ความรู้คืออำนาจ
นี่คือความจริงโดยเฉพาะในยุคแห่งเทคโนโลยีที่โลกวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วยิ่งดั่งทุกวันนี้ ผู้ที่ถือครองความรู้ย่อมเท่ากับมีอำนาจในการแสวงหาทรัพยากรที่ต้องการมากกว่าผผู้ที่รู้น้อยกว่า
ความรู้นี้มิได้จำกัดเฉพาะความรู้เชิงวิชาการ ผู้รู้มากไม่ได้หมายเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาสูง ๆ มีใบดีกรีหลาย ๆ ใบ แต่หมายครอบคลุมไปถึงความรู้ที่เป็นข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ หรือแม้แต่ข้อมูลส่วนบุคคล ที่ใครสามารถครอบครองได้มากก็เท่ากับการมีอำนาจมากเช่นกัน
อย่างใครมีข้อมูลเชิงลึกของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะรู้ว่าควรซื้อหรือขายหุ้น ใครมีข้อมูลความชอบของประชากรทุกคนก็ย่อมมีโอกาสจะเสนอสินค้าได้โดนใจผู้บริโภค ไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มีข้อมูลความลับระดับประเทศ หรือระดับโลกที่คนอื่นไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้เลยว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปแค่ไหน
เกริ่นมาเสียยาวก็เพื่อชาว 40+ ทุกท่านที่อาจคิดไปได้ว่าไม่ต้องดิ้นรนเรียนรู้อะไรอีกแล้ว อายุอานามมากแล้วพักผ่อนอยู่บ้านเลี้ยงหลานไปวัน ๆ ดีกว่า
ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องครับ
ไม่ถูกไม่ใช่จะให้คนสูงวัยกลับไปเหนื่อยยากเข้าโรงเรียน ไปเรียนกวดวิชาเสริม หรือไปคร่ำเคร่งหาความรู้อะไรนะครับ แต่ไม่ถูกตรงทัศนคติ เพราะเราสามารถเกษียณอยู่บ้านอย่างสบายตามฐานะได้ สามารถเลี้ยงหลานถ่ายทอดความรัก ความอบอุ่นให้เขาได้อย่างที่ตั้งใจได้เต็มที่ เพียงแต่เราต้องพึงระลึกอยู่ว่าเรายังต้องเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ไปทั้งชีวิต ดั่งที่เรียนว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต Life Long Learning (ไปจนกว่าจะถึงจุดที่เราไม่ต้องเรียนแล้วจริง ๆ ที่เรียกว่า “อเสขะ”)
เพราะความรู้คืออำนาจดั่งกล่าว หากเราไม่รู้เราจะไร้ซึ่งอำนาจ และเมื่อเราไม่มีอำนาจเราย่อมเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ตัวอย่างเช่นข่าวผู้สูงอายุโดนหลอกให้โอนเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตไปภายในไม่ถึงชั่วโมงจากความไม่รู้เท่าทันมิจฉาชีพนี่เป็นการถูกกระทำจากความไม่รู้โดยตรง หรือการที่ผู้สูงวัยไม่สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้ ไม่สามารถซื้อตั๋วหนัง จองคอนเสริตที่ตนอยากดูออนไลน์ได้ หรือแม้แต่ไม่สามารถจ่ายเงินที่ตนมีไปซื้อของที่ตนอยากได้ได้เพราะไม่มี QR Code เหล่านี้เป็นการโดนกระทำจากความไม่รู้ทางอ้อม
แต่ที่สำคัญที่สุดคือการโดนกระทำจากตนเองที่ความไม่รู้ของตนอาจสะสมจนกลายเป็นการดูถูกตนเอง คิดไปว่าตนไม่ใช่ประชากรของโลกแห่งเทคโนโลยี ข้อมูล ข่าวสารใบนี้แล้ว ไปสร้างโลกส่วนตัวของตนขึ้นกลายเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่กับบ้าน จมกับอดีตที่ตนเคยเป็น No.1
นี่ล่ะครับ ความรู้จึงจำเป็นต่อคนทุกเพศ ทุกวัยในยุคนี้
วันนี้ผมจึงขอนำเครื่องมือในการเป็นผู้รู้มาฝากนะครับ เครื่องมือนี้มาจากหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเรียกว่า หัวใจนักปราชญ์ ท่านที่คุ้นก็อาจนึกต่อออกไปถึงคำย่อสั้น ๆ 4 คำได้แก่ สุ จิ ปุ ลิอันหมายถึง
สุ สุตตะ การฟัง (รวมถึงการอ่าน การรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ) อยากเป็นผู้รู้ต้องอ่านมาก ฟังมาก สะสมข้อมูลมาก ๆ ครับ
จิ จินตนาการ การคิด ได้ข้อมูลมาแล้วต้องรู้จักนำมาคิดพิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุ หาผลอย่างเพิ่งด่วนเชื่อ หรือตื่นตระหนกจนเกิดกรณีการชื่อผิด กระทำผิด ๆ ไปจนถึงแชร์ผิด ๆ ดั่งที่พบเห็นบ่อย ๆ ครับ
ปุ ปุจฉา การถาม หากไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ยังไม่แจ่มแจ้งก็ต้องรู้จักถามไถ่กันเพื่อให้ได้ความรู้เพิ่มเติม ขยายความรู้ให้กว้างและลึกครับ
ลิ ลิขิตการบันทึก จะด้วยการเขียน หรือเขียนไม่ไหวจะใช้การบันทึกเสียงก็ได้ครับ เพราะการบันทึกนี้จะทำให้เราได้ทบทวนความรู้ที่ได้มาอย่างชัดเจน ไม่หลงลืมง่าย
หากเราทำ 4 ข้อง่าย ๆ เพียงเท่านี้เราจะกลายเป็นนักปราชญ์ และเมื่อเราเป็นปราชญ์ในยุคความรู้คืออำนาจเราก็จะมีอำนาจ เรายังมีศักดิ์ มีศรีไม่ด้อยกว่าใคร ๆ ลูกหลานก็อยากเข้าหา อยากอยู่ใกล้เพราะอำนาจเราทำให้เขาอบอุ่น มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอำนาจนั้นมาจากความรู้ที่หนักแน่น มั่นคง
แล้วความรู้ในเรื่องใดล่ะครับจะทำให้เกิดความมั่นคงในจิตใจของเราจนแพร่ไปให้ลูกหลานสัมผัสได้จนอยากมาพึ่งปัญญา มาอาศัยใบบุญจากเราได้เท่ากับความรู้ที่เป็นอกาลิโก อยู่เหนือกาลเวลา ไม่โดนเวลาลบล้างให้สูญหายอย่างความรู้ในเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์อีกล่ะครับ
ลูกหลานเราทุกคน วันหนึ่งย่อมต้องประสบทุกข์ไม่ทางการงานก็ส่วนตัว หากเรามียาแก้ทุกข์ให้เขาได้ เขาจะมาขอรับจากเราครับ
สรุปคือใครอยากมีอำนาจในโลกยุคนี้ให้ทำตัวเป็นปราชญ์ด้วยการ อ่าน-คิด-ถาม-จด และหากใครอยากได้มากกว่านั้นคืออยากให้ลูกหลานมาห้อมล้อมก็ให้ศึกษาเรื่องทุกข์และการละเหตุแห่งทุกข์ ความรู้ หรืออำนาจนี้จะนำพาให้เรามั่นคงและอบอุ่นครับ







ใส่ความเห็น