เปลี่ยน(ข่าว)ร้ายให้กลายเป็นดี

by kidmai

April 10, 2017

40+

0 comments

40+ มีนาคม 2560

        ยุคนี้เป็นยุคสื่อครองโลก! ใครมีสื่อในมือหมายถึงการมีแก้วสารพัดนึกที่จะดลบันดาลสิ่งที่ปรารถนาให้ได้ไม่ยาก

        การจะทำสื่อให้ใหญ่และมีอิทธิพลดังหวังนั้นก็ต้องพยายามทำให้มีคนติดตามมาก ๆ เป็นหนังสือพิมพ์ก็ต้องมียอดขายสูง ๆ เป็นโทรทัศน์ก็ต้องมีเรตติ้งดี ๆ ซึ่งนั่นเองทำให้พื้นที่สื่อจำนวนมากถูกใช้กับการนำเสนอข่าวร้าย ตามธรรมชาติของคนที่ชอบอ่านข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี จนเกิดเป็นคำหยอก (แกมหยิก) ว่าข่าวร้ายขายง่ายกว่าข่าวดี

        และหลักนี้ยังแพร่มาถึงนักข่าวสมัครเล่นจำนวนมากในโลกออนไลน์ที่ต้องการยอดไลค์ ยอดแชร์ หวังให้มีคนติดตามเยอะ ๆ ด้วย ที่ก็มักจะแชร์ มักจะโพสต์เรื่องร้าย ๆ กันโดยหลายคนอาจไม่รู้ตัว เห็นแต่เพียงว่าเวลาโพสต์คำแรง ๆ แล้วมีคนมากดไลค์ให้เยอะก็เลยติดใจในความแรงนั้น จนหลายความเห็นระดับความแรงทวีเกินเหตุการณ์จริงไปมาก หลายข่าวมีการเติมเสริมแต่งความร้ายให้บุคคลในข่าวแบบไม่ต้องมาตรวจทานความจริงกัน หลายกรณีเป็นการเห็นโดยฉาบฉวยแล้วมามโนความร้ายใส่ให้ตัวละครเติมจินตนาการยิ่งกว่านิยายจนเกิดเป็นคดีความตามมากันมากมาย

        ความร้ายที่ทั้งแรง ทั้งเยอะ ทั้งถี่นี่เองที่มันจะกัดกร่อนความสุข และทำลายความสูงส่งของใจมนุษย์เราไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะกับสมาชิกสูงวัยที่ไม่คุ้นชิน หรือต้องเรียกว่าไม่มีภูมิคุ้มกันในการแหวกว่ายไปในทะเลแห่งข่าวสาร ที่มีข่าวถาโถมเข้ามาประดังอยู่ตรงหน้าอย่างมากมายมหาศาลเพียงในชั่วพริบตาเช่นนี้ จากแต่เดิมท่านเสพข่าว (ร้าย) กันก็วันละ 1 – 2 ครั้งผ่านสภากาแฟ ข่าวตู้หน้าจอ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวีไป จิบกาแฟวิพากษ์กันไป จะสาดเสีย เทเสีย ผรุสวาจาอย่างไรก็ยังอยู่ในวงคนคุ้นเคย ไม่เลยเถิดออกนอกกรอบกันมากนัก บ่น ด่า สบถพอได้ระบายให้สะใจก็แยกย้ายกันกลับบ้านเลี้ยงหลานนอน

        แต่มายุคนี้ข่าว (ร้าย) ประเด ประดังเข้ามาผ่านมือถือ ในห้องแชต ห้องไลน์กันไม่เว้น (วิ) นาทีทำให้ท่านโดนครอบไปด้วยเรื่องร้าย ๆ ตลอดทั้งวัน มีการขุดบุพการี ด่าพ่อ ล่อแม่กันเต็มหน้าโลกโซเชียล ด้วยคนถือว่าด่าคนผิดไม่ผิด ต้องด่าให้หนักให้สาสมกับความผิดของเขา ใครด่า ใครวิพากษ์ได้แรงกลับได้รับแรงสนับสนุนขึ้นไปอีก

        นั่นล่ะครับคือความเสี่ยงด้านการรับสื่อของผู้สูงวัยยุคโซเชียลที่ต้องผจญอยู่แต่กับเรื่องร้าย คำร้ายเป็นพะเนินในทุกขณะ จนบางท่านปรับตัวไม่ทันมองโลกในแง่ร้ายเกิดเป็นความวิตก ความกังวล ความกลัว ความเครียด จนใจหดหู่ถึงขนาดทำร้ายตนเองได้ ขณะที่บางท่านอาจกลายเป็นใช้ทุกข์ของคนอื่นเป็นเครื่องถมปมด้อยของตนเอง ใช้ช่วยยกระดับความเหนือกว่าของตนจนเกิดเป็นความสาแก่ใจที่ได้เห็นคนอื่นประสบทุกข์ไปเลยก็มี ผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับการใช้ชีวิตในสังคมไอทีเช่นนี้ครับ

        ซึ่งคำแนะนำก็ควรพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส ใช้ข่าวร้ายนี้สร้างสิ่งดีงามขึ้นในชีวิต โดยใช้การเสพข่าวนี้เป็นการฝึกปฏิบัติธรรมในหมวดธรรมสำคัญหมวดหนึ่งคือพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นคุณสมบัติของพรหมไปเลย เพราะใครที่สามารถทำจิตให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทั้ง 4 ประการได้ก็ถือว่าจิตของผู้นั้นไม่ต่างจากจิตของพรหม และเมื่อมีจิตแบบเดียวกับพรหมแล้วก็ย่อมได้ผลไม่ต่างกันคือความเป็นใหญ่ ความเป็นหลัก เป็นที่พึ่งอันมั่นคงของลูกหลาน เป็นดั่งไม่ใหญ่ที่ปกป้อง คุ้มภัย ช่วยให้ความร่มเย็นแก่ผู้มาอาศัยร่มเงา ซึ่งในภาพจริงก็คือภาพของผู้เฒ่าที่มีลูกหลานมาคอยใกล้ชิดเพื่ออาศัยความร่มเย็นนั่นเอง

        ดังนั้นใครอยากเป็นเช่นนั้น คราต่อไปเวลาอ่านหรือดูข่าวก็ให้ถือเป็นโอกาสในการฝึกเจริญพรหมวิหารด้วยวิธีการดังนี้ครับ

        1. เมื่อเสพข่าวร้ายก็ต้องให้ความสงสารเห็นใจมีความกรุณาต่อทั้งผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำในข่าว ในส่วนของผู้ถูกกระทำก็พยายามหาทางช่วยเหลือตามกำลัง ในส่วนของผู้กระทำก็อย่าไปแช่งชักหักกระดูกให้มอบความสงสารเห็นใจต่อความหลงผิดสร้างบาปกรรมให้แก่ตัวเองของเขา

        2. หากเสพข่าวความน่าสงสารของเพื่อนร่วมโลกแล้วเราไม่อยู่ในฐานะที่ช่วยได้ก็ต้องทำใจเป็นกลางด้วยปัญญาวางอุเบกขาว่านั่นเป็นกรรมที่เขาต้องได้รับ ต้องชดใช้ไปตามเหตุตามปัจจัย ระวังใจเรามิให้ตกไปสู่ความเศร้าหมองกับชะตากรรมของเขาไปด้วย

        3. เมื่อเสพข่าวดีก็ชื่นชมยินดีกับคนที่ได้รับผลดีนั้นจริง ๆ คือมีมุทิตาจิตต่อเขา ระวังอย่าให้จิตไปคิดอิจฉา ริษยาเทียบเขา เทียบเรา ฝึกชื่นชมเขาจากใจจริงทั้งยังคอยดูว่ามีอะไรที่เราจะช่วยส่งเสริมเขาได้อีกก็ช่วยทำให้เขาเจริญยิ่งๆ ขึ้น

        4. หากอ่านข่าวทั่วๆ ไปก็ดูว่าจะมีอะไรที่เราสามารถช่วยพัฒนาคน พัฒนาสังคมให้ดีขึ้นไหม ฝึกใช้เมตตาคิดปรารถนาอยากให้เขามีความสุข อยากให้สังคมเจริญขึ้น

        ทำได้เช่นนี้จะได้ทั้งความร่วมสมัยในสังคมไม่ตกข่าว รู้เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ รู้ข่าวที่จะมีผลต่อชีวิตเราไปพร้อม ๆ กับการมีโจทย์ มีบททดสอบมาให้ฝีกวางใจให้ใหญ่อย่างพรหม ไม่หลงตกไปเป็นทาสของความสะใจในทะเลแห่งข่าวร้ายที่ถาโถมเข้ามานั้น และผลจากการมีจิตใหญ่เช่นพรหมนี้จะทำให้รอบตัวเราเกิดความอบอุ่น สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้มาพึ่งพิง ทำให้เป็นผู้สูงวัยที่มีแต่ลูกหลานบริวารมาห้อมล้อมไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว (ผู้น่าสงสาร) ครับ

Read more

สว. 4.0

by kidmai

April 10, 2017

40+

0 comments

40+ เมษายน 2560

 

        ประเทศไทยของเรากำลังจะเดินไปสู่ยุค Thailand 4.0 ที่มุ่งสู่การเป็นสังคมแห่งนวัตกรรม

        แต่บนวิถีการขับเคลื่อนนี้มีความน่ากังวลเกิดขึ้นต่อกลุ่มผู้สูงอายุว่าจะรับมือกับสภาพเช่นนั้นได้อย่างไร เพราะลำพังเพียงแค่การปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ในยุคดิจิตอลก็ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากกลายเป็นประชากรชั้นสองของสังคมจากความไม่สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีจนได้ทันจนกัดกร่อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกท่านไปไม่น้อยแล้ว ยิ่งสังคมต้องเคลื่อนตัวอีกระลอกไปสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่แอบอิงกับเทคโนโลยีมากขึ้นไปอีก ผู้สูงอายุที่ปรับตัวไม่ได้จะยิ่งถูกผลักออกจากสังคมไปอีกขนาดไหน

        แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าสังคม 4.0 จะเป็นฝ่ายรุกไล่ผู้สูงอายุอยู่ด้านเดียว กลับกันด้วยความสูงอายุที่มาพร้อมประสบการณ์ก็อาจจะทำให้สว.ทั้งหลายพลิกจากประชากรชายขอบเข้ามาสู่ศูนย์กลางของสังคมได้ โดยเฉพาะหากมีคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการนี้ ได้แก่

        1. มีเป้าหมายชีวิตที่ท้าทาย : เพราะการปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมด้วยคิดว่าแก่แล้วจะขอใช้ชีวิตชิลชิลไปวันๆ ตีกอล์ฟ จิบไวน์ ช็อปปิงไปเรื่อยๆ แบบนี้สักวันชีวิตจะมีแต่ความเหี่ยวเฉาได้แต่รอวันจากโลกนี้ไปแบบหดหู่เท่านั้น แต่ที่เป็นเงื่อนไขของคุณสมบัติในข้อนี้ก็คือเป้าหมายนั้นจะต้องมุ่งไปสู่การทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือชนรุ่นหลังจึงจะเกิดก่อแรงบันดาลใจทำให้ชีวิตมีพลังขับเคลื่อนไปอย่างมีความสุขได้จริง

        2. เรียนรู้เทคโนโลยี : การละเลยจะเรียนรู้ไม่เพียงจะทำให้ตนเองหลุดออกไปจากสังคมแห่งเทคโนโลยีไปเรื่อย ๆ แต่ยังทำให้ศักดิ์ศรีถูกลดทอนลง การเรียนรู้จึงจำเป็นในการดำรงชีวิตในยุค 4.0 ที่การใช้ชีวิตแทบจะทุกอย่างอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตที่เรียกยุค IoT (Internet of Things) ที่หากผู้สูงอายุไม่ยอมเรียนรู้เลยก็ย่อมมีผลในการใช้ชีวิตประจำวันเช่นอยากไปฟังเพลงโปรดก็ไม่สามารถจองตั๋วคอนเสิร์ตเองได้ จะสั่งกับข้าวมากินที่บ้านก็สั่งออนไลน์ไม่เป็น จะดูข่าวก็อาจต้องพึ่งพาหลานเหลน 7-8 ขวบให้เปิดโทรทัศน์รุ่นใหม่ ๆ ให้ดู หรือแม้กระทั่งจะเปิดประตูอิเลคทรอนิกส์เข้าบ้านตัวเองก็อาจเปิดไม่ได้ สว. 4.0 จึงต้องเติมเต็มชีวิตให้ตนเองกับการเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือของโลกยุคนี้ และผลพลอยได้จากการไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คือนอกจากจะทำให้ภาคภูมิใจในตนเองแล้วในเชิงกายภาพยังจะช่วยทำให้สมองได้ใช้งาน มีการสร้างทางเชื่อมข้อมูลในสมองใหม่ ๆ ส่งผลให้สมองเสื่อมถอยช้าลงด้วย

        3. หมั่นทำใจให้มีความสงบ : ท่ามกลางสังคมยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกสิ่งเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากใจไร้ซึ่งหลักอันมั่นคงย่อมมีแต่เตลิดไปตามกระแสอันแสนจะวุ่นวายนั้น จนในที่สุดความสับสนอลหม่านนั้นจะนำมาซึ่งความร้อนรนในจิตใจ ความสงบจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ สว. 4.0 ทุกคนที่จะต้องสร้างเพื่อให้เป็นที่พักอันร่มเย็นของใจโดยคำแนะนำสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธก็ด้วยวิธีง่ายๆ คือการสวดมนต์เป็นภาษาบาลีแบบเปล่งเสียงสักประมาณ 15 – 30 นาทีในทุกเช้า เพราะ การเปล่งเสียงด้วยภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่ใกล้กับจิตนั้นจะมีผลต่อความสงบ ตั้งมั่น และอิ่มเอิบใจต่อจิตโดยตรง และการสวดแบบเปล่งเสียงก็จะทำให้จิตต้องใช้กำลังมากกว่าการสวดในใจซึ่งส่งให้เกิดประสิทธิผลคือความสงบได้มากกว่า นอกจากนี้การสวดไม่น้อยกว่า 15 นาทีต่อเนื่องกันนั้นจะทำให้เกิดปฏิกริยาทางกายภาพ ส่งถึงสมองให้สั่งร่างกายหลั่งสารอันเป็นประโยชน์ออกมาด้วย

        4. ฝึกฝนให้มีสติ : ผู้สูงอายุที่อยากเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ลูกหลานได้มาพึ่งพิงอาศัยร่มเงานั้น ที่สำคัญมิใช่แค่เรื่องของทรัพย์สมบัติ มรดกตกทอด แต่เป็นเรื่องของความอบอุ่นยามอยู่ใกล้ การได้รับเมตตายามตกทุกข์ หรือการได้ความชุ่มชื่นใจยามร้อนรุ่ม และที่สำคัญคือความเป็นหลักอันมั่นคงที่ให้เขายึดเหนี่ยวได้จริง สว. 4.0 จึงต้องฝึกตนให้มีสติที่มั่นคงเพื่อจะสามารถแยกแยะความเชื่อกับความจริงออกจากกัน สามารถเจาะผ่านทะเลข้อมูลที่ถาโถม มุ่งตรงเข้าไปสู่แก่นของเรื่องเพื่อจัดการกับปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง อันเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะใช้ในโลกยุคนี้ และเป็นคุณสมบัติที่จะต้องถ่ายทอดให้ลูกหลาน การฝึกสติจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ซึ่งการฝึกก็ไม่ได้จำเป็นถึงต้องปลีกเวลาไปเก็บตัวในวัด หรือสถานปฏิบัติธรรม เพียงจัดเวลาช่วงเช้าหลังจากสวดมนต์เสร็จกับตอนค่ำก่อนเข้านอนมาใช้ฝึกสติด้วยการเดินจงกรมหรือการเดินกลับไปกลับมาด้วยความตั้งใจว่าจะรู้เท้าที่กระทบพื้นนั้นสักครึ่งค่อนชั่วโมง ก็จะทำให้ได้ทั้งสติไปสร้างความมั่นคง ทั้งยังได้ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรงไปในตัวด้วย

        5. บันทึกประสบการณ์ชีวิต : ความสุขอันเต็มเปี่ยมจะเกิดขึ้นกับใครได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้เห็นประโยชน์แห่งตน ยิ่งประโยชน์ใหญ่เท่าไหร่ ความตระหนักรู้คุณค่าในตนยิ่งมากเท่านั้น และเมื่อตนรู้ค่าของตนก็จะทำให้ตนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและหมดกังวลว่าได้ทำหน้าที่แห่งมนุษย์ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว การบันทึกประสบการณ์อันยาวนานไว้ด้วยตั้งใจให้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังจึงเป็นหน้าที่ที่ สว. 4.0 พึงกระทำ การบันทึกนี้จะใช้การจด หรือการบันทึกเสียงก็ได้ หรือจะให้อบอุ่นขึ้นก็อาจจะสร้างวัฒนธรรมการกินข้าวเย็นร่วมกันขึ้นในบ้าน ที่มื้อนี้ต้องอยู่กันพร้อมหน้าและมีการแลกเปลี่ยนเหตุการณ์กันโดยให้ผู้สูงอายุได้คอยเสริม คอยเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องนั้น ๆ แล้วให้ลูกหลานบันทึกไว้ แบบนี้ก็จะได้ทั้งความสัมพันธ์อันแนบแน่นในครอบครัว ทั้งยังได้ส่งต่อมรดกทางความรู้ที่สว. 4.0 นั้นได้สะสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งในหลักบริหารสมัยใหม่ถือว่านี่เป็นเวทีในการจัดการความรู้ Knowledge Management ที่สำคัญมาก ๆ ในการสร้างองค์กรแห่งความรู้ หรือครอบครัวแห่งความรู้อันเป็นพื้นฐานสำคัญในยุค 4.0 นี้อย่างแท้จริง ฝึกตนให้มีคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อนี้ก็จะพร้อมเข้าสู่การเป็น สว. 4.0 อย่างเต็มภาคภูมิ ตนก็สุข ครอบครัวก็อบอุ่น สังคมก็มั่นคงคร

Read more

สูงวัยอย่างใจใส

by kidmai

April 1, 2017

Happy+

0 comments

นิตยสาร Happy + เมษายน 2560

        มีประเทศมากมายในโลกนี้ชนิดแม้แต่คนที่สนใจภูมิศาสตร์โลกเองก็ยังอาจไล่เรียงได้ไม่ถึงครึ่ง
        ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้นำประเทศกันเลย ที่มีมากยิ่งกว่าเป็นทวีคูณ ชนิดที่แม้แต่นักการปกครองด้วยกันเองก็ยังอาจนึกชื่อเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันนี้ได้น้อยเท่าน้อย นึกได้แต่คนที่กำลังเป็นข่าว หรือมีบทบาทอยู่ในปัจจุบัน ส่วนนักการเมืองรุ่นก่อนนั้นถ้าไม่ดังกันจริง ๆ ไม่นานก็จะถูกลืมเลือนชื่อไป มีเหลือที่คนรุ่นหลังจำกันได้อาจเพียงแค่นิ้วมือนับ

        แต่แน่นอน 1 ในนิ้วมือที่นับได้นั้นจะต้องมีชื่อของ ลี กวน ยู ชายผู้พลิกประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยอย่างสิงคโปร์ให้กลายมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกในหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านการขนส่ง หรือด้านคุณภาพชีวิต

        ยิ่งใครได้ศึกษาประวัติการสร้างชาติของเขาแล้วจะพบว่าเพียงในช่วงอายุรุ่นเดียวเขาก็ทำให้สิงคโปร์ที่เริ่มความเป็นชาติเมื่อ 50 ปีก่อนโตแบบก้าวกระโดดจนทั่วโลกต้องตะลึง ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของเขาที่มองอนาคตข้างหน้าได้ขาดอย่างน่าทึ่ง และจากผลงานเชิงประจักษ์อันโดดเด่นนี่เองทำให้คำพูดของเขาจึงควรค่าแก่การพิจารณาอย่างที่สุด

        ซึ่งในวันผู้สูงอายุนี้ผมขอนำคำกล่าวของลีที่มีต่อผู้สูงอายุสิงคโปร์มาฝากผู้สูงอายุไทยเรากันนะครับ
ลี ได้ฝากบอกผู้สูงวัยว่า….
        “ถ้าคุณอยากเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ คุณต้องหาอะไรมากระตุ้นให้คุณใช้ชีวิตที่สนุกสนานและมีความหมายต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่คิดแต่พักผ่อนหลับนอนอย่างเดียว การทำอย่างนั้นเท่ากับคุณรอความตายอย่างเดียวเท่านั้น !”

        เพราะหากคิดว่าเกษียณแล้วจะเอาแต่เล่นกอล์ฟ ดื่มไวน์ ไปวัน ๆ ไม่นานคุณจะเบื่อ มีชีวิตที่เหี่ยวเฉาทั้งร่างกายและจิตใจ

ลียังให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุอีกว่า…..

        จะต้องไม่แยกตัวเองไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องมีอะไรมากระตุ้นตลอดเวลา และต้องพบปะผู้คน คอยติดตามเรื่องราวของสังคมและของโลก

จากคำกล่าวของลีเช่นนี้เราจึงสรุปได้ว่าถึงแม้จะสูงวัยแล้วชีวิตก็ยังต้องมีเป้าหมายที่ท้าทายให้ไปถึง
        ซึ่งนี่ก็ตรงกับสิ่งที่ผมได้ประสบพบเห็นมาตลอดการทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ว่าคุณตา คุณยายหลาย ๆ ท่านในบ้านเราแม้จะมีความมั่นคงทางฐานะความเป็นอยู่แต่กลับยังรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง ซึ่งสิ่งที่ขาดนั้นผมกล้าฟันธงเลยครับว่าก็คือการขาด

“เป้าหมายของชีวิต”

        เกือบจะร้อยทั้งร้อยของคุณตา คุณยายที่ผมได้สัมผัสทุกท่านจะบอกตรงกันว่าเป้าหมายในบั้นปลายคือการมีชีวิตที่สงบสุข มีลูกหลานครอบครัวที่อบอุ่น มีสุขภาพแข็งแรง ฯลฯ ซึ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั่นไม่ใช่เป้าหมายในความหมายนี้ครับ นั่นเป็นเพียงความอยากอันเลื่อนลอยเป็นเป้าเชิงนามธรรมที่ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจจนเกิดการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นได้จริง ขณะที่เป้าหมายที่เราต้องการนั้นต้องเป็นเป้าที่เป็น “รูปธรรม” ให้จับต้องได้ และให้ความท้าทายที่จะเดินทางไปถึง

        หากนึกไม่ออกก็ลองย้อนไปสมัยเราเด็ก ๆ แล้วมีคนมาถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรซิครับ คำตอบที่เราตอบจะเป็น
“ผมอยากเป็นหมอ”
“หนูอยากเป็นครู”
        นี่ซิครับคือเป้าหมายให้เราได้ใช้เดินทางได้จริง ไม่เลื่อนลอย
“แต่แก่แล้ว ไม่ได้ทำงานแล้วจะไปอยากเป็นหมอ เป็นครูอีกหรือ” บางท่านอาจสงสัย

        ใช่ครับ เพราะหากคิดว่าแก่แล้วได้พักก็จะเป็นดั่งที่ลี กวน ยูบอกล่ะครับ ว่าชีวิตจะเริ่มเหี่ยวรอวันตายเท่านั้น หากอยากมีขีวิตยืนยาวแบบมีความสุขก็จำเป็นต้องมีเป้าที่จับต้องได้นี้ เพียงแต่เราไม่ได้มุ่งไปที่การทำเพื่อหาเงิน แต่มุ่งไปที่การทำเพื่อความตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง เพื่อทิ้งเป็นมรดกไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง

        เมื่อเราทำจนรู้ถึงค่าแห่งตน ได้เห็นประโยชน์จากการยังมีชีวิตอยู่ของตนว่ายังประโยชน์ให้แก่ลูกหลานได้แค่ไหน เราจะตื่นเช้ามาด้วยกำลังแห่งความหึกเหิม เป็นความพึงใจที่จะมีชีวิต และใช้ชีวิต

        ซึ่งความพึงใจในการมีชีวิตนี้ จะเป็นตัวส่งต่อไปสู่ความขยันพากเพียรในการทำเพื่อสังคมนั้น อันจะทำให้ได้ผลเป็นจิตใจและร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย

        จากนั้นความเพียรก็จะต่อไปเกิดความมุ่งมั่นมีสมาธิส่งผลให้จิตใจมีกำลังและมีความสุข
สุดท้ายจะเกิดการไตร่ตรองต้องการให้งานดีขึ้น เป็นเหมือนการท้าทายความสามารถของตนดั่งที่ลี กวน ยูกล่าวไว้
และทั้งหมดนั่นคือวงจรแห่งอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่เราคุ้นกันนั่นเอง
แต่ที่เราอาจไม่คุ้นก็คืออานิสงค์ของอิทธิบาท 4 นี้ไม่เพียงจะใช้เพื่อให้เกิดความสำเร็จในงานเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อจะทำให้มีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นได้ด้วย
ก็ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังตรัสด้วยพระองค์เองว่า

        “อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 (ฉันทะ – วิริยะ – จิตตะ – วิมังสา) ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่งหรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้”

        ใครอยากอายุยืนแบบยังฟิตปั๋งก็ลองหาเป้าหมายให้ตัวเองดูนะครับ
ลองถามตัวเองดูว่า
“เรามีชีวิตอยู่เพื่อ…”

Read more