F1 ยังเร็วไม่พอ

        เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวที่แม้จะไม่ใหญ่แต่ก็ร้อนจนได้พาดหัวตัวไม้ในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ได้เวลาไพร์มไทม์ในรายการข่าวช่องหลัก นั่นก็คือข่าวการนำการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันชิงแชมป์โลกเข้ามาจัดในประเทศ         มองเผิน ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะการแข่งขันระดับนี้ถือเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ มีมูลค่าสูง มีคนทั้งโลกให้การติดตามมากที่สุด ถ้าหากบริหารได้ดีไม่เพียงจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ด้านการเงินโดยตรงแต่ยังจะได้เรื่องของภาพลักษณ์ ภาพจำด้านการท่องเที่ยวของประเทศออกไปสู่สายตาชาวโลกอันจะนำมาซึ่งผลตอบรับในอนาคตระยะยาวในด้านต่าง ๆ อีกมากด้วย ที่สำคัญคือเรื่องของความยอมรับนับถือในการจัดการงานระดับโลก อันจะทำให้เราก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลกเลยทีเดียว         แต่ที่เรื่องนี้ร้อนขึ้นมาไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่าแต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในเรื่องเส้นทางที่จะใช้แข่งขันอันเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ของชาติ         เส้นทางนี้ผ่านสถานที่สำคัญ คือ พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วัดอรุณราชวราราม เป็นเส้นทางกรุงเทพชั้นใน ที่ในสุดจริง ๆ จนทำให้คนจำนวนมากห่วงถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ         และประเด็นที่สังคมถกกันมากคือการ ผิดฝา ผิดตัว         ก็ความรู้สึกแรกยามพูดถึงรถแข่งก็คือความฟุ้งเฟ้อ ความคะนอง ความเร็ว ที่เมื่อลองจินตนาการว่ามาวิ่งผ่านวัดสำคัญที่สุดของประเทศอย่างวัดพระแก้ว ผ่านศาลหลักเมือง และผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกมากมายจึงเกิดความรู้สึกเหมือนไม่ให้ความเคารพสถานที่ ไม่พูดถึงประเด็นเรื่องความเสี่ยงในการทำให้โบราณสถานล้ำค่าของชาติเสียหายได้         เสียงทักท้วงนี้ดังกระหึ่มขึ้นจนทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องชะลอโครงการ และออกมาชี้แจงหาทางออกร่วมกันกับประชาชนเจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีประเด็นที่ “คิดใหม่” สนใจคือเรื่องของช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้มีอำนาจกับสังคมที่เดิมน้ำหนักอยู่ที่สื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์และวิทยุ แต่ปัจจุบันการสื่อสารได้เปลี่ยนช่องทางไปมาก ความใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญและมีอิทธิพลทางความคิดมากกว่าความใหญ่ คนมีความโน้มเอียงจะเชื่อคนใกล้ตัวมากกว่าคนที่ไม่รู้จัก สื่อจึงเปลี่ยนแปลงไป สื่อที่แคบแต่ใกล้ทำให้เกิดนัยยะทางสังคมมากกว่า อย่างกรณีนี้ที่เป็นกระแสวิพากษ์ขึ้นมาได้ก็ด้วยการสื่อสารกันในเฟซบุ๊กนั่นเอง         และหากไล่มองย้อนไปอีกในอีกหลาย ๆ ข่าวที่ฮอตขึ้นมาจนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงัก หรือแปรเปลี่ยนทิศทางก็ล้วนมาจากสังคมออนไลน์นี่เอง จนอาจจะพอจับแนวทางการเคลื่อนในยุคสมัยนี้ได้แล้วว่าเริ่มจากสังคมออนไลน์ คนเข้าไปแชร์กันมากจนรายการเล่าข่าวในโทรทัศน์นำเสนอต่อที่หากกระแสจุดติด สื่อหลักอีกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสารก็จะเจาะ คุ้ยขุดลึกต่อ         มองให้ดีเราจะเห็นแนวโน้มของสังคม เห็นถึงวิถีของอำนาจที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยน อิทธิพลของโลกไซเบอร์กำลังกวาดทุกคนเข้าไปอยู่ในวังวนของมันแล้วคุณพร้อมรับมือหรือยังครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *