ไม้ใกล้ (ไกล) ฝั่ง

by kidmai

January 12, 2017

Post Today

0 comments

โพสต์ ทูเดย์ 11 มกราคม 2560

        “ไม้ใกล้ฝั่ง” คงไม่มีใครอยากถูกเรียกด้วยคำ ๆ นี้เพราะฟังแล้วชวนให้หดหู่ นึกไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ความจริงก็คือความจริงทุกชีวิตล้วนมีฝั่งของตัวเองที่ต้องเดินทางไปจนถึงด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งทุกคนก็คงอยากที่จะให้ฝั่งของตัวเองนั้นไกลออกไปมากที่สุด
        วันนี้ผมมีวิธียืดระยะฝั่งมาบอกครับ เป็นวิธีที่ผมประยุกต์มาจากคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่มีแก่พระอานนท์ในวันปลงอายุสังขารอันมีความโดยย่อว่า

        “อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 (ฉันทะ – วิริยะ – จิตตะ – วิมังสา) ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่งหรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้”

        ซึ่งนี่ย่อมเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนถึงอานิสงส์ของอิทธิบาท 4 ที่มีต่ออายุหรือความห่างจากฝั่งที่เรากำลังสนใจ ดังนั้นหากใครอยากมีอายุยืนก็เพียงนำหลักนี้มาใช้ แม้ในบางตำราจะมีการขยายความถึงการเจริญอิทธิบาท 4 เพื่อให้อายุขัยยืนยาวไปได้ถึงกัปนั้นว่าต้องทำสมาธิให้ได้ชนิดแนบแน่นมีกำลัง แต่กับผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิมาอย่างจริงจังก็ใช่ว่าจะนำหลักนี้มาใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามเหตุ และผลของกลไกแห่งชีวิตแล้ว อย่างไรเสียการใช้หลักนี้อย่างถูกต้องย่อมส่งผลให้อายุยืนขึ้นกว่าการไม่ใช้อย่างแน่นอน

ซึ่งการประยุกต์นั้นทำได้ดังนี้ครับ

        เริ่มจากองค์ประกอบข้อแรกของอิทธิบาทคือ

        “ฉันทะ” ซึ่งโดยความหมายทั่วไปจะหมายถึงความพอใจในกิจการงานที่ทำ แต่ในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยืดระยะห่างจากฝั่งนี้จะมุ่งหมายไปที่ “ความพอในที่จะได้มีชีวิตอยู่…” ลองคิดง่าย ๆ ว่าหากใครไม่อยากอยู่ เขาก็จะใช้ชีวิตอย่างซังกะตายไปวัน ๆ หรืออาจถึงขั้นแอบคิดว่าเมื่อไหร่จะตาย ๆ ไปเสียที ซึ่งก็แน่นอนว่าหากมีใจที่หดหู่เช่นนี้ย่อมส่งผลให้สุขภาพกายย่ำแย่จนทำให้ตายเร็วเป็นแน่

        แต่ขณะเดียวกันความพอใจที่จะมีชีวิตอยู่นี้ก็ไม่ใช่การอยากอยู่ไปเรื่อย ๆ อย่างคนรักตัวกลัวตาย หรือการอยากอยู่ไปนาน ๆ เอาแต่หาความสุขให้ตนเอง ความอยากอยู่เช่นนี้ไม่มีกำลังพอจะยืดระยะฝั่งได้ ฉันทะนี้ต้องเป็นความพอใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมี “คุณค่า” ถึงจะมีพลังพอจะส่งให้ชีวิตเดินทางต่อระยะไปได้จริง เสมือนเป็นแบตเตอร์รี่ที่บรรจุแรงขับเคลื่อนที่เป็นพลังสะอาดบริสุทธิ์ เป็นเชื้อเพลิงที่ชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง

        ดังนั้นผู้ที่อยากมีอายุยืนจึงต้องตั้งเป้าหมายของตนเป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม หรือประเทศชาติ โดยให้ระลึกว่ายิ่งประโยชน์ใหญ่พลังก็ยิ่งมาก

        และเมื่อเริ่มถูกแล้วก็ให้ทำอิทธิบาทข้อต่อไปคือ “วิริยะ” หรือความพากเพียรทำงาน ต้องมีความขยันขันแข็ง ทำงานอย่างเต็มกำลัง ใช้เป้าหมายที่ดีและใหญ่นั้นช่วยดึงศักยภาพของเราออกมาให้เต็มที่ ซึ่งผลจากความขยันทำงานอย่างเต็มกำลังนี้ก็จะส่งผลดีต่อเรื่องสุขภาพกายไปในตัวด้วย ตรงกันข้ามกับการอยู่เพื่อตัวเองที่พอเหนื่อยก็จะหยุด พอท้อก็จะเลิก ที่มีแต่จะทำให้ชีวิตเหี่ยวเฉาลงทุกวัน

        จากนั้นก็มาถึง “จิตตะ” หรือความทุ่มเท มุ่งมั่น ความใส่ใจ เราต้องแน่วแน่กับการกระทำดีนั้น ไม่โลเล ไม่หวั่นไหวไปกับเสียงรอบข้างที่ชวนให้เสียกำลังใจ ซึ่งพลังจากความมุ่งมั่นนี้จะทะลุ ทะลวงอุปสรรคทำให้งานสำเร็จได้ ที่สำคัญการจดจ่ออยู่กับงานอันมีคุณค่าที่ได้กระทำต่อผู้อื่นยังเท่ากับเป็นการฝึกจิตใจของเราให้มีสมาธิอยู่แต่กับเรื่องดี ๆ นำมาซึ่งความสุขใจส่งต่อไปยังความสุขกายด้วย

        และสุดท้ายคือ “วิมังสา” ต้องหมั่นพิจารณาตรวจทาน ประเมินผลสิ่งที่ได้กระทำลงไปเพื่อนำไปพัฒนางานนั้นให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งผลดีนี้จะย้อนกลับไปเพิ่มแรงบันดาลใจหรือฉันทะที่จะกระทำงานนั้นให้มากยิ่งขึ้น ส่งต่อให้ความขยัน และความมุ่งมั่นเพิ่มตามด้วย กลายเป็นวงรอบที่ส่งต่อการเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน จนสุดท้ายงานที่ว่ายาก งานที่ว่าใหญ่ก็จะสำเร็จได้ไม่เกินความสามารถของเรา และเมื่องานนั้นสำเร็จสิ่งที่ตามมาก็คือความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความตระหนักรู้คุณค่าในตน อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีด้วยรู้ว่าชีวิตนี้ดำรงอยู่อย่างมีประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือก็คือมีความพอใจในการมีชีวิตอยู่ด้วยเพราะประจักษ์ชัดจากผลของงานแล้วว่าลมหายใจของเราได้ก่อเกิดคุณค่าใหญ่ปานใด

        และดั่งคำอันคุ้นชินที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เมื่อจิตพอใจจะอยู่เพื่อสร้างคุณค่ามหาศาลแก่ผู้อื่นเช่นนี้ก็จะนำกายให้ดำรงอยู่ได้ต่อไปจนถึงกาลสิ้นแห่งสภาพของกายเขาจริง ๆ

        สรุปคือเพียงเราใช้ชีวิตมุ่งมั่นสร้างสิ่งดี ๆ แก่ผู้อื่น พร้อมนำหลักอิทธิบาททั้ง 4 ข้อนี้มาใช้ ชีวิตเราก็จะยืนยาวสมปรารถนาครับ

        แม้ชีวิตต่างจากเรือตรงชีวิตไม่สามารถหักหางเสือย้อน (เวลา) หันหัวกลับได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนฝั่งที่เราต้องเดินทางไปถึงได้

เลือกฝั่งที่มีแต่ตัวเรา ฝั่งก็จะใกล้ ชีวิตก็จะสั้น
เลือกฝั่งที่มีผู้อื่น ฝั่งนั้นจะไกล ชีวิตเราย่อมจะยืนยาวออกไปครับ

Read more

คบเด็กสร้างชาติ

by kidmai

January 8, 2017

Happy+

0 comments

คอลัมน์ Family in Love นิตยสาร Happy+ มกราคม 2560

        “If you are not a part of the solution, you are a part of the
problem”
        Eldridge Cleaver

        “ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”
        วลีเตือนใจนี้เหมาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่คนจำนวนไม่น้อยมักละเลยที่จะอุทิศตน สละกำลังมาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างยอดนิยมคือ “อยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร” หรือ “ฉันคนตัวเล็ก ๆ ไม่มีกำลังจะไปแก้ปัญหาใหญ่ขนาดนั้นได้หรอก” ข้ออ้างทำนองนี้ลึก ๆ แล้วมาจากการป้องกันตัวเองจากความรู้สึกผิดจากการไม่ได้ช่วยทำอะไร

        ความเชื่อที่ผิดเช่นนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งครับ เป็นอันตรายทั้งต่อสังคมโดยรวมที่จะมีแต่สมาชิกที่เอาแต่ดูดาย และอันตรายทั้งต่อตัวบุคคลผู้ที่คิดเช่นนั้นเอง เพราะการคิดแบบนี้เท่ากับการดูถูกตัวเองอย่างไม่รู้ตัว และทุกครั้งที่คิดคือการกดตัวเองให้ต่ำลง ๆ ต่ำจนในที่สุดตัวเองจะทนตัวเองไม่ได้ ต้องดิ้นรนไปหาความยอมรับนับถือจากสิ่งภายนอกอื่น ซึ่งก็มักหนีไม่พ้นการไปแสดงอำนาจกับคนใกล้ตัว ลูกหลาน หรือบริวารซึ่งหลังจากนั้นก็แน่นอนที่จะทำให้กลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เป็นคนขาดความอบอุ่นที่มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกลายเป็นความหว้าเหว่และหดหู่ สุดท้ายกลายเป็นคนแก่ขี้บ่น จู้จี้เอาแต่ใจ และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่สุด

        การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องกระทำกลับด้านกัน คือต้องเสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพื่อทำให้เกิความตระหนักรู้ในคุณค่าแห่งตน ที่เมื่อความตระหนักรู้นี้มีมากขึ้นจะส่งผลให้เกิดเป็นความมั่นคงในจิตใจ และความมั่นคงนี้จะส่งกระแสออกไปสู่คนรอบข้างจนเขาสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยและอบอุ่นจนอยากเข้ามาชิดใกล้

        และนี่เองจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดของการไปทำ “จิตอาสา” ช่วยเหลือสังคม ยิ่งทำมากเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น
        เหมือนดั่งการเติบใหญ่ของต้นไม้

…เริ่มช้า เวลาโตน้อย ต้นยังเล็กรากตื้นก็ล้มง่าย
…เริ่มเร็ว เวลาโตนาน ต้นก็ใหญ่รากลึกยากจะล้ม

        ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ที่อยากเห็นลูกมีความมั่นคงในชีวิตภายภาคหน้า อยากมอบแก่นและหลักยึดให้แก่ชีวิตในอนาคตของพวกเขาจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังและส่งเสริมให้เขาได้เริ่มสัมผัสงานอาสานี้แต่เยาว์วัยครับ

        คอลัมน์ Family in Love ใน Happy+ ฉบับรับวันเด็กแห่งชาตินี้จึงขอแนะนำให้ในวันเด็กปีนี้นั้นควรที่จะพาเด็ก ๆ ไปสถานสงเคราะห์ สถานการกุศลต่าง ๆ ด้วยครับ

        เช้าพาลูกไปเป็นจิตอาสา ให้เขาได้ช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่นตามแต่ความสนใจเสียก่อน สาย ๆ หรือบ่าย ๆ ค่อยพาไปพิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่จัดงานวันเด็กต่าง ๆ ทีหลังครับ

        ส่วนการหาองค์กรการกุศลที่จะพาเขาไปนั้นแนะนำว่าควรเป็นองค์กรที่มีกิจกรรมให้เขาได้ลงแรง ลงมือช่วยเหลือด้วยตัวเขาเอง ให้เขาจะได้เห็นแววตาซาบซึ้งใจ ให้เขาได้ฟังเสียงกล่าวขอบคุณ เช่นนี้จึงจะเป็นผลโดยตรงต่อความตระหนักรู้คุณค่าในตัวเขา เป็นการลงเมล็ดพันธ์แห่งจิตอาสาในใจเขาได้จริง ไม่ใช่แบบสักแต่พาไปบริจาค หยอดตู้ทำบุญกันไป ที่ไม่แน่ว่าจะสร้างความภูมิใจนี้ขึ้นมาให้เขาได้

        และถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นหลังจากได้ลองพาเขาไปสถานสงเคราะห์ประเภทต่าง ๆ แล้วก็ให้ลองสังเกตุดูว่าเขาสนใจในเรื่องไหนเป็นพิเศษ เขามีความสุขใจกับการช่วยแบบไหนที่เห็นได้ชัด ก็ให้หมั่นเติมเชื้อด้วยการพาเขาไปช่วยงานองค์กรด้านนั้น ๆ ให้บ่อยขึ้น ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็มั่นใจได้ว่าเส้นทางต่อจากนี้ของเขาจะเดินไปสู่ความเป็นคนดี คนเก่งตามที่เราหวังไว้แล้ว

        และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การหมั่นสละแรงกายภายนอกนี้จะเป็นปัจจัยช่วยทำให้เขาสามารถสละของภายในที่จะทำให้ชีวิตเขามีคุณค่าสูงสุดได้อีกด้วย นั่นก็คือการสละความสุขของตน การสละความคิด ความเชื่อแห่งตน ไปจนถึงการสละความเห็นผิดว่ามีตัวตนอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงด้วยครับ

Read more