ยุคนี้เป็นยุค 4.0 ที่แข่งขันกันด้วยความรู้ ต่างจากยุค 1.0 ที่แข่งกันที่ความอุดมสมบรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ หรือยุค 2.0-3.0 ที่แข่งกันด้วยเงินทุน สมัยนี้ใครมีความรู้สามารถผลิตนวัตกรรมขึ้นมาได้จึงจะเป็นผู้ชนะในโลกแห่งเทคโนโลยีนี้
“แล้วทำอย่างไรถึงจะมีความรู้ เป็นนักคิดที่ประสบความสำเร็จ ?”
คำถามนี้อาจตอบได้ด้วยการอ้างอิงเอากับคุณสมบัติของการจะเป็นนักปราชญ์ หรือสิ่งที่นักปราชญ์พึงมี นั่นคือ “สุ จิ ปุ ลิ” ที่ย่อมาจาก
สุตตะ แปลว่า การฟัง
จินตะ หรือ จินตนา แปลว่า การคิด
ปุจฉา แปลว่า การถาม
ลิขิต แปลว่า การเขียน
แต่ลำพังการฟัง คิด ถาม เขียนแบบไม่มีคุณภาพก็ไม่แน่ว่าจะส่งผลให้ผู้มีคุณสมบัตินั้นกลายเป็นปราชญ์ได้
การ “ฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา” การ “คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” การ “ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม” หรือการ “จดแบบผิด ๆ ถูก ๆ” ก็อาจจะดีเมื่อเทียบกับคนไม่ทำเลย แต่คงยังไม่พอเพียงแน่
“แล้วต้องทำอย่างไรความเป็นปราชญ์นี้จึงจะสมบูรณ์ ?”
ก็ขอขยายในมุมมองส่วนตัวที่มาจากประสบการณ์ในแวดวงวิชาการ เผื่อจะพอเป็นประโยชน์แก่ท่านที่สนใจได้บ้างแล้วกันนะครับ
เริ่มจาก สุ หรือสูตะ หรือการฟังนั้นย่อมไม่ใช่การฟังผ่าน ๆ แบบปล่อยให้คลื่นเสียงกระทบแก้วหูแล้วไม่รู้ความแน่ และก็ย่อมไม่ใช่การฟังแบบมีอคติ หรือฟังเพื่อจะจับเอาแต่ประเด็นที่ตนเองอยากได้ยินเท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงการเงี่ยหูฟัง การตั้งใจฟัง การฟังโดยมุ่งหวังเอาเนื้อความที่อีกฝ่ายต้องการสื่อกันจริง ๆ ต้องตั้งใจฟังอย่างรอบคอบให้ครบถ้วน ซื่อตรง และไม่เป็นชาล้นถ้วย
จิ หรือ จินตนาการ หรือการคิด ย่อมไม่ใช่คิดแบบไร้จุดหมาย คิดโดยหาสาระไม่ได้ จนกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน หรือการคิดเพื่อหาเหตุมาสนับสนุนความเชื่อของตนที่ตั้งธงไว้ แต่เป็นการคิดเพื่อให้เกิดความรู้ คิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ คิดเพื่อหาหนทางในการพัฒนา เป็นการคิดที่ทราบชัดถึงวัตถุประสงค์ของการคิดนั้น
ปุ หรือปุจฉา หรือการถาม ก็ย่อมไม่ใช่ถามแบบชวนป่วน หรือถามเพราะอยากถาม หรือยิ่งไม่ใช่ถามเพื่อตีรวน ท้าทายกัน แต่ถามเพราะอยากจะเข้าใจเนื้อหามากขึ้น ถามเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ ตอกย้ำความรู้เดิม ถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมาเชื่อมโยงความรู้ที่มี มาขยายความรู้ให้ลึก ที่หากจะยกตัวอย่างให้เจาะจงถึงคำถามที่ควรถามอย่างยิ่งในยุค 4.0 นี้ก็คือคำถามที่เริ่มด้วย “ทำไม” เพราะทำไมนั้นจะนำมาซึ่งคำตอบอันเป็นเหตุผลของความรู้นั้น ๆ
และสุดท้ายลิ หรือลิขิต หรือการจดบันทึก ก็เพื่อให้สามารถนำมาทบทวนได้ สามารถส่งมอบต่อความรู้ชุดนั้นไปสู่รุ่นต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องจดแบบมีหลักเกณฑ์ให้ตัวคนจดหรือคนมาอ่านต่อสามารถเข้าใจในเนื้อหานั้นได้ ยิ่งถ้าความรู้เป็นระบบแค่ไหน การจดก็จะออกมาเป็นระบบได้ชัดเจน ขนาดที่แค่เพียงการไล่เรียงประเด็นก็ทำให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของชุดความรู้นั้นแล้ว อ่อ..การจดนี่ไม่ได้หมายเฉพาะการเขียนลงบนกระดาษ แต่หมายถึงการบันทึกทั้งปวงจะจดด้วยปากกาอิเลคทรอนิกส์ จะบันทึกผ่านเสียง หรือวิดีทัศน์ย่อมเป็นการลิขิตเช่นกัน
ใครที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ของตัวเองให้โดดเด่นขึ้น กลายเป็นนักปราชญ์หรือบัณฑิตที่เก่งได้ในที่สุด มองเผิน ๆ เหมือนจะไม่ใช่เป็นคุณสมบัติสำคัญอะไรแต่หากพิเคราะห์กันจริง ๆ จะพบว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญมาก และทำให้ไม่แปลกใจเลยที่ทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าเด็กของเราจะใช้ศักยภาพทางความคิดลดลง สวนทางกับศักยภาพในการบริโภค ก็เพราะเดี๋ยวนี้เรามักจะฟังกันแต่สิ่งที่เราเห็นด้วย จนเลยกลายเป็นการปิดกั้นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเชื่อของตัวเองเสียสิ้น สาเหตุหนึ่งนั้นก็เพราะยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารที่มีข้อมูลหลากท่วมอยู่ในสังคม มหาศาลยิ่งกว่าสมัยไหน ๆ จนมนุษย์คุ้นชินที่จะแหวกว่ายทะเลข้อมูลนี้ในแบบที่ตนชอบอย่างเป็นอัตโนมัติถึงขนาดการกำลังฟังข้อมูลชุดหนึ่งอยู่แต่สมองเราจะเลือกได้ยินเฉพาะประโยคที่เราชอบ และไม่ได้ยินประโยคที่ขัดกับความเชื่อ ผลเสียที่ตามมาคือเมื่อข้อมูลผิด (หรือถึงอาจจะถูกแต่เป็นข้อมูลด้านเดียว) ย่อมทำให้การนำมาคิดวิเคราะห์สร้างฐานความรู้นั้นไม่ก่อผลดีจริงเพราะข้อมูลที่ไม่รอบด้านนั้น เพราะเมื่อข้อมูลไม่ครบ การประมวลผลย่อมพลาด การถามไถ่เพื่อเจาะลึกหรือความกระจ่างก็ย่อมเอียงไปด้านเดียวด้วย ไม่ต้องพูดถึงการจดบันทึกเลย ที่แม้จะบันทึกดีอย่างใดก็เป็นมรดกทางความรู้ที่ไม่สมประกอบอยู่ดี
“แต่ข้อมูลสมัยนี้มักมหาศาลจะฟังทั้งหมดมันก็ไม่ไหวนา” บางท่านอาจตัดพ้อเช่นนี้
ก็ไม่ผิดครับ และนี่เองจะกลายเป็นคุณสมบัติอันแตกต่างระหว่างคนจะสำเร็จกับคนจะล้มเหลว ในอนาคตผู้สำเร็จในยุคข้อมูลคืออาวุธนี้ก็คือคนที่จะสามารถกรองและคัดเลือกข้อมูลได้ถูกต้อง ต้องสามารถเจาะผ่านทะเลข้อมูลนั้นเข้าไปให้ถึงแก่นได้ด้วย และนี่จะเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดสำหรับคนยุคนี้ต่อถึงยุคหน้าคือ วิชาว่าด้วย อรรถปริวรรต หรือ Hermeneutics ศาสตร์แห่งการเจาะข้อมูลนั่นเอง
3.0 ยุคอุตสาหกรรมเราเปลี่ยนจากเงินทุนมาแข่งกันที่ข้อมูลในยุค 4.0 ที่ใครมีข้อมูลมากย่อมได้เปรียบ หรือที่เรียกว่า Big Data แต่ในยุคหน้า 5.0 ลำพังข้อมูลจำนวนมากไม่พอเพียงแล้วครับต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพหรือที่เรียกว่า Smart Data ด้วย
เราจะยังใช้ Robot หรือ AI ครับ







ใส่ความเห็น