4 อ. – 5 ห.

by kidmai

December 28, 2015

Intania

0 comments

คอลัมน์ ข้อคิดจากศิษย์เก่า นิตยสาร Intania ฉบับที่ 6/58

        ลมหนาวโชยมาแล้ว ! ระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ หาเสื้อหนา ๆ มาใส่ตัว หาผ้านุ่ม ๆ มาพันคอกันสักนิดป้องกันไว้ก่อน จะได้เที่ยวพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ หยุดกันยาว ๆ นี้ได้อย่างเต็มที่ เรื่องทางกายนี้หากไม่ประมาทก็พอจะป้องกันได้ เพราะเรารู้ฤดูว่าช่วงไหนจะมีฝน ช่วงไหนอากาศจะเปลี่ยน รู้สภาพสังขารตัวเอง (ถ้าไม่หลอกตัวเอง) ว่าร่างกายเราแข็งแรง อ่อนแอเพียงใด พอจะมีภูมิต้านความเจ็บป่วยได้แค่ไหน แต่กับเรื่องทางใจนี่ป้องกันอยากมาก !

        อารมณ์ของใจไม่มีฤดูกาล มีแต่ความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาหากใครประมาทไม่เตรียมการณ์ป้องกันใจของตนไว้เป็นต้องได้รับความเจ็บป่วยจากโรคทางใจอย่างแน่นอน ประมาทเมื่อไหร่ก็ป่วยเมื่อนั้น ประมาทน้อยและสั้นก็เจ็บเล็กน้อย พักฟื้นชั่วครู่ก็พอทุเลา ประมาทมากและนานก็เจ็บเจียนตาย หรือถึงตายกันได้เลย จะพักฟื้นเยียวยาแค่ไหนก็อาจจะกลับมาหายเป็นปกติได้ลำบาก หรือยากมาก

        เมื่อพูดถึงคำว่า “ปกติ” แล้วทำให้อดนึกน้อยใจแทนความปกติ นี้ไม่ได้ที่คนมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะความปกตินี้เป็นสิ่งที่ไม่ต้องดิ้นรนเสียเงิน เสียทองไปแสวงหาแค่เพียงปฏิบัติไปตามหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้มา ความปกตินี้ก็จะเกิด นั่นเลยทำให้คนจำนวนมากไม่เห็นค่า ต้องรอจนมันจากไปแล้วถึงได้สำนึกดั่งวลีที่ว่า

        “เรามักไม่รู้ค่าของสิ่งที่มีอยู่จนกระทั่งสูญเสียมันไป”

        ตัวอย่างเช่น ร่างกายของเราเองที่อดีตเราใช้ทำการ ทำงานให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ร่างกายนั้นจึงแข็งแรงเป็นปกติ แต่ปัจจุบันเรามาใช้ร่างกายให้ผิดฝืนไปจากธรรมชาติความปกติของร่างกายนั้นก็จะหายไปกลายเป็นความอ่อนแอ เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เข้ามาแทนที่

        อดีตเราเคยหาเลี้ยงชีพสอดคล้องกับธรรมชาติด้วยการเพาะปลูกทำการเกษตรที่เรียกยุค “เกษตรกรรม” หรือจะเรียกให้เก๋ว่ายุคเกิดมาเพื่อรับ “เศษ” ของ “กรรม” ก็ได้ แต่ด้วยความหลงผิดเราก็พาตัวเองเข้าสู่ยุค “อุตสาหกรรม” หรือจะเรียกแบบไม่เก๋ว่ายุค “อุตส่าห์ – หา – กรรม” ทำให้ร่างกายจากเคยอยู่กับ “อากาศ” อันบริสุทธิ์ ได้ “ออกกำลัง” พร้อมไปกับการเพาะปลูก มี “อารมณ์” ที่สบายไม่เร่งรีบ เสร็จงานก็ได้กิน “อาหาร” ที่เป็นประโยชน์ปลอดสารพิษ ที่หากมองตามหลัก สุขภาพดี 4 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ และออกกำลัง ดั่งที่ใช้เป็นเกณฑ์ในปัจจุบัน ก็พูดได้ว่ายุคนั้นเรามีทั้ง 4 อ.นี้ครบถ้วนแล้ว

        แต่พอเราไปหากรรมด้วยการย้ายจากการสูดอากาศเปิดของไร่นากลางทุ่งไปสูดอากาศพิษในห้องทำงานติดแอร์ ไปนั่งทำงานหน้าคอมฯร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวให้ได้เหงื่อ ทั้งยังเอาแต่คิดเครียดคำนวณวางแผนกำไรขาดทุนด้วยความละโมบโลภมากให้ได้เงินมาให้ทันจ่ายดอกเบี้ย ก็เลยต้องกินแต่อาหารจังก์ที่บ่อนทำลายสุขภาพให้ฟาสต์ทันเวลา นั่นก็คือเราไปหากรรมทำร้ายร่างกายจนตกเกณฑ์ทั้ง 4 อ.

        และที่น่าขำยิ่งขึ้นคือสุดท้ายเราต้องเอาเงินที่หาได้มาพาร่างไปหาโอโซนอันบริสุทธิ์ที่รีสอร์ตหรูราคาแพงสูด ไปจ่ายแพง ๆ เพื่อกินอาหารออร์แกนิกปลอดสาร ไปเสียเงินไม่น้อยเพื่อเข้ายิมออกกำลังให้เสียเหงื่อ และต้องไปหาจิตแพทย์เพื่อให้มาบำบัดอารมณ์เครียด จนสุดท้ายเงินที่หามาจากการใช้ร่างกายผิดปกติก็ต้องเอามาใช้เพื่อนำร่างกายกลับสู่ความปกติ เช่นนี้แล้วจะไม่น่าตลกได้อย่างไรครับ นั่นเป็นความปกติของร่างกายในเชิงของความแข็งแรง แต่ยังมีความปกติอีกประการที่สำคัญกว่าที่เราต้องรักษากันไว้ให้ได้นั่นคือความปกติของการใช้ร่างกายของเรานี้ไม่ให้ไปเบียดเบียนตนเองและสังคม หากขาดความปกติชนิดนี้แล้วผลร้ายจะยิ่งไปกว่าร่างกายที่ทรุดโทรมเพราะมันหมายถึงการ ขาดคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ กันทีเดียว

        เกณฑ์ความแข็งแรงของร่างกายมีเกณฑ์สุขภาพดี 4 อ. เกณฑ์ความปกติของการใช้ชีวิตของมนุษย์นี้ก็มีเกณฑ์ 5 ห. หรือ 5 ห้ามที่ประกอบด้วย ห้ามการฆ่าทำร้ายร่างกายกัน ห้ามลักทรัพย์สิน ขโมยของกัน ห้ามผิดลูกเมียกัน ห้ามโกหกหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์กัน และห้ามทำให้ตัวเองขาดสติด้วยสุราเมรัย 5 ห้ามหรือก็คือ ศีล 5 ที่เรารู้จักดีนี่ล่ะครับคือเครื่องรักษาความปกติของเราเอาไว้อันหมายถึงการรักษาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ของเราไว้ด้วย หากละเมิดข้อห้ามเมื่อใดก็สิ้นสภาพ (ใจ) ของความเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์ประเสริฐเหลือเพียงสภาพ (ใจ) ที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน (หรือต่ำกว่า) เท่านั้น หากตรองดูก็คงจะเห็นตามกันได้ไม่ยากว่ามันต้องใช้ความเบี่ยงเบนทางใจกันมากทีเดียวในการที่ใครจะไปปลิดชีวิตอื่น ไปช่วงชิงสิ่งมีค่าของผู้อื่น ไปพรากศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของคนอื่น หรือแม้แต่ไปโกหกปลิ้นปล้อนหลอกเอาประโยชน์จากผู้อื่นได้ ดั่งที่เรามักอุทานยามได้เห็นข่าวประเภทนี้ว่า “คนทำนี่ใจมันทำด้วยอะไรเหมือนไม่ใช่มนุษย์มนา” นั่นล่ะครับการก่อเหตุเช่นนั้นกับเพื่อนร่วมโลกจึงเหมือนการทิ้งสภาพของความเป็นมนุษย์ไป

        เชื่อว่าทั้ง 4 ข้อแรกนั้นหลายคนคงเห็นตามด้วยแต่ข้อที่ 5 คือการห้ามดื่มน้ำเมาทำลายสตินี่ซิที่อาจมีความตงิดใจกันอยู่ไม่น้อยว่ามันรุนแรงขนาดขาดจากความเป็นมนุษย์เชียวล่ะหรือ ใครที่อาจสงสัยเช่นนี้ก็เพราะอาจจะลืมที่จะนึกไปว่าสติที่ขาดนี่ล่ะที่สามารถทำให้เราทำผิดใน 4 ข้อแรกได้อย่างไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ ลำพังแค่ไม่ใส่ใจ จิตใจเราก็พร้อมจะเผลอขาดสติ ไปคิดฟุ้งซ่าน โลภ ละโมบ โกรธแค้นกันจนก่อกรรมทำร้ายกันตลอดอยู่แล้ว การมาจงใจทำลายสติด้วยการมอมเมาจิตของตนด้วยของดอง ของหมัก ของกลั่นเข้าไปอีกโอกาสได้ “ทรานฟอร์ม” แปรสภาพจิตใจให้เบี่ยงเบนจากคนไปเป็นสัตว์กระทำสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ยิ่งมีโอกาสสูงมากยิ่งขึ้นไปอีก “แต่ถ้าไม่มึนสักหน่อย ไม่เคลิ้มสักนิดมันเหมือนไม่ได้ปลดปล่อยนะ มันเกร็ง ๆ ใส่ได้ไม่เต็มที่ ปีใหม่ทั้งทีขอสนุกให้เต็มคราบสักหน่อย” ถ้าคิดเช่นนั้นนอกจากอยากจะให้นึกถึงผลเสียดั่งที่ทราบกันดีแล้วก็อยากจะชวนมาลองมองจากอีกด้านดูด้วย ด้านที่มันมาหลอกว่าการมีสตินี้ไม่สนุก ทำให้ชีวิตไม่มีรสชาติที่นอกจากจะไม่จริงแล้วมันยังกลับกันด้วยซ้ำคือยิ่งเรามีสติมากเท่าใดเราจะยิ่งมีความสุขมากขึ้น ทั้งยังเป็นความสุขที่มีคุณภาพ เป็นสุขที่ปราณีต เบา สบาย ปลอดโปร่งเพราะไม่ตกเป็นทาสของความคิด จะหลับก็หลับสบายไม่ฝันร้าย จะตื่นก็สบายเป็นไทแก่ตัวเอง ไม่มีอาการเมาแฮงค์ให้ต้องมาตามถอนกัน ทั้งยังไม่เปลืองตัว เปลืองสุขภาพ ไม่เสียเวลา ไม่ต้องออกจากบ้านทิ้งครอบครัวไปหาสุขที่สุกนั้น ไม่ต้องเปลืองเงินอันเป็นอนาคตของลูกไปลงขวดที่เมาแล้วก็คายออกกัน ลองตรองกันดูทั้งด้านผลเสียของการขาดสติ และผลดีของการมีสติเถิดครับว่าปีใหม่นี้เราควรจะเลือกฉลองกันทางไหน

        และเพื่อให้มีน้ำหนักในการตัดสินใจเพิ่มขึ้นก่อนจากนี้ก็ขอนำโทษของการละเมิดศีลทั้ง 5 ข้อที่ พระพุทธองค์ ตรัสไว้มาย้ำทิ้งท้ายนะครับ ท่านตรัสว่า ปาณาติบาตา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในกำเนิดเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนอายุสั้น อทินนาทานา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลาย เป็นคนมีทรัพย์วินาศย่อยยับ กาเมสุมิจฉาจารา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุดย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกจองเวร มุสาวาทา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุดย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกกล่าวตู่ด้วยความเท็จ สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนบ้า ปีใหม่นี้อยากเป็นคนดีหรือคนบ้าเลือกกันเอาเองนะครับ !

Read more

ห้องภาพ 3 (+1) มิติ

by kidmai

December 13, 2015

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family In Love นิตยสาร Happy+ ธันวาคม 2558

        ใกล้ปีใหม่แล้ววางแผนไปเที่ยวไหนกันครับ
        หลายคนเลือกเที่ยวน้ำ หลายคนเลือกเที่ยวเขา ขณะที่อีกหลายคนเลือกเที่ยวของปลอม !
        ของปลอมในที่นี้ผมหมายถึงสถานที่เที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นมาให้คนได้เข้าไปเพลิดเพลินผักผ่อนกัน อย่างยุคก่อนก็มีลานโบว์ มินิกอลฟ์ โรงละคร มายุคนี้คนชอบท้าทาย หวือหวามากขึ้นก็มีพวกปีนผาจำลอง โรงหนัง 4-5-6 มิติ หรือแม้แต้เกมนักสืบ

        ก็เป็นวิวัฒนาการทางสันทนาการที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สถานที่ท่องเที่ยวผมอยากนำมาขยายในฉบับนี้คือสถานที่เที่ยวที่เริ่มนิยมกันเมื่อสัก 4-5 ปีก่อนที่ผมเรียกเอาเองว่า ห้องภาพ 3 มิติ ครับ
        ฟังตอนนี้อาจไม่แปลกใจอะไรกันแล้ว แต่หากย้อนไปเมื่อครั้งเปิดใหม่ ๆ แค่เห็นชื่อก็เริ่มสงสัยแล้วว่าคืออะไร น่าสนใจตรงไหน ทำไมโปรแกรมท่องเที่ยวต่างประเทศหลายโปรแกรมมีการบรรจุห้องภาพแบบนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวด้วย

        ซึ่งพอได้เข้าไปชมแล้วจึงหายแปลกใจเพราะภาพที่เรียกว่า 3 มิตินั้นไม่ใช่แค่ตัวภาพที่มีมิติด้านกว้าง ยาว ลึกแบบธรรมดาวาดอยู่ในกรอบ แต่ความกว้าง ยาว ลึกนั้นจะเลยออกนอกกรอบมาจนถึงคนดูด้วย รูปที่วาดนั้นจะหลอกตาจนเหมือนคนดูได้เข้าไปมีส่วนร่วมในรูปนั้น คือเมื่อไปยืนในมุมที่กำหนดจะทำให้เหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในภาพจริง ๆ ยิ่งถ้าคนดูมีออกท่า วางทางเพิ่มเข้าไปก็จะยิ่งทำให้ภาพนั้นเหมือนมีชีวิตขึ้นมาเลย เช่น อาจเป็นกำลังไต่หน้าผาที่ด้านล่างเวิ้งว้าง กำลังหลงเข้าไปในปิรามิดของอียิปต์โบราณ กำลังต่อสู้กับสัตว์ป่าที่แสนดุร้ายในป่าดงดิบ หรือแม้แต่กำลังเข้าพิธีแต่งงานสุดแสนอลังการ

        แบบนี้ก็ฮิตซิครับ ยิ่งสมัยนี้กล้องถ่ายรูปมีกันทุกคนและถ่ายได้แบบไม่ต้องกลัวเปลืองค่าฟิล์ม คนเลยนิยมกันมาก เป็นความแปลกใหม่ที่สนุก ยิ่งถ่ายแล้วโพสต์ไปบนโลกสังคมออนไลน์ของตนก็ยิ่งมีรสชาติ
        นี่แหละครับหลักทฤษฏีแสงสีมาบวกความคิดสร้างสรรค์ก็ออกมาเป็นบริการยอดนิยมได้ ใครมีโอกาสก็แวะไปถ่ายรูปเล่นกันได้ครับ เป็นโลกแห่งศิลปะอีกแขนงที่ทำให้คนไม่มีพื้นฐานด้านศิลป์ก็สามารถเสพได้อย่างเพลิดเพลิน
        แต่พอเพลินสนุกกับการจ่ายเงินไปให้ศิลปินเขาใช้เทคนิกชั้นสูงมาหลอกตา หลอกความรู้สึกเราเล่นในห้องภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว ลองออกมาเล่นต่อในห้องภาพที่ธรรมชาติสร้างขึ้นด้วยก็ดีครับ

        ในห้องภาพ 3 มิติคนโดนมุมมองทางสายตา และสีสันหลอกให้เชื่อว่ามีการเข้าไปอยู่ในที่แห่งนั้นจริง
        ในห้องภาพแห่งธรรมชาติคนก็โดนมุมมองทางความคิด และความเชื่อหลอกว่ามีตัวเราอยู่ในโลกใบนี้จริง ๆ เช่นกัน

        และที่น่าตระหนกยิ่งกว่าก็คือในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ไม่ว่าคนยืนจะยืนอยู่ที่มุมไหนของรูป หรือคนมองจะมองมาจากมุมไหนของห้อง (โลก) ก็จะเหมือนกับว่าคน ๆ นั้นอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ มีคนและสถานที่นั้นปรากฏอยู่จริง จริงขนาดที่เราพร้อมจะทุ่มทั้งชีวิตให้ด้วยความเชื่อในสิ่งที่เห็นนั้น จริงจนหมดข้อสงสัยใด ๆ จริงชนิดที่ไม่เคยคิดจะตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เห็น สิ่งที่เชื่อ

        จนวันหนึ่งมีมหาบุรุษท่านหนึ่งมาบอกว่าสิ่งที่ทุกคนเห็นนั้นไม่จริงหรอก แท้จริงแล้วไม่มีตัวเราอยู่จริง ๆ ตามที่เชื่อนั้น ก็คงยากที่เราจะเชื่อ จนมหาบุรุษท่านนั้นต้องท้าทายให้ใครที่พอจะเฉลียวใจกับภาพที่ปรากฏนี้ให้มาพิสูจน์กัน โดยวิธีพิสูจน์ที่มหาบุรุษท่านนั้นแนะก็ไม่ซับซ้อน ไม่ต่างจากการพิสูจน์ภาพจากห้องภาพ 3 มิติตามแหล่งท่องเที่ยวแต่อย่างใด นั่นก็คือการเคลื่อนมุมมองของผู้ชม

        ภาพวาด 3 มิติในห้องภาพนั้นต่อให้ศิลปินวาดเก่งแค่ไหน เมื่อคนดูย้ายมุมที่มองเข้าไปก็จะไม่ปรากฏความเหมือนจริงแล้ว การพิสูจน์ภาพเราในโลกจริงก็เช่นกันเพียงแต่การเคลื่อนมุมมองของเราที่มีต่อโลกทั้งใบนี้ก็จะไม่ปรากฏความเหมือนจริงอันไม่จริงนั้นเช่นกัน
เพียงแต่มุมที่เคลื่อนนี้ไม่ใช่มุมจากสายตาแต่เป็นมุมจากจิตใจที่มองเช้ามาสู่ชีวิต

        เราจมอยู่กับมุมเดิมมาตลอดจนเรานึกเช่นนั้น เมื่อใดที่เราย้ายใจเราออกมาได้เราจะเห็นความเป็นจริงว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นจริง หรือเลยไปถึง “ตัวเรา” เองก็ไม่ได้มีอยู่จริงตัวเราเป็นเพียงภาพวาดของธรรมชาติ แต่เพราะเรามองผิดมุมเลยไปเชื่อว่ามีตัวเราอยู่

        การพิสูจน์นี้อาจยากสักเล็กน้อยกับการฝืนความเคยชินที่จะเปลี่ยนมุมมอง เพราะเราชินกับมุมที่มองออกมาจากในความคิดของเราเอง หรือจะเรียกว่าเราชินที่จะหลงเข้าไปอยู่ในความคิดมาทั้งชีวิตก็ได้ การขยับมุมมามองชีวิตจากจุดยืนนอกความคิดจึงต้องใช้กำลังกันไม่น้อย ต้องเพียรดึงจิตออกมาอยู่กับการรู้สิ่งที่ไม่ใช่ความคิดเช่น การเคลื่อนไหวของร่างกาย ลมหายใจ หรือการเปลี่ยนแปลงของความสุขทุกข์ในใจอย่างต่อเนื่องจนจิตมีกำลังเป็นสมาธิเคลื่อนออกมาจากอารมณ์มาตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้” มุมมองต่อโลกของเรานี้จึงจะเปลี่ยนไปอย่างถูกต้อง แม้อาจฟังดูยากแต่อย่างไรก็ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอกครับ

        นี่ล่ะครับ โลกแห่งศิลปะชั้นบรมครูของแท้ ที่ผู้วาดชื่อธรรมชาติที่วาดได้เหมือนจนคนหลงเผลอไปเชื่อว่าจริงกันทั้งโลก

        ลองมาเสพงานศิลป์ชิ้นนี้ในฐานะผู้ดู ไม่ใช่ในฐานะผู้เป็นกันนะครับ !

Read more