โบนัสแห่งวัย Apr 2018

อินเตอร์เน็ตเร็วขึ้นแค่ไหน ความอดทนก็น้อยลงเป็นเงาตามตัว !
ยังจำได้ว่าสมัยก่อนการติดต่อกันใช้ผ่านทางจดหมาย จะจีบกันที ต้องรอกันเกินสัปดาห์จดหมายเราส่งไป 3 วัน ให้เวลาสาวเจ้าตอบอีกสัก 3-4 วัน ส่งกลับมาอีก 3 วันรวมแล้วก็ประมาณ 10 วัน ซึ่งเมื่อใกล้ๆเวลาที่คาดว่าจดหมายจะมาถึงก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไร ได้แต่ชะเง้อคอมองดูตู้จดหมาย มีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไม่ได้ ต้องเล็งแล้วว่าใช่ บุรุษไปรษณีย์รึเปล่า ใช่บ้านเรารึเปล่า ใช่ที่เรารออยู่รึเปล่า นั่นเป็นบรรยากาศสมัยผมรุ่นๆครับ เชื่อว่าหลายๆท่านคงทันวิถีแห่งความอดทนรอคอยด้วยความหวานชื่นเยี่ยงนี้กัน แต่แม้จะดูเนิ่นช้า น่าอึดอัด แต่ก็เป็นวิถีที่มีประโยชน์ไม่น้อยเพราะทำให้เราเกิดภูมิต้านทานขึ้น เพราะจะเร่งอย่างไรให้ได้ดั่งใจก็หมดสิทธิ์ ซึ่งความอดทนนี้ก็เผื่อแผ่ไปยังเรื่องอื่นๆในชีวิตด้วย ทำให้เป็นคนคอยเป็น รอเป็น ทำใจเป็น
ต่างจากสมัยนี้จีบกันผ่านสังคมออนไลน์ อีเมล ทวิตเตอร์ เฟซบุค โพสต์ปุ๊บตอบได้ปั๊บ ทันใจจนใจเสีย ทันใจขนาดหากตอบกันช้าแค่เพียงนาทีก็งอนตุ๊บป่องถึงขั้นเลิกลากันได้เลย ยิ่งอินเตอร์เน็ตไวเพียงใด ความอดทนของคนก็ลดลงเท่านั้น เมื่อความอดทนสูญสลายไปจากใจ ใจก็เลยเสีย เสียใจที่เป็นปกติของเราไปกับความทุรนทุราย และนั่นนำมาซึ่งปัญหาสังคมใหญ่เล็กมากมายในทุกระดับ ทั้งระดับปัจจเจกส่วนบุคคลไปถึงระดับประเทศ
ฉบับนี้เลยขออนุญาตนำบทความถอดเทปคำบรรยายของพระอาจารย์ทวีป กตปุญโญ สถานปฏิบัติธรรมแทนวันดีเจริญสุข ที่ท่านเมตตามาบรรยายธรรมให้กับญาติธรรมที่ศาลาปันมี มูลนิธิบ้านอารีย์ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งช่วงหนึ่งของการบรรยายธรรมครั้งนั้นท่านเทศน์เกี่ยวกับความอดทนหรือ “ขันติ” ไว้ได้อย่างน่าฟัง และน่าน้อมมาใส่ใจตนเพื่อการเพิ่มภูมิต้านทานความอ่อนแอต่อกิเลสของใจเราอย่างยิ่ง เชิญสัมผัสได้เลยครับ
ขันติ ถ้ามองตามสายตาของนักจิตวิทยา ขันติคือการเก็บกด แต่ทางภาษาศาสตร์ขันติมาจาก ขน (ขะ-นะ) แปลว่า นำออก ขุดออก
คนที่มีความอดทน มิใช่เป็นการ เก็บกด แต่หมายถึงบุคคลนั้นได้เอาความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ออก ไม่เอาไว้ ไม่เก็บไว้ ไม่ซุกไว้ใต้พรม แต่เป็นการทำจนจิตนั้นเกลี้ยง ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้จิตขุ่นมัว แม้แต่น้อย เป็นวิสัยของพุทธะ แต่เราเข้าใจขันติ ในแง่ของการเก็บกดไว้
พระอรรถาจารย์ ก็ได้อธิบายขันติ โดยการยกเรื่องราวดังนี้
บุคคล ๒ คน คนหนึ่งกำลังมาก ทรัพย์มาก บริวารมีมาก ไปตะคอกตบตีคนที่มีทรัพย์น้อย กำลังน้อย บริวารน้อย แม้เจ็บตัวคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย ก็ทนไว้ เพราะรู้ว่าไปต่อกรกับเขาเราคงแพ้ บุคคลนั้นหาได้ชื่อว่า อดทนไม่ เพียงแต่กลัวเสียท่าเขา จึงยอมเก็บกดทนไว้
บุคคล ๒ คน คนหนึ่ง กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมาก อีกคนก็มี กำลัง สติปัญญา ทรัพย์บริวารมากพอๆกัน มาทะเลาะกัน ต่างคนต่างดูท่าที มิใช่ความอดทน แต่เป็นเพียงกลัวเพลี้ยงพล้ำ ยังมิใช่การใช้ความอดทน ต่อเมื่อใดบุคคลมีกำลังทรัพย์ ความรู้ ความสามารถ บริวารมากมาย ถูกคนที่มีกำลังน้อย ทรัพย์น้อย บริวารน้อย ดูหมิ่นดูแคลน จนตบตีเอา เขาก็ยังสงบระงับอยู่ เหมือนกับพระสารีบุตร ที่ถูกพระบวชใหม่แกล้งสารพัด จนบางครั้งพระพุทธเจ้าอุปมาว่า พระสารีบุตรเป็นดั่งแผ่นดิน เป็นดั่งผ้าเช็ดเท้า เป็นเหมือนดั่งโคที่เขาขาดแล้ว ไม่มีอาการสะดุ้งเมื่อถูกเขาประทุษร้าย เมื่อเขาถูกรังแก จึงพอจะเห็นภาพของคำว่า ขันติได้บ้างว่า มันมิใช่เพราะว่าเราไม่มีกำลัง มิใช่เราไม่มีสติปัญญา ไม่ใช่เราไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถที่จะโกรธ ที่จะประทุษร้าย ที่จะกลั่นแกล้ง แต่จิตที่คิดจะประทุษร้ายมันไม่มี นั่นคือ หลักการของชาวพุทธ
ความมีเกียรติของชาวพุทธ ความสง่างามของชาวพุทธ ถ้าเรามีจิตใจที่ประกอบด้วยขันติเช่นนี้ นั่นคือ อาภรณ์ที่ประเสริฐกว่าอาภรณ์อื่นใด ในสังคมที่เต็มไปด้วยการประทุษร้ายทั้งทางกาย และวาจา เรายังมิได้นำเอาหลักการนี้มาใช้ เมื่อเราถูกด่า เราก็มักจะด่าตอบ เมื่อเราถูกประทุษร้าย เราก็มักประทุษร้ายตอบ เราจึงพบว่าบางครั้ง มีตัวอย่างที่เห็นชัด มีพระมหาเถระรูปหนึ่ง อาสาจะไปแสดงธรรมใน สุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าท่านรู้เบื้องหลังว่า หมู่บ้านนี้คนดุ จึงได้ตรัสกับ
พระปุณณะว่า ปุณณะ เธอรู้ไหมหมู่บ้านนั้น ย่านนั้น คนดุน่ะ ถ้าหากว่าเธอไปแล้ว เขาพากันด่าเธอละ เธอจะทำอย่างไร ?
พระปุณณะ กราบทูลพระพุทธองค์ว่า เขาด่าก็ดี ดีกว่าเขาเอามือเอาเท้า มาตบ มาตี มาแตะ
หากถ้าเธอไปแล้ว เขาตบเขาตีเธอละ ? ไม่เป็นไร ทนได้ ดีกว่าเขาเอาท่อนไม้มาตีเอา
ถ้าเขาเอาท่อนไม้มาตีเธอละ ? ไม่เป็นไรทนได้ ดีกว่าเขาเอาศาสตรา มีดาบ มีหอก มาห้ำหั่น
ถ้าเขาเอามีดเอาดาบมาห้ำหั่นเธอละ? ไม่เป็นไร แค่ได้แผล มือเท้ายังอยู่จาริกไปสอนธรรมต่อ
ถ้าเขาเอามีด เอาดาบ เอาอาวุธต่างๆมาตัดมือเธอละ? ตัดมือขาดทั้งสองข้างแล้วไม่เป็นไร เท้ายังอยู่ยังเดินได้ เดินไปสอนต่อไป
ถ้าหากเขาตัดมือตัดเท้าเธอละ? ไม่เป็นไร นั่งสงบให้เขาดูก็ได้ ทำต่อไป
ถ้าหากเขาเอาอาวุธต่างๆมาฆ่าเธอละ? สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน วันหนึ่งร่างกายนี้ก็ต้องเอาคืนอยู่แล้ว เขามาชิงคืนก่อนเวลาก็กำไร
อย่างนี้การทำงานของท่านจึงไม่มีอุปสรรคขวางกั้น เพราะใจท่านเกลี้ยง ใจท่านมีความผ่องใส ไม่มีเมฆหมอกบังเลย นั่งตรงไหนก็เป็นครู ยืนอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เดินอยู่ตรงไหนก็เป็นครู เพราะมีหลักที่ชัดเจน การทำงานที่มีหลักเช่นนี้ ท่านทิ้งร่องรอยไว้ให้เราดู







ใส่ความเห็น