผมเห็นว่าออกแนวทุนนิยมเกินไป แต่ที่รู้สึกขัดยิ่งกว่าคือในกลุ่มฝ่ายปกครอง หรือทหารที่เพลโตจัดว่าเป็นกลุ่มที่ถือครองอำนาจจึงวางให้สมาชิกกลุ่มนี้ไม่สามารถแต่งงานได้ โดยให้ผู้หญิงและบุตรเป็นกองกลางร่วมกัน ให้เป็นครอบครัวใหญ่ เพื่อที่ทหารจะได้มุ่งมั่นทำงานแล้วนำประโยชน์เข้าส่วนกลางที่กลายเป็นครอบครัวใหญ่นี้ ซึ่งนั่นขัดต่อนิยามของคำว่าครอบครัวที่ผมเชื่ออยู่

        แต่อย่างไรก็ตามผมกลับเห็นด้วยในส่วนของหลักการสำคัญที่เขาใช้เป็นพื้นฐานนั่นคือการระบุว่าครอบครัวนั้นเป็นแก่นของรัฐ เป็นตัวที่จะขับเคลื่อนการงาน และการกระทำของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ผมสนับสนุนฐานคิดของเพลโตที่เน้นความสำคัญของครอบครัวนี้
ว่าผู้บริหารประเทศควรมองครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติ บ้านเมือง ครอบครัวดี ปัจเจกก็ดี ปัจเจกดีชุมชนก็ดี ชุมชนดีสังคมก็ดี และแน่นอนสังคมดีประเทศชาติย่อมดี

        ประเทศจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต้องย้อนกลับมาลงที่แรงขับเคลื่อนหลักคือเรื่องของครอบครัว การปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา หรือแม้แต่ศาสนาจะต้องถูกมองในมุมของการปฏิรูปเพื่อให้ครอบครัวดีขึ้น นั่นถึงจะส่งผลต่อยอดออกมาเป็นรูปธรรมคือความเจริญของประเทศได้จริง
        การปฏิรูปใดไม่เริ่มจากการมองครอบครัวเป็นรากการปฏิรูปนั้นย่อมคลอนแคลนและอาจไม่สามารถส่งผลได้เต็มที่ วันนี้กระแสการปฏิรูปเกิดขึ้นแล้ว เราอาจแม้ไม่ได้มีบทบาทในการปฏิรูปอย่างเป็นทางการแต่ต้องช่วยกันปฏิรูปตามกำลังของเราครับ อย่างน้อยก็ช่วยกันแสดง เสนอแนะความเห็นของเราให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับไว้พิจารณา

        อย่างผมก็ขอใช้โอกาสที่มีในการต่อต้านนโยบายใดที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่ถ่างช่องว่างในครอบครัวให้ห่างออกไป ไปดึงหน้าที่และความรับผิดชอบอันสูงส่งของสมาชิกในครอบครัวทิ้ง ให้สมาชิกหันมาพึ่งพิงทรัพยากรจากรัฐเพื่อคะแนนนิยมแทน แบบนี้ต้องเลิก อย่าทำลายครอบครัวกับนโยบายประชานิยมอีกเลย ทั้งยังขอทำหน้าที่เสนอแนะในวิธีการที่จะปฏิรูปครอบครัวให้เข้มแข็ง ที่เราทุกคนสามารถทำกันได้เองเลย เริ่มจากทำความเข้าใจในแก่นของคำว่า “ครอบครัว” เสียก่อน

        ครอบครัวตามพจนานุกรม รวมถึงตามเข้าใจใจสามัญก็หมายถึง “สถาบันพื้นฐานของสังคมที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา และหมายความรวมถึงลูกด้วย” นั่นก็ถูกครับ แต่หากเจาะให้ลึกลงไปก็อยากให้มาเฉลียวกับคำที่มาประกอบเรียกนั่นคือคำว่า “ครอบ” และคำว่า “ครัว” กันสักนิด โดยเฉพาะอยากให้นึกว่าทำไมการแทนสายสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้คนโบราณถึงมาอิงกับคำว่า “ครัว” ที่ไม่เพียงแค่คำว่าครอบครัวยังมีคำที่ใช้ในความหมายใกล้กันอย่าง “ครัวเรือน” อีก หรือบางโอกาสเราอาจเรียกสายใยนี้ว่า “ครัว” คำเดียวด้วยซ้ำ

        นั่นก็เพราะครัวนี้เป็นเสมือนจุดกำเนิดของสายสัมพันธ์ในบ้านครับ! ห้องครัวนี้มีบทบาทตั้งแต่การสร้างฐานตอนเริ่มสัมพันธ์ชีวิตคู่ทีเดียว เป็นห้องที่ใช้ผูกมัดคู่ให้อยู่ด้วยกัน ดั่งคำสอนโบราณ “เสน่ห์ปลายจวัก” เสน่ห์ที่มาจากในห้องครัวนี้เด็ดนัก เด็ดยิ่งกว่าเสน่ห์ยาแฝด หรือน้ำมันพรายใด ๆ ที่แม้มีจริงก็ผูกคู่ให้อยู่กันแบบเบลอ ๆ ไม่อิ่มสุข แต่รสมือเติมน้ำใจนั้นผูกคู่ให้อยู่อย่างอบอุ่นเปี่ยมด้วยรัก และเมื่อสัมพันธ์คู่แน่นพอมีลูกห้องครัวนี้ก็เป็นห้องที่คุณแม่ใช้เริ่มต้นวันเพื่อปรุงอาหารแห่งรักให้ลูกน้อย และเป็นจุดสรุปยามเย็นที่สมาชิกทั้งหมดจะได้อยู่พร้อมหน้า ปรึกษาปัญหากัน
คนโบราณรู้ความสำคัญของห้องนี้ดีจึงให้พื้นที่ในบ้านมาก

        ครัวในวิถีไทยที่บรรดาสถาปนิกเรียกว่าครัวไทยนั้นจะใช้พื้นที่ใหญ่อาจเป็นเรือนแยกออกมาจากบ้านกันเลยขณะที่ครัวในวิถีสากลนั้นขนาดจะเล็กตามวัฒนธรรมครอบครัวเดี่ยวของเขา หรือในปัจจุบันเล็กขนาดเหลือแค่พื้นที่อุ่นอาหารที่เรียกแพนทรี่ตามสมัยนิยม และตามค่านิยมการอยู่โดยไม่มีลูกของหนุ่มสาวสมัยนี้ ครัวใหญ่ครอบครัวก็อบอุ่นอยู่กันพร้อมหน้า แพนทรี่เล็ก ๆ ครอบครัวก็กระจัดกระจายกันไป

        มาสร้าง Happy Family กันด้วยการปรับปรุงครัวให้น่าใช้ และใช้ให้เต็มที่จุดกำเนิดแห่งสายใยรักในบ้านผลิตมาจากห้องนี้ครับ
!

Read more