จูโมลฮารี

by kidmai

November 10, 2015

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Love นิตยสาร Happy+ ตุลาคม 2558

        ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะในประเทศหรือนอกประเทศหากจะจัดแยกเป็นประเภทก็คงได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ หนึ่งนั้น คือ ทะเล อีกหนึ่งนั้น คือ ภูเขา

        อย่างบ้านเราหากไปทะเลก็มี พัทยา หัวหิน ภูเก็ต ฯลฯ หากไปภูเขาก็มี เขาใหญ่ เขาค้อ ดอยอินทนนท์ ฯลฯ แต่หากเป็นของโลกตัวเลือกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างทะเลก็จะมี มัลดีฟ ฮาวาย แคริเบียน (รวมถึงหาดงาม ๆ อันบริสุทธิ์ของไทยเราด้วยที่ต้องถือว่าเป็นหาดระดับโลกเช่นกัน) ขณะที่ภูเขานี่ดอยต่าง ๆ ของเราอาจไม่ค่อยติดอันดับนักไม่ใช่ไม่สวยแต่ด้วยเพราะภูมิประเทศไม่ได้สงเคราะห์แต่ต้น เพราะเมื่อพูดถึงเขานักท่องเที่ยวย่อมอยากที่จะไปเขาที่สูงแบบสุด ๆ สูงสุดขั้วกันจริง ๆ เพราะมันหมายถึงอากาศที่หนาว ความกดอากาศที่เบาบาง หิมะที่ปกคลุมยอดสิ่งเหล่านี้ถึงจะรวมกันเป็นเสน่ห์แห่งขุนเขาซึ่งเขาในบ้านเราไม่อาจให้ได้ด้วยความสูงเต็มที่ก็แค่พื้นดอยของเขาสูงระดับโลกเท่านั้น อย่างดอยอินทนนท์ที่เราว่าสูงนั้น ยอดดอยก็แค่ 2000 กว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนเขาที่ติดอันดับโลกนั้นเริ่มขึ้นก็ร่วม 3 – 4000 เมตรแล้วขึ้นไปยอดเขาก็มี 6 – 8000 เมตรหรือมากกว่า ส่วนอุณหภูมิหรือหิมะก็ไม่ต้องพูดถึงมีปกคลุมให้ตื่นตากันทั้งปี

        และหากระบุชื่อเขาที่คนนิยมนอกจากฟูจิที่เหมือนเป็นตำนานของญี่ปุ่นแล้วที่เหลือก็มักจะเป็นในส่วนกลางทวีปเอเชียที่เรียกว่าเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดตัวยาวไปในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศตั้งแต่ เนปาล จีน อินเดีย ทิเบต และภูฏาน ส่วนยอดเขาที่สูงสุดอันดับหนึ่งของโลกเป็นที่หมายปองของนักไต่เขาทั้งโลกที่ต้องขึ้นไปพิชิตให้ได้ก็คือยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ที่สูงถึง 8848 เมตรท้าทายให้มนุษย์ผู้มีความมุ่งมั่นได้ปีนขึ้นไปพิชิตกัน แม้ปัจจุบันดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องไม่ลำบากมากในการไปถึงยอดเสียแล้ว จนถึงขนาดบางช่วงเขาว่าเกิดการจราจรติดขัดบนยอดเขาจากนักไต่เขาที่ขึ้นไปกันหลายคณะ ไม่รวมถึงปัญหามลพิษจากของเสีย จากขยะที่ทิ้งกันไว้ระหว่างทางขึ้นเขา แต่อย่างไรเอเวอร์เรสต์ก็คือเอเวอร์เรสต์ยอดเขาที่สูงที่สุดที่ใครขึ้นไปปักธงได้ถึงก็สามารถภาคภูมิใจ และคุยได้เต็มปากว่าได้ยืน ณ จุดที่สูงที่สุดในโลกแล้ว หรือจะขยายให้ฟังดูวิจิตรว่าได้อยู่ใกล้พระจันทร์ที่สุดบนขาของตัวเองก็สามารถพูดได้โดยไม่ต้องเขินอายแต่ประการใด

        แต่ในขณะที่ความสูงกว่าแปดดันเมตรของเอเวอร์เรสต์มีผู้พิชิตได้จำนวนไม่น้อยนั้น กลับมียอดเขาที่ความสูงน้อยกว่านับพันเมตรที่ไม่เคยมีใครขึ้นไปถึง และจะไม่มีใครได้ไปถึง!

        นั่นคือยอดเขาที่ชื่อ จูโมลฮารี ในประเทศ ภูฏาน ประเทศที่คนไทยจำนวนมากใฝ่ฝันอยากไป Slow Life ไปใช้ชีวิตเรียบง่าย พักผ่อนช้า ๆ ชิลชิลกันสักครั้งในชีวิตนั่นเอง

        ยอดเขาจูโมลฮารีนี้ถือเป็น 1 ใน 8 ยอดเขาที่สูงทีสุดของประเทศ ด้วยความสูงประมาณ 7 พันเมตรทอดตัวกั้นระหว่างประเทศภูฏานกับทิเบต และด้วยความสูงที่เตี้ยกว่าเอเวอร์เรสต์เป็นพันเมตรเช่นนี้จึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงเป็นยอดเขาที่ไม่มีใครสามารถขึ้นเหยียบบนยอดได้ คำตอบในอดีตอาจเป็นเพราะความทุรกันดาร หรือความโหดของเขา แต่ผมมั่นใจว่าด้วยเทคโนโลยี เครื่องไม้ เครื่องมือปีนเขาในปัจจุบันไม่น่าจะเกินความสามารถของมนุษย์ที่ต้องการเอาชนะไปได้

        แต่สาเหตุที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเหยียบยอดได้เพราะเจ้าของเขาไม่ให้เหยียบครับ !

        รัฐบาลภูฏานเขาห้ามขาดครับ ขึ้นบัญชียอดเขานี้เป็น “Protected Peak” ห้ามใครขึ้นเหยียบยอดเพราะเขาเชื่อว่ายอดเขานี้เป็นที่สถิตของเทพธิดาโจโม (Goddess Chomol) 1ใน 5เทพธิดาแห่งเทือกเขาหิมาลัย เขาถือว่ายอดเขาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเจ้าอารัก ที่มีความยิ่งใหญ่เกินที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะขึ้นไปอยู่เหนือได้ จึงไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปเหยียบย่ำ ลบหลู่ ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ ใครจะหาว่าคร่ำครึ หรือเชยก็ว่าไปแต่สำหรับผมแล้วถือว่านี่เป็นค่านิยมที่ยอดมาก ก็คิดดูซิครับ หากมนุษย์ทุกคนให้ความเคารพธรรมชาติ มีสิ่งคอยเตือนใจไม่ให้เหิมเกริมว่าตัวอันแสนจ้อยนี้ยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ ซึ่งพิสูจน์มาหลายต่อหลายครั้งแล้วว่าเป็นความเชื่อที่ผิดและไม่มีทางเป็นจริงได้ อย่างไรมนุษย์ก็ไม่มีทางเอาชนะธรรมชาติได้ หากมนุษย์มีความตระหนักเช่นนี้ เงยหน้ามองยอดเขาพร้อมระลึกถึงความจริงว่าเราไม่อาจอยู่เหนือธรรมชาติได้ เมื่อนั้นความเคารพธรรมชาติย่อมจะมีมากขึ้น การใช้ชีวิตก็จะกลมกลืนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือไม่ทำลายทรัพยากรอย่างมากมายจนโดนธรรมชาติเอาคืนจากภัยพิบัติต่าง ๆ เหมือนเช่นที่ประสบกันอยู่ทุกวันนี้ Happy Trip จะสุขได้จริงจึงมิใช่เพียงการได้ไปเห็น ตื่นตา ตื่นใจกับสถานที่แปลกใหม่ มิใช่เพียงไปเก็บภาพแสนคมชัดมาขยายแขวนเป็นที่ระลึกในบ้าน มิใช่เพียงการไปช๊อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม รุ่นล่า ราคาถูก หรือมิใช่ไปเพื่อกลับมาบอกกล่าวแก่เพื่อนฝูงว่าเราได้ไปมาแล้ว

        Happy Trip จะสุขได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อไปแล้วได้ย้อนกลับมาท่องเที่ยวภายในจิตใจของตนเอง ได้เห็นใจตนเองยามตาภายนอกเห็นวิวทิวทัศน์อันแสนอภิรมย์ว่าเป็นเช่นไร ได้เห็นใจตนเองยามกายได้ยืนอยู่ในบรรยากาศอันแสนโรแมนติกว่ามีสภาวะแบบไหน ได้เห็นใจตนเองยามลิ้นได้สัมผัสรสอาหารพื้นถิ่นที่ไม่เคยกินมาก่อนว่าหลงเพลินเพียงใด เฝ้าเห็นใจตนในหลากสภาวะนั้นจนใจเห็นทุกสรรพสิ่งเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติที่มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไม่ต่างกัน นั่นล่ะครับถึงจะสุขคุ้มค่าการเดินทางจริง

        และยิ่งจะสุขสูงสุดจนเกินคุ้ม เมื่อการเที่ยวนอกเพื่อย้อนมาเที่ยวในนั้นทำให้เส้นแบ่งระหว่างนอกกับในสลายไป ตัวเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง

        ธรรมชาติ ก็คิอ เรา เรา ก็คือ ธรรมชาติครับ !

Read more