แผนยุทธศาสตร์

        นักวางแผนยุทธศาสตร์มักจะเป็นที่ยกย่องผสมชื่นชม และอาจแกมด้วยอิจฉานิด ๆ จากคนรอบข้างเพราะคนทั่วไปจะมองว่าการที่ใครจะเป็นนักวางแผนได้นั้นหมายถึงต้องเป็นคนที่มีความฉลาดเหนือมาตรฐานคนทั่วไป มากกว่านั้นยังต้องเฉลียวกว่าคนปกติคือมีเชาว์ ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ และมากขึ้นไปอีกคือต้องเป็นคนที่สามารถคิดได้ยอกย้อน ล้ำลึก เรียกว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงภูมิและมีคุณค่าที่สุดตำแหน่งหนึ่งในยุคปัจจุบันทีเดียว         แต่นั่นมีเงื่อนไขว่าทุกอย่างต้องเคลื่อนไปตามที่ควร ระบบต้องเดินไปตามครรลองนะครับ         เพราะงานใหญ่ทั้งหลายนั้นมิอาจสำเร็จได้ด้วยการต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แต่ต้องมีจุดร่วมกัน อาจไม่ใช่ทำงานเดียวกันแต่ต้องไปในวัตถุประสงค์เดียวกัน ภาษานักการทหารเรียกว่าแยกกันเดิน ผลัดกันตี แต่มีศัตรูร่วมกันนั่นแหละครับ         นักวางแผนยุทธศาสตร์ก็คือผู้คุมภาพใหญ่นั้น แล้ววางแผนส่งให้เหล่าแม่ทัพนายกองไปปฏิบัติตาม         และที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกิน “ขงเบ้ง” ผู้หยั่งรู้ดินฟ้านั่นเอง         ขงเบ้งวางแผน เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ยกทัพไปออกศึก บางสมรภูมิขงเบ้งอาจส่งไปตีคนละทิศ ให้คนหนึ่งบุก คนหนึ่งถอย คนหนึ่งล่อ แต่ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน         งานระดับชาติก็เช่นกัน ต้องวางแผนประสานกันให้ดีงานถึงจะเกิด ชาติไหนมียุทธศาสตร์ที่ดีก็มีชัย คนในประเทศก็มีความสุข ชาติไหนเดินกันมั่วซั่ว ทั้งยังอาจขัดขากันเองชาติก็ไม่เจริญ คนในชาติก็ลำบาก         “อย่างนี้แปลว่าเมืองไทยขาดนักวางแผนที่เก่ง ๆ หรือไรคนเราจึงอมทุกข์มากกว่าสุข”         ต้องตอบว่าไม่ใช่ครับ คนไทยเก่ง ๆ มีมาก แต่ลำพังการมีแผนดีไม่ได้หมายถึงสำเร็จเสมอไปเพราะจะไปสู่จุดนั้นได้ต้องมีการแปรจากแผนยุทธศาสตร์ไปเป็นแผนปฏิบัติและนำไปทำด้วย         ขงเบ้งวาง เล่าปี่ กวนอูเตียวหุยล้วนเข้มแข็งที่จะปฏิบัติตาม จ๊กก๊กนี้จึงขึ้นมาคานอำนาจกับอีกสองก๊กได้         ตรงนี้ล่ะครับที่ไทยเราขาด มีแต่แผนยุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนปฏิบัติ ฝ่ายวางแผนก็วางกันไป ฝ่ายทำก็ทำกันไป ไม่ได้เดินตามแผนนั้นเพราะไม่รู้จะเดินอย่างไรในเมื่อไม่มีแผนการทำงานให้         แล้วที่ไม่มีก็เพราะความอุ้ยอ้าย เทอะทะที่พอแผนวิชาการเสร็จ กว่าจะแปลเป็นแผนปฏิบัติการก็เปลี่ยนผู้บริหาร กรรมการหมดวาระกันไปแล้วต้องมาเริ่มวางแผนกันใหม่อีก หรืออย่างดีพอเริ่มทำไปได้นิดก็หมดเทอมโดยยังไม่ได้เดินตามแผนเท่าไหร่เลย สุดท้ายเลยต้องอาศัยการทำงานแบบประจำไปเท่านั้น         แล้วจะทำอย่างไร ?         คิดแต่ไม่ทำ ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ทำแต่ไม่คิดก็อาจจะไม่เหมาะ ดังนั้นต้องแบ่งสัดส่วนให้ดี คิดให้น้อยหน่อยแล้วทำให้มากขึ้นแบบนี้จะเห็นผลดีขึ้นแน่นอนครับ         สรุปคือเรามีแต่นักคิด แต่ขาดนักทำ หรือจะบอกว่าที่เราขาดไม่ใช่นักวางแผนแต่ขาด “คุณ-นะ-ทำ” ก็ได้ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *