ทุกข์ที่ไม่ยอมรู้

by admin

December 13, 2017

40+

0 comments

40+ Dec 2017

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์ จะมีเว้นก็คือผู้ที่มีปัญญาศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจความทุกข์อย่างกระจ่างแจ้งจนสามารถจัดการกับความทุกข์ทั้งหยาบทั้งละเอียดได้ทุกระดับจนพ้นจากความบีบคั้นกดดันใด ๆ โดยสิ้นเชิงไม่กี่คนเท่านั้น ใครที่ยังไม่ไปถึงจุดนั้นย่อมต้องเผชิญกับสารพัดทุกข์ไปจนตลอดชีวิต
ซึ่งในบรรดาความทุกข์นั้นหากแยกประเภทหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่คนเป็นกันมากก็คงมีเรื่องของการหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือการเงิน-การงาน เรื่องของสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องของครอบครัว-ความรัก ซึ่งการแก้ก็ดิ้นรนตามประเภทความทุกข์กันไป
ประเภทการงานหรือเรื่องเงินก็ต้องแก้ด้วยการพยายามทำงาน สร้างกำไร ลดรายจ่าย ประเภทโรคภัยก็ต้องดิ้นรนหาหมอแผนต่าง ๆ มารักษาโรค หรือหาวิตามินสารพัดมาป้องกันเสื่อม ส่วนประเภทครอบครัวก็ต้องแก้กันตามบริบทของปัญหา
แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ว่าจะประสบทุกข์ประเภทไหนเรื่องที่พอจะดีอยู่ก็คือคนทุกข์รู้ว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร ซึ่งอาจจะแก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ที่น่ากลัวก็คือคนที่ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าตัวเองทุกข์เรื่องอะไรนั่นแหละครับ
“มีด้วยรึ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าทุกข์เรื่องอะไร”
มีครับ มีไม่น้อยด้วย มีคนจำนวนไม่น้อยเลยโดยเฉพาะกับผู้มีฐานะ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองจับจ่ายอย่างอิสระ มีฐานะ ครอบครัว ลูกหลานที่อบอุ่นไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงเป็นปกติ แต่เขากลับยังรู้สึกเหมือนชีวิตมันยังไม่เต็ม มันยังพร่องอยู่ มันยังขาดอะไรไปบางอย่างซึ่งเขาหาไม่พบ
หลายคนพยายามค้นก็หาไม่เจอเลยดิ้นรนไปตามค่านิยมของสังคมขณะนั้น ดิ้นรนให้ร่ำรวยจนรวยล้นฟ้าหลุมในใจก็ยังไม่เต็ม ดิ้นรนแสวงหาชื่อเสียงจนดังก้องโลกความพร่องนั้นก็ยังพร่องอยู่ พอหมดแรงหาบั้นปลายก็มักเลยไปหาทางออกเอากับการท่องเที่ยวรอบโลก การจับจ่ายซื้อของแพง ๆ หรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เพชินไปวัน ๆ แต่นั่นก็ทำได้เพียงบรรเทาความทุกข์แค่ชั่วครู่ จนบางคนสะสมกลายเป็นความเครียดถึงขนาดอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน
หากใครประสบปัญหานี้และต้องการพ้นไปก็ต้องทราบว่าสิ่งที่ขาดนั้นไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติยศหรือเงินตราแต่เป็นการขาด “ความตระหนักรู้ “คุณค่า” ของตัวเอง” ครับ
ซึ่งวิธีการแก้ไขก็คือการสร้างความยอมรับในตัวเองอันจะเป็นส่วนที่จะเติมเต็มชีวิตได้จริง เพราะหากใครที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองแล้วต่อให้เขามีทรัพย์สินเงินทองมากขนาดไหนก็ยังไม่อาจสุขได้เต็มที่ ความภาคภูมิใจกับการมีอยู่ของตัวเอง กับลมหายใจของตัวเอง กับภาระหน้าที่ของตัวเองนี่ต่างหากที่ทำให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์
ซึ่งการจะสร้างคุณค่าในตนเองได้นั้นก็ไม่ยากเริ่มจากการหาว่าสังคมกำลังมีปัญหาอะไร แล้วเราจะใช้ความสามารถของเราในการแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร โดยกับคนที่ต้องทำงานก็อาจพัฒนาไปเป็นการทำงานที่จะทำให้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวด้วยได้เลย ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการแก้ปัญหาประเภทการงานไปในตัวด้วยเพราะเมื่องานเราเริ่มจากการแก้ปัญหาให้คนอื่น ตามหลักการตลาดเขาก็เรียกว่าสินค้าหรือบริการของเรามีความต้องการในตลาด ซึ่งเมื่อมีความต้องการโอกาสสำเร็จของเราจึงสูง ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ มีคนเป็นกันมากความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อมและที่สำคัญเหนืออื่นใดคือเมื่องานของเรามุ่งประโยชน์ใหญ่กว่าตัวเราเมื่อนั้นเราจะมีกำลังมาก มีความมุ่งมั่นมากตามความรับผิดชอบที่มากขึ้นนั้น
นี่เป็นหลักจิตวิทยาทั่วไป เมื่อใดที่เราได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเองเมื่อนั้นเราจะมีแรงทุ่มเทมากขึ้น ลองจำลองภาพง่าย ๆ อย่างการทำอะไรเพื่อประเทศชาติซิครับ คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตอนนั้นเราจะไม่มัวมาคอยหยุมหยิมกับเรื่องเล็กน้อย หรือชุดความคิดเดิม ๆ อีกแล้ว ภาระที่รับมันสำคัญเกินกว่านั้น นั่นแหละครับความสุขที่เขาจะได้จากการใช้ความสามารถของเขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนสังคมมันยิ่งใหญ่กว่าทำเพื่อตัวเอง
สรุปคือความสุขจะสมบูรณ์นั้นต้องมาจากการทำประโยชน์ให้ทั้งตัวเองและคนอื่น ประเด็นใกล้เคียงกันนี้ก็มียืนยันในพระไตรปิฏกที่กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกได้แก่
1. บุคคลไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
2. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
3. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
4. บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ท่านเทียบว่าคนจำพวกแรกคือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้ว่า เหมือนดุ้นฟืนเผาศพ ที่ไฟไหม้ปลาย 2 ข้างตรงกลางก็เปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในบ้านในป่า ฉันใด
ขณะที่บุคคลจำพวกที่ 2 คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน นั้นดีกว่า ประณีตกว่า
ต่อด้วยบุคคลจำพวกที่ 3 คือผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นที่ดีขึ้นมาอีกขั้น
และสุดท้ายคือผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั้นท่านว่าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธานเป็นผู้อุดม เป็นผู้สูงสุด เหมือนดั่งน้ำนมโคที่ นมส้ม ดีกว่า น้ำนม, เนยข้น ดีกว่า นมส้ม, เนยใส ดีกว่า เนยข้น และยอดเนยใส ดีกว่า เนยใสทั้งหมดนั้น *
แล้วคุณล่ะครับ อยากเป็นบุคคลจำพวกไหนเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์เลยไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่น หรือจะเป็นคนเต็มคน ที่ใจใหญ่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจเต็มดวงบริบูรณ์จนไม่เกิดหลุมพร่องให้ต้องหาอะไรมาถมเติมเต็มเข้าไปอีก
ลองพิจารณากันดูครับ

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒)

Read more

ราชาธรรม

by admin

December 13, 2017

Happy+

0 comments

นิตยสาร Happy+ Dec 2017

คนอยากทำดีนั้นมีมาก แต่คนที่ทำดีนั้นเหลือไม่มาก
วลีนี้มิใช่ของผู้รู้ใด แต่เป็นผมที่ว่าเอาไว้เองจากประสบการณ์การทำงานด้านสาธารณประโยชน์มาระยะหนึ่ง ทำให้แม้จะชื่นใจกับสังคมไทยที่มีผู้อยากอุทิศตนทำความดีเพื่อคนอื่นมากมายจริง ๆ แต่ในเวลาถัดมาไม่นานก็เกิดบทสรุปที่เป็นวลีหลังคือคนทำดีนั้นเหลือไม่มาก จนรู้สึกเศร้าใจว่าทำไมความอยากทำดีของคนจำนวนมากถึงได้มอดลงเร็วเหลือเกิน สุดท้ายก็มาได้คำตอบว่าด้วยเพราะสังคมเรากันเองนั้นเองที่ผลักคนใจดีออกจากวิถีแห่งการทำดีนี้
ผลักด้วยความคิดระแวง การพูดดูแคลน การนินทากล่าวร้ายว่าคนทำมีเบื้องหลัง คนทำ ทำเอาหน้า คนทำ ทำหวังประโยชน์ ไปจนถึงการอาศัยความใจดีนั้นย้อนกลับมาเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ทำความดี
การคิด การพูด การกระทำอันทำร้ายจิตใจคนทำดีเช่นนี้นี่เองทำให้หลายคนจึงเลิกเอามือซุกหีบ เลิกเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งยังเอากระดูกมาแขวนคอ ขอกลับไปใช้ชีวิตของตนสงบ ๆ ดีกว่า
แต่ขณะเดียวกันก็น่าสนใจว่าในกลุ่มคนคิดดีที่ยังคงทำดีได้อย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นคนหมู่น้อยนั้น อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขายังรักษาปณิธานไว้ได้
ซึ่งคำตอบก็เพราะพวกเขามี “แรงบันดาลใจ” ที่ทรงพลังมากนั่นเอง โดยเฉพาะแรงบันดาลใจที่เกิดจากการได้เห็นการทรงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นเลิศที่รักษาปณิธานของพวกเขาไว้ได้ คนกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกร่วมกันอยู่สิ่ง คือยามที่ได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านแล้วพวกเขาจะเกิดความพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะทำเพื่อสังคมให้ได้เศษเสี้ยวของพระองค์ ทั้งยังจะรู้สึกอยากตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่านด้วยการเดินตามรอยพระบาทมิใช่เพียงปากพร่ำพูด
ที่สำคัญคือพวกเขาได้เข้าใจถึงความเป็นบรมครูของพระองค์ท่าน ที่ทรงพระอัจฉริยะในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ทั้ง 3 ระดับตั้งแต่ขั้น “สอนให้รู้” ที่พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทให้เข้าใจ ให้มีความรู้แท้ในทุกเรื่องจนสามารถนำความรู้นั้นมาแก้ไขปัญหาได้ ต่อมาถึงขั้น “ทำให้ดู” ที่พระองค์ทรงพระราขกรณียกิจเป็นแบบอย่างให้เห็นมาตลอดรัชสมัย จนสามารถนำแนวทางโครงการพระราชดำริมาเป็นต้นแบบได้ และขั้นสูงสุดคือ “อยู่ให้เห็น” ที่พระองค์ทรงแสดงพระจริยวัตรอันงดงามยิ่งให้พวกเราดูเป็นแบบอย่าง จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะรักษาวิถีแห่งความดีนี้ไว้ได้
ในวาระเดือนแห่งพ่อนี้จึงขอนำหลักธรรมที่พระองค์ทรงใช้มาตลอด 70 ปีแห่งการทรงงานที่เราควรน้อมนำมาประยุกต์ใช้กับตนมาเสนอให้ได้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ท่านกัน
นั่นคือหลักวิถีแห่งทศพิธราชธรรม ที่แม้ชื่อจะหมายถึงธรรม 10 ประการของพระราชา หรือผู้ปกครอง แต่ก็มิได้มีข้อจำกัดใดที่ประชาชนจะนำมาฝึกฝนให้เกิดในตนเองไม่ได้ ทั้งยังเป็นการสมควรด้วยเพื่อที่ต่อไปธรรมนั้นจะได้ตกผลึกในตัวบุคคลนั้นก่อเกิดผลผลิตออกมาเป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าแก่สังคม
ซึ่งหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการนั้นประกอบด้วย
1. ทานํ คือ การให้ การสละสิ่งของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
2. สีลํ คือ การมีศีล การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. บริจาคํ คือ การบริจาค สละความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น
4. อาชฺชวํ คือ ความซื่อตรง ความสุจริตต่อหน้าที่ทั้งหน้าที่การงานและหน้าที่ต่อสังคม
5. มทฺทวํ คือ ความอ่อนโยน ความอ่อนน้อมถ่อมตน
6. ตปํ คือ ความเพียร ความขยันขันแข็ง
7. อกฺโกธํ คือ ความไม่โกรธ ไม่แสดงความโกรธ
8. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียนตนเอง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ด้วยความเป็นกลาง
9. ขนฺติ คือ ความอดทน ความอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่ต้องประสบ
10. อวิโรธนํ คือ ความเที่ยงธรรม ความหนักแน่น ยึดธรรมเป็นใหญ่
ส่งท้ายนี้หากระลึกถึงพระองค์ท่านก็ควรมองไปที่ “รูปที่มีทุกบ้าน” แล้วให้เกิดแรงบันดาลใจอยากจะศึกษาสิ่งที่พ่อสอน ทำตามสิ่งที่พ่อทำ และพยายามอยู่ด้วยธรรมของพ่อ เช่นนี้ถึงจะถือว่าได้แสดงกตัญญูจริงครับ

Read more

น้ำเน่า

by admin

November 17, 2017

40+

0 comments

40+ Nov 2017

ชีวิตประจำวันของคุณทำอะไรบ้างครับ
ตื่นเช้ามาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ต่อด้วยธุระลูกน้อย หาข้าวให้กิน พาไปส่งโรงเรียนจากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศให้ทันเวลางาน ระหว่างทางก็มีบริภาษการจราจรที่จราจลกันไป ทำงานก็เหนื่อย ก็เครียดกับการปัดแข้ง ปัดขา เอาหน้า เอาตาของเพื่อน ทั้งต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเจ้านาย กว่าจะหมดวันก็ล้าเหลือคณาแต่ยังต้องแหวกการจราจรที่จราจลอีกครั้งเพื่อไปรับลูกกลับบ้าน ถึงบ้านก็แทบสลบพอจะมีความสุขอยู่บ้างตรงได้กินข้าว (ห่อ) กันในครอบครัว อาบน้ำสอนลูกทำการบ้านเสร็จ คราวนี้แหละถึงจะได้เวลาแห่งการพักผ่อนของตัวเอง ซึ่งโดยมากก็คือการดูทีวีรายการโปรด เพราะเป็นความบันเทิงราคาประหยัด ไม่ต้องเสียเงินทอง เสียค่าตั๋ว หรือเสียเวลาเดินทางออกไปเสพที่ไหนอีก
ผมเชื่อว่านี่เป็นวิถีของคนส่วนใหญ่ที่อาจมีปรับเปลี่ยนไปบ้างตามบริบทแวดล้อม แต่หลัก ๆ แล้วเวลาที่พอจะเรียกว่ามีความสุข เป็นรางวัลของความเหนื่อยยากมาตลอดวันก็คือการนั่ง-นอนเอกเขนกดูทีวีนี่เอง
เช่นนี้แล้วคุณคิดว่ารายการ หรือละครช่วงค่ำนี้ควรเป็นประเภทไหนครับ สืบสวนซ่อนเงื่อนให้ต้องขบคิดกันหัวแตก หรือแบบดูไปแล้วต้องคอยหาสิ่งที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อที่แฝงมายิ่งเนียน ยิ่งลึก ยิ่งดูดีมีคลาส
บางท่านอาจชอบโดยเฉพาะบรรดานักวิชาการ นักคิด นักเขียนที่มีความสุขยามสมองได้ขบคิดเรื่องใหม่ ๆ ได้เสพเรื่องแปลก ๆ แต่กลับคนทำงานแรงงานหรืองานค้าขายทั่วไปจะให้ดูไปคิดหนัก ๆ ไปอีกคงไม่ไหวแล้วเหนื่อย ล้า เครียด เพลียในการหาข้าวสารมากรอกหม้อ หาค่าเทอมให้ลูกเรียน (พิเศษ) มาทั้งวันแล้วก็ไม่อยากใช้สมองอะไรกันขนาดนั้นอีก ขออะไรที่ง่าย ๆ ไม่ต้องย่อย ดูเพลินไปวัน ๆ จะซ้ำ จะซาก จะไร้แก่นก็ไม่เป็นไร ขอรอยยิ้ม ขอเสียงหัวเราะพอมาหล่อเลี้ยงให้ได้พักผ่อนก่อนเข้านอนเพื่อไปผจญกับวิกฤติชีวิตที่เต็มไปด้วยความแผดเผาแห่งการแก่งแย่งกันเหมือนเดิมอีกในวันพรุ่งก็พอแล้ว
นี่เองที่ทำให้ละครหลังข่าวส่วนมากจึงทำกันแบบไม่ต้องคิดมากเพราะคนเขาไม่อยากคิดกันอีกแล้ว เขาต้องการพักแบบนี้กัน พอคนดูเยอะโฆษณาก็เข้าคนก็สร้างกันมากเป็นวงจรปกติ จนสุดท้ายจึงกลายเป็นว่าสังคมเราเลยถูกตราหน้าว่าเป็นสังคมแห่ง “ละครน้ำเน่า” ไป
ไม่ได้จะแก้ต่างให้ละครน้ำเน่านะครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครด่วนปรามาส อยากให้เข้าถึงความหมายและวัตถุประสงค์แท้ของละครแต่ละประเภทกันก่อนค่อยตำหนิ
เริ่มจากความหมาย ที่คำว่าน้ำเน่านั้นหมายถึงการไม่เปลี่ยนแปลง วนอยู่ในวงจรเดิม ๆ เหมือนน้ำที่ขังไม่ไหล ที่วันหนึ่งก็กลายเป็นน้ำเน่า
ดังนั้นละครที่ไม่ต้องคิดมากนั้นก็อาจจะไม่เป็นน้ำเน่าถ้าผู้สร้างไม่มักง่ายเอาสิ่งเดิม ๆ มาทำจนย่ำอยู่กับที่ แต่หมั่นเติมสิ่งดี ๆ พยายามเสริมคุณธรรมเข้าไปตามบริบทของสังคมขณะนั้น ๆ อย่าให้สารที่ส่งออกนิ่งสนิท แบบนี้แม้พล็อตจะซ้ำแต่สิ่งที่ส่งออกไปจะไม่ซ้ำก็แปลว่าละครเรื่องนั้นไม่เน่า
กลับกันคือละครน้ำดีซึ่งหากยังคงย่ำอยู่กับที่ไม่เคลื่อนวันหนึ่งก็จะเป็นละครน้ำเน่าเช่นกัน และที่ต้องเน้นให้พิจารณาก็คือแม้จะเป็นการสร้างเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของคนอีกกลุ่มที่ชีวิตเขาต้องการขนมมาขบเคี้ยวทางความคิดให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเองต่อไป ก็ต้องระวังไม่มีวิธีคิดเลวร้ายอะไรแฝงเข้าไปด้วยเผลอไปยึดว่าฟอร์มอย่างนี้เรียกน้ำดี อย่างมามีการหักมุมให้คนร้ายชนะเลยกลายเป็นทำลายคำสอนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วโดยไม่รู้ตัว หรือต้องตีแผ่ให้ลึก ให้แรงตามข้ออ้างสิทธิเสรีภาพเลยทำให้สังคมเสื่อมเร็วขึ้น ละครแบบนี้แม้จะลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้คมคายแค่ไหนก็ไม่อาจเรียกว่าละครน้ำดีเพราะคนดูชมจบแล้วไม่ได้กลายเป็นคนดีแต่อาจกลายเป็นคนร้ายไปเสีย
ดังนั้นจะเน่า จะดี ไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มแต่อยู่ที่ดูแล้วเป็นคนเน่าหรือเป็นคนดี ที่สำคัญต้องระลึกว่าสารนั้นต้องไม่เป็นพิษ เป็นภัย อย่าไปใส่ยาพิษลงไปในละครด้วยหวังกระชากเรตติ้ง
ฉะนั้นใครจะทำละครประเภทใดก็ตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญต้องมอบผลลัพธ์สุดท้ายให้คนชมได้สมประสงค์หรือเกินประสงค์ คือนอกจากจะได้พักผ่อนให้สดชื่นมีกำลังไว้สู้งานแล้วยังต้องได้ความรู้ ข้อคิด คุณธรรมติดจิตใจกลับไป และถ้าจะทำน้ำดีมากระตุ้นหยักสมองของคนดูนั้นก็ต้องเป็นละครที่ดูแล้วคนดูสามารถเข้าใจความคิดที่ถูกต้องได้โดยเฉพาะความคิดที่ถูกในแบบพุทธ หรือโยนิโสมนสิการ อันเป็นความคิดในระดับที่ลึกยิ่งกว่าความคิดงานการทั่วไปคือคิดอย่างแยบคายที่มีทั้งหมด 10 ประเภทได้แก่
1. วิธีคิดแบบ สืบสาวเหตุปัจจัย คือ การคิดค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา
2. วิธีคิดแบบ แยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบหรือองค์ประกอบย่อยของเรื่องนั้น ๆ
3. วิธีคิดแบบ สามัญลักษณ์ คือ การคิดแบบรู้เท่าทันธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ
4. วิธีคิดแบบ อริยสัจ คือการคิดที่ระบุได้ถึงปัญหาแล้วจึงมาหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานั้นจากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายที่ควรจะเป็นและหาทางดำเนินไปสู่เป้าหมายนั้น
5. วิธีคิดแบบ อรรถธรรมสัมพันธ์ คือการคิดที่มุ่งชัดไปสู่เป้าหมายหรือความหมายแก่นแท้ของเรื่องนั้น ๆ
6. วิธีคิดแบบ คุณโทษและทางออก คือการคิดถึงข้อดีและข้อเสียของเรื่องนั้น ๆ เพื่อจะได้เห็นความจริงที่รอบด้าน
7. วิธีคิดแบบ คุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คือการคิดให้เห็นถึงคุณค่าอันแท้จริงและคุณค่าที่แฝงอยู่ของสิ่งดังกล่าว
8. วิธีคิดแบบ ปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดที่น้อมนำให้จิตปรุงแต่งไปในทางที่เป็นกุศล
ดีงาม เป็นประโยชน์เป็นกุศล
9. วิธีคิดแบบ เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือการด้วยการมีสติระลึกอยู่กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น ซึ่งอาจเป็นเรื่องของอดีตอันเป็นประสบการณ์หรืออนาคตอันเป็นเป้าหมายก็ได้ แต่มิใช่การคร่ำครวญถึงอดีตหรือเพ้อฝันในอนาคต
10. วิธีคิดแบบ วิภัชชวาท คือการคิดแยกแยะ หรือ วิเคราะห์สิ่งหรือเรื่องนั้น ๆ อย่างรอบด้าน
ถ้าดูแลัวทำให้เกิดโยนิโสมนสิการได้เช่นนี้ก็อยากขอเรียกว่าเป็นละคร “น้ำบริสุทธิ์” ครับ

Read more

สติ๊กเกอร์

by admin

November 17, 2017

Happy+

0 comments

นิตยสาร Happy+ Nov 2017

ยุคนี้เป็นยุคแอพ !
แอพนี้ไม่ใช่แอ๊บแบ๊วของเด็ก ๆ ที่น่าเอ็นดูนะครับ แต่เป็นแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมต่าง ๆ ในแทปเลตต์ หรือสมาร์ตโฟนให้คนได้โหลดใช้ที่มีทั้งให้โหลดกันฟรี (แล้วบางทีก็มีไปเก็บค่าโฆษณา หรือไปขายไอเต็มเพิ่มข้างใน) มีทั้งแบบโหลดเสียเงินกัน จนธุรกิจนี้กลายเป็นธุรกิจยอดนิยมเพราะหากทำออกมาสำเร็จแค่แอพเดียวนี่ก็อาจรวยได้เลย
ซึ่งโอกาสแห่งความสำเร็จนี้ยังขยายไปยังสินค้าต่อเนื่องด้วย ที่ถ้าทำดีก็รวยมหาศาลได้เช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็เห็นจะเป็น “สติ๊กเกอร์” ที่ต่อเนื่องมาจากแอพลิเคชั่นยอดนิยมอย่าง แอพพลิเคชั่นไลน์ ที่มีผู้ไปขอร่วมแบ่งปันโอกาสแห่งธุรกิจนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก
สติ๊กเกอร์นี้ไม่ใช่กระดาษ หรือพลาสติกกาวที่สมัยเด็ก ๆ เราลอกเอาติดข้างฝาหรือข้าวของต่าง ๆ นะครับ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ไว้ใช้สื่อสารกันในโลกออนไลน์ที่ส่วนมากมักทำในรูปของตัวการ์ตูนน่ารัก หลากหลายรูปแบบให้คนได้ (ซื้อ) หาไปใช้ โดยมีการสร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ให้ออกมาเป็นตัวแทนของการพูดคุยในชีวิตประจำวันในแทบจะทุกลักษณะ ทั้งเที่ยว ทั้งทำงาน เรียกว่าครบถ้วนจนเกือบจะน่ากลัวว่าต่อไปมนุษย์อาจไม่ต้องใช้ภาษาพูดกันแล้ว เพราะมีสติ๊กเกอร์ให้ใช้ถาม ให้ใช้ตอบกันหมดแล้ว
มองมุมหนึ่งก็น่าเอ็นดูดีครับ ลองนึกดูแทนที่เมื่อเพื่อนถามในไลน์มาว่า “กำลังทำอะไรอยู่” แทนที่เราจะพิมพ์ตอบไปว่า “กำลังกินข้าว” เรากลับใช้ตัวการ์ตูนหมีน่ารัก ๆ กำลังกินน้ำผึ้งอยู่ส่งไปให้ แบบนี้ก็สบายตา สบายใจกันดี และด้วยความน่าเอ็นดูนี้บวกกับความสามารถที่ช่วยให้ผู้ใช้สื่อถึงอารมณ์ที่ต้องการส่งต่อให้ผู้รับได้โดนใจมากกว่าการเขียน ที่บางครั้งอาจติดขัดด้วยข้อจำกัดของภาษาหรือติดขัดกับบุคลิกผู้ที่ต้องการจะสื่อสารเองที่อาจไม่เหมาะกับการพิมพ์คำอะไรน่ารัก คิกขุ บวกกับวิถีของโลกที่ทุกอย่างเร็วขึ้น การใช้สัญลักษณ์แทนการมานั่งจิ้มอักษรยาว ๆ จึงเป็นคำตอบที่โดนใจคนจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันตลาดการขายสติ๊กเกอร์ที่ดูจะเป็นของเล่น ๆ นี้จึงไม่ใช่ของทำเล่น ๆ อีกต่อไป สติ๊กเกอร์กลายเป็นช่องทางหารายได้ทั้งรายได้เสริมไปถึงรายได้หลักให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนมาก ขอเพียงมีไอเดียดี มีความสามารถในการแต่งภาพเสียหน่อย ทำสติ๊กเกอร์ในแบบของตัวส่งไปให้ไลน์เขาพิจารณานำขึ้นขายให้ ก็พอเพียงแล้วที่จะเปิดโอกาสประสบความความสำเร็จ เพราะหากของเราดีจริง คนเห็นแล้วชอบ ใช้แล้วเพื่อนถาม ก็จะเกิดการขายขึ้นจนน่าพึงพอใจ
และที่สำคัญยิ่งคือธุรกิจนี้แทบจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน ต้นทุนมีเพียงจินตนาการและเวลาเท่านั้น ทั้งเวลาก็ทำได้ตามความสะดวก สมองตื้อก็หยุด เหนื่อยก็พัก ทำได้จากทุกที่ไม่ต้องเดินทางไปทำที่สำนักงาน นั่งอยู่บ้านสเก็ตรูป ตกแต่งไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วก็ส่งไปขาย ขายได้เงินก็โอนเข้าบัญชีไว้ใช้สอย นี่จึงเป็นธุรกิจที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ “ผู้สูงอายุ”
อ่านไม่ผิดหรอกครับ ธุรกิจนี้เหมาะกับผู้สูงวัยจริง ๆ ไม่ใช่เหมาะแค่เฉพาะคนรุ่นใหม่ เพราะทางไลน์เขาก็ไม่ได้กำหนดว่าผู้จะส่งสติ๊กเกอร์ไปให้เขาขายจะต้องมีอายุไม่เกินเท่าไหร่ ขอเพียงงานผ่านตามเกณฑ์เขาก็พร้อมจะขึ้นขายให้
ถ้าจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตรงที่ผู้สูงอายุอาจไม่ถนัดในการใช้เทคโนโลยี แต่ของเช่นนี้ไม่เป็นก็ฝึก ก็สอนกันได้ไม่ถึงกับเป็นเรื่องเกินวิสัยแต่อย่างใด
และในความเป็นจริงก็มีแล้ว มีกลุ่มผู้สูงอายุ 60-70 ปีมารวมตัวกันสร้างสติ๊กเกอร์ไลน์ขายกันจริง ๆ !
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้อยู่ที่ต.สมอแข จังหวัดพิษณุโลกครับ พวกท่านมารวมตัวกันทุกบ่ายวันพุธ เพื่อเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปถึงขั้นการแต่งภาพ เพื่อนำการ์ตูนจากไอเดียของสมาชิกสูงวัยในกลุ่มมาทำเป็นสติ๊กเกอร์ โดยทั้งหมดนี้อยู่ในการดูแลของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยพิษณุโลกที่จัดอาจารย์จากคณะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปสอนวาดรูป สอนการตกแต่งการ์ตูน สอนการวางแผนการตลาด สอนการสื่อสารกับไลน์ให้จนเมื่อจบโครงการผู้สูงอายุจากสมอแขกลุ่มนี้จะมีชุดสติ๊กเกอร์ส่งไปให้ทางไลน์พิจารณา ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรจะได้ขาย จะขายได้มากหรือน้อยเพียงใดไม่ใช่ประเด็นแล้ว เพราะแค่การที่ผู้เฒ่าของเราไม่หยุดนิ่ง ไม่ยอมแพ้เทคโนโลยี พยายามปรับตัวทั้งยังพยายามใช้ประโยชน์จากมันได้ขนาดนี้ต้องถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกลุ่มอื่น ๆ อีกจำนวนมหาศาล เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้จะสูงวัยแล้วใช่จะต้องไปอยู่ชายขอบของสังคมเสมอไป ขอเพียงมีทัศนคติที่ถูกต้อง ชีวิตย่อมเดินต่อได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ที่สำคัญนี่เป็นการแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยอันเป็นปัญหาระดับโลกได้อย่างบูรณาการและถูกทาง ถูกทั้งการแก้ปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอาจจะได้มีรายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาไว้ใช้จ่าย และถูกที่สุดคือเป็นการแก้ปัญหาความรู้สึกไร้ค่าด้วยการคืนศักดิ์ศรีความเป็นสมาชิกในโลกยุคไอทีนี้ให้แก่ท่าน
เป็นอย่างไรครับ เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นเรื่องให้คุณค่าแก่ชีวิตของสังคมผู้สูงอายุทั้งปวงเลย แบบนี้เรียกว่า “เล่นจนเป็นเรื่อง” ได้ไหมครับ ชมรมผู้สูงอายุชมรมไหนจะนำไปประยุกต์ใช้บ้างก็เข้าทีนะครับ

Read more

ขึ้นคาน

by admin

November 17, 2017

Intania

0 comments

นิตยสาร Intania 5/60

 

คำนี้เป็นการรวมกันของศัพท์พื้นฐาน 2 คำคือคำว่า “ขึ้น” ที่ตรงข้ามกับลงกับคำว่า “คาน” ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคาร เป็น 2 คำที่แสนจะธรรมดาได้ยินกี่ครั้งก็ไม่มีความรู้สึกดีร้ายใด ๆ แต่พอนำมาต่อกันแล้วไปพูดต่อหน้าสุภาพสตรีจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก ถึงขนาดกลายเป็นคำหยาบไป

ก็เพราะความหมายที่แท้ของคำมิได้มุ่งไปที่อาการของร่างกายที่ขึ้นไปอยู่บนคานบ้าน คานเรือน แต่เป็นการหมายถึงความไร้คู่ ไม่ได้แต่งงาน ซึ่งสภาวะเช่นนั้นสำหรับผู้หญิงแล้วยังอาจหมายเลยไปถึงว่าตนไม่มีค่าพอ เลยไม่มีผู้ชายมาสู่ขอ ที่ในบางสังคมเป็นเรื่องน่าอับอายไปถึงผู้ปกครองกันเลยทีเดียว
แต่นั่นเป็นอดีตครับ ปัจจุบันกลับกันคือนอกจากไม่ใช่เรื่องน่าอายแล้วยังกลายเป็นกระแสที่คนนิยมอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น คนที่อยู่ได้เพียงลำพังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนไม่มีค่าพอที่จะทำให้คนอื่นสนใจ แต่ถูกมองว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจ มีความแกร่ง และมีความสตรองอันน่าชื่นชม
กระแสนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับความจางคลายแห่งสายสัมพันธ์ฉันท์คู่ผัวตัวเมียก็ยิ่งทำให้ง่ายที่จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีคู่
แต่นั่นอาจเป็นเป็นความคิดที่ฉาบฉวยไปนิดครับ เรื่องสำคัญอันเป็นอนาคตทั้งชีวิตที่เหลือเช่นนี้ควรที่จะรอบคอบให้มากเพราะการด่วนตัดสินใจอาจหมายถึงการไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีก
“ถ้าเช่นนั้นมีเกณฑ์อะไรไหมที่จะใช้บ่งบอกว่าเราควรมีคู่หรืออยู่โดดเป็นโสดดีกว่า”
เกณฑ์นั้นมีครับ เราสามารถใช้คุณสมบัติของคนที่เราอยู่แล้วจะเข้ากันได้มาจับว่าถ้าเจอคนที่มีคุณสมบัติตามนี้ก็น่าจะใช้ชีวิตร่วมด้วย แต่ถ้าไม่มีคนที่มีคุณสมบัติดั่งกล่าวเช่นนั้นสู้อยู่คนเดียวจะดีกว่า ซึ่งคุณสมบัติที่ว่ามี 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ
1. มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน หรือมีศรัทธาเสมอกัน ข้อนี้สำคัญเพราะเป็นเหมือนเครื่องกรองแรกที่จะทำให้เห็นภาพว่าอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าจะไปด้วยกันได้ไหม เพราะหากคู่มีความสนใจแตกต่างกันมากโอกาสที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันก็สูง หรือแม้จะฝืน ๆ กันไปได้ก็ไม่ได้มีความสุขตามที่หวัง
2. ไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียนคนอื่น หรือมีศีลที่เสมอกัน ข้อนี้เป็นการมองลึกลงไปอีกขั้นเพราะคู่ที่คนหนึ่งเอาแต่คิดจะได้ คิดจะเอายอมเบียดเบียนคนอื่นเพื่อความต้องการของตนได้ ขณะที่อีกคนขี้เกรงใจไม่อยากให้ใครเดือดร้อนจากการกระทำของตัว คู่แบบนี้ต่อให้สนใจเรื่องเดียวกันแต่ก็ไปต่อกันยาก
3. มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือมีจาคะเสมอกัน ข้อนี้ลงลึกต่อไปอีกระดับคือเมื่อไม่เบียดเบียนคนอื่นแล้วคู่นั้นมีใจคิดจะแบ่งปันให้คนอื่นมากน้อยเพียงใด เช่นกันคือหากต่างกันก็อาจทำให้สุดท้ายแล้วชีวิตคู่อาจไม่แนบสนิทดีนัก มีเคืองกันให้หงุดหงิดได้อยู่เป็นระยะ ๆ
4. มีปัญญาความรู้เสมอกัน ข้อสุดท้ายนี้ลึกที่สุด คือแม้จะชอบสิ่งเดียวกัน เกรงใจคนอื่นไม่คิดเบียดเบียนใครเหมือนกัน มีใจแบ่งปันคิดช่วยเหลือคนอื่นเท่า ๆ กัน แต่สุดท้ายหากปัญญาต่างกันแม้อาจไม่ถึงขั้นทำให้ร้าวฉานแต่ก็ไม่กลมกลืนราบลื่นดั่งที่ควร
นี่ล่ะครับเกณฑ์การเลือกคู่ในแบบพุทธ จะเห็นได้ว่าไม่มีเรื่องทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มีแต่เรื่องทางใจ ทางความเชื่อ ความคิด อันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้การอยู่เป็นคู่มีความสุขกันอย่างยั่งยืนมาให้พิจารณาเท่านั้น
คู่ใครที่ช่วยกันทำงาน ชักชวนกันทำความดี ไม่นอกใจ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน พากันเดินทางไปสู่ฝั่งฝันก็เรียกว่า “คู่บุญ” คือมาเจอกันด้วยบุญเพื่อจะต่อบุญกันอย่างมีความสุข อยู่ดูแลกันไปจนวันสุดท้ายจนถึงวันที่หมดบุญต่อกัน ใครที่ได้เจอคู่บุญต้องถือว่าโชคดีและก็น่าจะใช้ชีวิตคู่กันอยู่ล่ะครับ
แต่ถ้าไม่เป็นไปตามเกณฑ์นี้ ไม่ได้เจอคู่บุญ แต่ไปเจอ “คู่เวร คู่กรรม” เช่นนี้ต้องรีบหนีให้ไกลเพราะหากอยู่ด้วยก็รังแต่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เพราะเป็นคู่ที่มาเจอกันด้วยกรรม ทำกรรมร่วมกันมา มาอยู่กันแบบจองล้าง จองผลาญ อยู่กันก็มีแต่ทะเลาะเบาะแว้ง ตบตีกัน มุ่งทำลายกันให้ย่อยยับ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างชอบคนละเรื่อง ไม่ช่วยกันทำงานชักชวนกันให้ตกต่ำ มาผูกพันธ์กันด้วยเรื่องของเพศและก็คอยจะนอกใจกัน เจ็บป่วยก็ไม่ดูแลกัน ต้องทนกันไปจนตายจนหมดเวรต่อกันใครเจอคู่แบบนี้ก็อยู่คนเดียวดีกว่าครับ
ลองใช้หลักนี้มาจับกันดูนะครับว่าคนที่เราหมายอยู่นั้นน่าจะเป็นคู่อะไรกันแน่ แต่สุดท้ายถ้าตัดสินใจจะอยู่คนเดียวจริง ๆ ก็ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษอีกเรื่อง นั่นคือเรื่องของการตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง เพราะหน้าที่ระหว่างสามีกับภรรยานั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตเท่านั้น คู่ชีวิตยังมีหน้าที่สำคัญคือการให้กำลังใจ และส่งเสริมศักยภาพของคู่ของตนให้เปล่งประกายออกมา เป็นผู้ที่สามารถทำให้อีกคนรับรู้คุณค่าของตนเองได้ ดังนั้นหากคิดจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้วสำคัญยิ่งคือต้องเตรียมความพร้อมทางด้านการตระหนักรู้คุณค่าในตนเองนี้ให้ตัวเองด้วย โดยการออกไปทำกิจกรรมงานด้านจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่นทำตนให้เป็นประโยชน์จนตนรับรู้ได้ถึงประโยชน์ตนนั้น ซึ่งประโยชน์นี้รวมไปถึงประโยชน์ตนอย่างการมุ่งปฏิบัติธรรมด้วยศรัทธาอันถูกต้องด้วย เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นแม้ภายนอกดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แต่ในความเป็นจริงนั่นกลับเป็นการช่วยอย่างไม่มีประมาณจากธรรมชาติภายในที่ถึงกันหมดทั้งมนุษย์ ทั้งสัตว์และทั้งธรรมชาติ ที่เมื่อผู้ปฏิบัติดีก็จะทำให้สิ่งแวดล้อมข้าง ๆ ดีตามไปด้วย เปรียบดั่งน้ำเน่าในอ่างที่หากมีการเติมน้ำสะอาดจำนวนหนึ่งเข้าไปในจุดใดจุดหนึ่งความสะอาดของน้ำแม้เพียงหยดเดียวนั้นก็เท่ากับช่วยยกระดับความสะอาดของน้ำทั้งอ่างนั้นด้วย
ฉบับนี้ดึงเรื่องที่อาจเกินวัยของนายช่างรุ่นเก๋าไปสักนิด แต่ตั้งใจนำมาฝากให้วิศวกรหญิงรุ่นลูก รุ่นหลานที่อาจกำลังจะตามกระแสนี้ ว่าถ้าจะอยู่คนเดียวก็ต้องเตรียมการทำงานอาสา หรือการปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการทำให้ในทุก ๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา มีความสุขจากการมีอยู่แห่งชีวิตตน ได้เห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นการเติมเต็มชีวิตอย่างแท้จริงเพราะความรู้สึกถึงคุณค่าในตนนั่นแหละคือปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีความสุขได้อย่างแท้จริง
ถ้าอยู่อย่างนี้ได้ถึงจะเป็นการอยู่อย่าง โสด สตรองของจริงครับ

Read more