โบนัสแห่งวัย Apr 2018
เมื่อวานเ(ขณะเขียนต้นฉบับ)ป็นวันพิเศษสำหรับผมและครอบครัว เพราะเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 79 ของคุณแม่ของพวกเรา หรือคุณยาย-คุณย่าของหลานๆ และเป็นปกติของทุกปีที่เมื่อถึงวันนั้นครอบครัวเราก็จะไปทำบุญ ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุที่โรงพยาบาลสงฆ์ และอีกเช่นกันที่หลังจากพระฉันเสร็จ ให้ศีลให้พรแล้ว โยมคือพวกเราก็จะไปหาที่กินตามประสาฆราวาสกันต่อ เป็นการรวมตัวกันตามหน้าที่ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในรอบปี พวกเราใช้เวลาบนโต๊ะอาหารอยู่นาน กว่าจะเดินทางกลับถึงสำนักงานก็ร่วมบ่าย 3 โมงซึ่งก็มักจะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงคุณแม่ หรือบรรดานายธนาคาร ตัวแทนห้างร้านต่างๆที่เราค้าขายด้วยมาอวยพรให้ต่อ ก็ต้องช่วยกันรับรอง สนทนากันตามมารยาทอันดี สรุปรวมความแล้ววันนั้นทั้งวันแทบจะไม่ได้ทำงานกันเลย
ไม่ได้ทำงาน ??
แวบหนึ่งที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาว่าไม่ได้ทำงาน มันมีใจอีกส่วนหนึ่งที่ค้านอยู่ว่าไม่จริง มันบอกว่านี่แหละคืองาน ทั้งยังเป็นงานที่สำคัญกว่างานที่ทำอยู่ทุกวันเสียด้วย มานึกทวนแล้วถามตัวเองว่าถ้าต้องตัดสินว่าอันไหนถูก คำตอบที่ได้ในทันทีแบบไม่ลังเลเลยคือแบบหลังครับ มากกว่านั้นยังมีคำถามต่อให้ตนเองอีกว่า
“ที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ทำงานเลยใช่ไหม ? “
น่าตกใจคือผมตอบตัวเองว่า ใช่ครับ ที่ผ่านมาเอาแต่ “หาเงิน” งานของเราคือเงิน เพื่อเงิน เราลืมสิ้นถึงงานในสถานภาพอื่นๆ
เราลืมงานในฐานะลูกที่มีต่อคุณพ่อ คุณแม่
เราลืมงานในฐานะศิษย์ ที่มีต่ออาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชา
เราลืมงานในฐานะสามี-ภรรยาที่มีต่อคู่ของตน
เราอาจลืมแม้กระทั่งงานในฐานะ พ่อ-แม่ที่มีต่อลูกน้อยด้วยซ้ำไป
ความหมายของคำว่างานของเราจึงบีบแคบลงมาที่เรื่องของ”การกระทำ”ที่เป็นไปเพื่อให้ได้เงินมา จะมีข้ออ้างว่าได้เงินมาเพื่อครอบครัวก็เถอะ แต่ถามตัวเองดีๆว่าเราค่อยๆโดนวิถีโลกลาก ถู ไถวิธีคิด และชีวิตของเราออกไปจากชีวิตแท้ๆแล้วใช่ไหม ผมให้อย่างดีหน่อย แบบไม่ได้ประมาทกันนะครับ ต่อให้เรายังระลึกได้ถึงงานในฐานะอื่นๆ ดังยกมาข้างต้น แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือกจริงเราเลือกที่จะให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับงานที่ได้เงินมาก่อนจริงหรือไม่?
เราเลือกที่จะรับนัดลูกค้าแทนที่กลับมาเป่าเค็กวันเกิดคุณปู่
เราเลือกที่จะทำโอที ประชุมกับนายแทนที่การไปรดน้ำดำหัวอาจารย์
หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเลือกที่จะเดินทางไปทำงานตามปกติ แทนที่จะไปร่วมงานวันพ่อ วันแม่ที่โรงเรียนลูกน้อยจัดให้ลูกนำพวงมาลัยมากราบเรา
ที่ยกมาไม่ได้ให้เราไม่ให้ความสำคัญกับงาน(หาเงิน) โดยทิ้งๆขว้างๆนะครับ แต่ยกมาเพื่อให้ลองถามตัวเองว่า เราได้เคยชั่งน้ำหนักดีหรือยังยามต้องเลือก หรือแม้แต่ในยามปกติ เราเอาทุกอย่างไปไว้ข้างหลังเงินใช่ไหม เราเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัยในอนาคตมาเป็นหลักในการเลือกเดินในชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า คนเราเกิดมามีหลายบทบาท หลายหน้าที่ มีหมวกหลายไป นอกจากที่ผมยกไปบ้างแล้วเรายังมีหน้าที่อื่นๆอีกเช่น
หน้าที่ของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน
หน้าที่ของสมาชิกหมู่บ้าน ที่มีต่อเพื่อนบ้าน
หน้าที่พลเมืองที่มีต่อประทเศชาติ
หน้าที่ประชากรโลกที่มีต่อโลกและสิ่งแวดล้อม
และที่สำคัญอย่าลืม หน้าที่ของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ !!! หน้าที่นั้นคืออะไร ?
คำตอบก็คือหน้าที่ในการใช้อัตภาพอันสูงสุดของวิวัฒนาการนี้ในการนำพาจิตใจของมนุษยชาติก้าวพ้นห้วงแห่งการร้อยรัด ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่เชื่อเถอะครับว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนรวมไหนๆ
เมื่อใจเราพ้นทุกข์ คนรอบข้าง ธรรมชาติรอบตัวเราย่อมได้รับผลประโยชน์แบบตรงๆ และถึงแก่น มั่นคงถาวรจริงๆไปด้วย เราสามารถเป็นประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อมให้เพื่อนร่วมโลก สัตว์ร่วมสังสารวัฏได้อีกมาก
ดูอย่างท่านหลวงตามหาบัวซิครับ ความเพียรทำกิจการงานในสมณเพศของท่านเมื่อสำเร็จผลแล้วยังประโยชน์ให้ลูกศิษย์ ลูกหา คนในพื้นที่ ผู้สนใจธรรม ผู้มีความทุกข์ ไปจนถึงทุกคนในประเทศชาติ และทั่วโลกที่ประสบทุกข์อยู่ขนาดไหนบารมีท่านที่เราได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้คงเป็นคำตอบที่ชัดเจนไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ดูอย่างท่าน แล้วอย่าลืมหันมาดูหน้าที่ของเราอีกครั้งนะครับ แจกแจงลงว่าชีวิตนี้เราต้องสวมหัวโขนกี่ใบ แล้วเบื่อๆหัวโขนคนหาเงินที่สวมมาทั้งชีวิตเปลี่ยนหัวมาสวมหัวอื่นบ้างน่าจะดีไหมครับ และหากนึกไม่ออกว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง ผมขอแนะให้ย้อนกลับไปทวนสิ่งที่เราเรียนสมัยเด็กๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะต่างๆ 6 ฐานะ หรือ “ทิศ 6”
ลองกลับไปดูนะครับ มีบอกสิ่งที่ควรทำต่อบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยไว้อย่างครบถ้วนดีแล้วครับ







ใส่ความเห็น