ชายหาปลา

ทุกคนล้วนมีเรื่องโปรดประจำใจ !

เด็กๆก็เป็นเรื่องเทพยิยาย แฟนตาซี วัยรุ่นอาจเป็นนิยายรัก หวานชื่น วัยค้นหา อาจเป็นนิทานเซ็น ท้าทายสมอง คุณละครับ มีเรื่องอะไรเป็นเรื่องโปรด ?


สำหรับผมเรื่องที่นึกกี่ครา ก็ประทับใจทุกครั้งนั้น ผมไม่ทราบว่าจะเรียกว่าเป็นนิทาน นิยาย หรือเรื่องเล่าดี เพราะไม่ทราบว่ามาจากที่ใด ใครเป็นคนแต่ง ดังนั้นที่ผมจะนำมาแบ่งปันคุณๆนี่ก็ขอให้ทราบนะครับ ว่าเป็นสำนวนการแต่งเติม ต่อเติมของผมเอง แต่สาระ แก่นเนื้อหานั้นที่ต้องการสื่อนั้นไม่เคลื่อนแน่ๆ


เรื่องเล่านี้มีดังนี้ครับ
บ่ายของวันอันสดชื่น เศรษฐีผู้มั่งคั่งติดอันดับโลกไปเที่ยวพักผ่อนส่วนตัวอยู่ชายทะเลที่แสนจะงดงาม น้ำใส ทรายเนียน ระหว่างที่เศรษฐีเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติอันวิจิตรนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นหนุ่มชาวเลคนหนึ่งกำลังนอนพักอย่างสบายอารมณ์บนสะพานปลา ด้วยนิสัยที่ชอบช่วยแนะนำคน เศรษฐีจึงอยากรู้ว่าทำไมหนุ่มนี้ถึงไม่ออกไปหาปลาเหมือนคนอื่นๆ มานอนกระติกเท้าพักเสียอย่างนี้ ไม่รอช้าเศรษฐีเดินเข้าไปถามทันที ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า


“ก็ผมได้ปลามาพอกินของวันนี้แล้ว ผมก็พักซิครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยหากินใหม่” คำตอบนั้นเล่นเอาเศรษฐีอดไม่ได้ ก็เศรษฐีทำงานหามรุ่ง หามค่ำมาตลอดทั้งชีวิต ขยันขันแข็งไม่เคยขี้เกียจมาเจอคนไม่เอางานอย่างนี้ต้องสอนกันหน่อยล่ะ


“แต่เธอควรจะออกหาปลาอีกรอบนะ เพื่อนๆก็หากันอยู่ ได้ปลามาแล้วแม้เธอจะบอกว่าพอกินแล้ว ก็เอาที่เหลือนั้นไปขายในตลาดหาเงินมาเก็บไว้ซิ”

“แล้วผมจะเก็บเงินทำไมล่ะครับ ?” ชายหนุ่มถาม


“อ้าว…เธอก็จะได้มีเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อมากพอเธอก็จะได้ซื้อเรือลำใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะหาปลาได้มากขึ้น เก็บเงินได้มากขึ้นอีก คราวนี้เธอก็ไปซื้อเรือเพิ่ม เอาเงินไปจ้างไต๋มาหาปลาแทน ส่วนเธอก็กลายเป็นเถ้าแก่ มีเงินมีทองมากมาย”


“อือม…แล้วอย่างไรต่อละครับ ?” หนุ่มชาวเลยังสงสัยต่อ

“พอเธอมีเงินมากขึ้นอีก เธอก็อาจเปิดโรงงานผลิตอาหารทะเลแปรรูป ส่งออกไปขายทั่วทวีป ทั่วโลก เธอก็จะได้เป็นคนดังมีชื่อเสียง มีเงินไว้ใช้สอยแบบไม่จำกัด ไม่ดีรึ ?”


“มีเชื่อเสียง มีงินใช้ไม่จำกัดมันดีอย่างไร ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ ?” คำถามนี้ไม่ได้กวน หรือยอกย้อน แต่ชายหนุ่มอยากรู้จริงๆ สายตาที่เขาถามเศรษฐีนั้นเต็มไปด้วยความสนอกสนใจอย่างยิ่ง


“ก็พอเธอถึงจุดนั้น ก็จะเป็นอย่างฉันนี่ไง ฉันสามารถหนีนักข่าวที่คอยตามสัมภาษณ์หลบมายังเกาะอันไกลพ้นที่เธออยู่นี่ได้โดยไม่มีใครตามหาเจอ ฉันสามารถใช้ชีวิตพักผ่อนกับสายลมแสงแดด กับธรรมชาติอันบริสุทธิ์อันแสนจะอภิรมย์เช่นนี้ได้นานเท่าที่ฉันพอใจ ฉันสามารถ….”
ยังไม่ทันที่เศรษฐีจะพูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นสะบัดตัวเดินอ้าวหนีไป สายตาสนใจใคร่รู้หายไปสิ้น เหลือแต่รอยฉงนบนหน้าที่หันมากล่าวกับเศรษฐีว่า
“คุณหลอกให้ผมฟังอะไรไม่รู้อยู่ตั้งนาน ผมไม่เห็นต้องไปเหนื่อยแสนลำบากขนาดนั้นอีกหลายๆสิบปี เพื่อที่จะมีความสุขแบบที่คุณบอก ก็ตอนนี้ผมก็ไม่มีนักข่าวตามให้ต้องหนีอยู่แล้ว ผมก็อยู่ในที่ที่คุณบอกสุดแสนจะอภิรมย์ได้ทุกวันเท่าที่ผมพอใจอยู่แล้ว ไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรเลยวิธีคิดของคุณน่ะ”

…………… ……………
พวกเราละครับ มีใครทิ้งความสุขตรงหน้า เหนื่อยแสนสาหัสเพื่อไปรอความสุขในอนาคต ซึ่งก็ไม่ต่างจากความสุขต่อหน้าขณะนี้กันบ้าง
ใครที่กลับบ้านดึกดื่น ไม่มีเวลาสอนการบ้านให้ลูกน้อย ด้วยความหวังว่าหลังจากทำงานหนักมีเงินมีทองมากมายแล้วจะได้ใช้เวลาค่ำคืนอ่านนิทานให้ลูกฟัง
ใครตะลอนไปทั้วประเทศ ทั่วโลกทิ้งลูกอยู่ในบ้านหลังน้อย เพื่อเก็บเงินมาสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่เพื่ออยู่กับลูก ใครที่ให้ลูกกินข้าวกับคนใช้ ขณะที่ตนกินในโรงแรม 5 ดาวรับรองลูกค้าเพื่อหวังว่าอนาคตจะได้พาลูกไปกินเหลาพร้อมหน้าครอบครัว
ไม่ได้แนะให้ขี้เกียจนะครับ ไม่ได้บอกให้หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ว่าว่าไม่ต้องเก็บสะสมเงินทองเพื่ออนาคต

แต่…แต่ถามสะกิดใจว่าขณะนี้ใครที่เดินทางหลงเป้าหมายอันแท้จริงของชีวิตตนเองอยู่บ้างไหม ?
เราลองถามตัวเราเองจริงๆหรือยังว่าเราอยากได้ อยากเป็นอะไร ? เราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุข หรือเราอยากร่ำรวยเงินทอง เราอยากใกล้ชิดลูกเมียอย่างครอบครัวทั่วไป หรือเราอยากดังมีชื่อเสียง


หลายคราที่เราเอาความอยากของรานั่นแหละเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว แต่เราเอาความรักลูก ความห่วงครอบครัวมาเป็นข้ออ้างในการกระทำเช่นน้น
จะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าการหาเงินมาได้มากๆของเราด้วยข้ออ้างว่าเป็นหลักประกันของลูก แลกกับการขาดความอบอุ่นของลูกจนเสียเด็ก เช่นนั้นต่อให้เราทำสำเร็จมีเงินให้เขาเท่าไหร่ก็อาจไม่พอให้เขาผลาญ แต่ถ้าเราให้ความรัก ให้เวลาแม้เงินที่เราทิ้งไว้ให้เขาอาจไม่มาก แต่ความมั่นคงทางจิตใจที่เขาได้รับจะมีค่ามากกว่าประมาณมิได้
จะเหลือเวลาดีๆสักแค่ไหนกันครับ หากเราใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่เขายังเล็ก ยังต้องการเราทิ้งเขาไปเพื่อหาเงินไปสร้างคฤหาสน์ที่กว่าจะได้มา เขาก็อาจพอใจที่จะโบยบินจากรังใหญ่นั้นไปสู่รังน้อยที่เขาอบอุ่นใจกว่า


ย้ำอีกครั้ง ว่าไม่ได้แนะให้ไม่เก็บ ไม่สร้างตัว แต่ทักให้เฉลียวมาดูเป้าแท้ เป้าหลอก แล้วเดินตามนั้นให้ดี อย่าได้โดนวิธีคิดของระบบทุนนิยม กิเลสนิยมผลักดัน ขับเคลื่อน หรือผลักไสเราให้หลุดออกจากทางที่ควรจะเป็นเลย


เย็นนี้รีบกลับบ้านสอนลูกทำการบ้าน กินข้าวฝีมือภรรยา เล่านิทานที่ลูกชอบก่อนนอนให้เขาฟังกันเถิดครับ


ว่าแต่ตุณรู้รึยังว่าลูกคุณชอบฟังนิทานเรื่องอะไร ?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *