การ์ตูนเล่มละบาท

        สมัยเด็กความสุขของผมก็คือการได้อ่านการ์ตูนเริ่มจากการ์ตูนเล่มละบาท การ์ตูนผี การ์ตูนตลก ตอนเด็กเล็กมาเป็นโดเรมอน ฮาโตริ ปาร์แมนตอนเริ่มโตขึ้น พอโตจนอ่านคล่องขึ้นอีกหน่อยก็ชอบพวกวรรณกรรมเยาวชน หรือเทพนิยายจินตนาการต่าง ๆ ครั้นเข้าวัยรุ่นก็ตกเข้าสู่วังวนของนิยายกำลังภายในที่ทำให้ผมต้องใส่แว่นมาจนถึงทุกวันนี้เพราะอ่านติดจนอ่านทุกที่ทุกเวลาโดยละเลยสุขลักษณะการอ่านที่ถูกต้องไป         จากนั้นรูปแบบความบันเทิงก็มีปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี จากหนังสือก็กลายมาเป็นวิดีโอเทปอันถือเป็นความบันเทิงมาตรฐานของยุคนั้นที่ได้รับความนิยมมากทำเอาโรงหนังเงียบเหงาซบเซาจนต้องทยอยปิดตัวกันไปแบบไม่เห็นอนาคตกันเลย         เกริ่นมาก็เพื่อให้เห็นบรรยากาศของการแสวงหาความสุขง่ายๆ สมัยก่อนตามประสาชาวบ้านที่เจียดเงินค่าขนมมาซื้อการ์ตูนเล่มละบาทอ่านกัน เจียดเงินค่าแรงมาเช่าเทปม้วนละ 10 บาทดูก่อนนอนกัน มาปัจจุบันที่ความบันเทิงทันสมัยขึ้นมาก โรงหนังที่ไม่คิดว่าจะกลับมาได้ก็เกิดใหม่อย่างสง่างามด้วยพัฒนาการด้านเทคโนโลยีภาพและเสียงที่สามารถดึงคนให้ออกมาสัมผัสความอลังการ ระบบเสียงรอบทิศ ระบบภาพ 3 มิติไปจนถึง 4 มิติ         ขณะที่หนังสือก็พัฒนาไปสู่หนังสืออิเลคทรอนิกส์ที่นอกจากได้เปรียบหนังสือปกติไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษในการพิมพ์แล้ว ความเร็วและการเข้าถึงที่สามารถส่งตรงไปยังผู้อ่านได้จนถึงเตียงนอนก็ถือเป็นสิ่งเหลือเชื่อ ตื่นเช้ามาได้อ่านหนังสือเล่มประจำเลยโดยไม่ต้องเดินไปซื้อที่แผงหน้าปากซอยอีก คิดแล้วก็นึกถึงนิยายวิทยาศาสตร์ นึกถึงฉากจำลองโลกแห่งอนาคต นึกถึงเครื่องมือไฮเทค อุปกรณ์ล้ำยุค         รวมถึงระบบอิเลคทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อสารพัดวิถีแห่งชีวิตในนิยายนั้นเข้าด้วยกันจนแทบจะเรียกได้ว่า “เหลือเชื่อ” ที่จะเป็นจริง แต่ไม่น่าเชื่อเวลาผ่านมาไม่ถึง 2 ทศวรรษดีวันนี้สิ่งที่เห็นว่าเป็นจินตนาการในหนังกลายมาเป็นวัตถุจริงให้จับต้องและใช้งานได้จริง จริง ๆ โดยเฉพาะมุกที่ชอบใช้กันคือการก่ออาชญากรรมด้วยข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ ที่เป้าหมายคือความอยู่รอดของโลกที่จะตัดสินกันด้วยการยึดครองเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของแต่ละฝ่าย แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค IT สิ่งที่เรียกว่า “สงครามข้อมูล” นี้ได้เกิดขึ้นจริง โซเชียล เนตเวิร์กกลายเป็นสมรภูมิรบกันจริง ๆ เป็นปฏิบัติการชี้เป็นตายในการแข่งจริง ไม่เชื่อลองมองรอบตัวตอนนี้เลยซิครับ         เราอยู่ในยุค “ก้มหน้า” ที่ทุกคนเอาแต่ก้มลงดูข้อมูลบนมือถือ ทุกรับข้อมูลเพื่อมาคิด เชื่อและกระทำผ่านโซเชียล เนตเวิร์กนี้ แต่ที่น่ากลัวก็เพราะการแข่งนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่การใส่ข้อมูลของฝ่ายตนไปสู่การรับรู้ของคนให้มากที่สุดอย่างในหนัง แต่ลึกลงไปจนถึงการใส่ “วิธีคิด” ในแบบที่ฝ่ายตนต้องการเข้าไปสู่ใจของคนที่มุ่งประสงค์จะดึงมารองรับฐานแห่งอำนาจของตน         หากเปรียบก็เหมือนลูกศิษย์ต่างสำนัก สำนักหนึ่งสอนว่าสองตัวเลขบวกกันต้องเอาเลขทั้งสองนั้นมาลบออกจากกัน ส่วนอีกสำนักสอนว่าบวกกันนั้นให้เอาเลขสองตัวมาต่อกัน แบบนี้ศิษย์ทั้งสองค่ายได้ตัวเลขคู่เดียวกันมาทำโจทย์เดียวกันคือบวกแต่ผลลัพธ์ย่อมไม่มีวันเหมือนกัน เถียงกัน ทะเลาะกัน จนฆ่ากันตายไปข้างก็ไม่อาจจะได้คำตอบเดียวกันได้ ทั้งคู่ก็ว่าคำตอบตนถูก         เดี๋ยวนี้เขาแข่งกันด้านข้อมูลในลักษณะนี้คือครอบงำไปถึงวิธีคิดกันเลย ไม่ใช่แค่การพยายามให้ข้อมูลเฉพาะที่ฝ่ายตนต้องการเท่านั้น หรือเทียบคอมพิวเตอร์ก็เหมือนเป็นการติดตั้งระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า OS Operating System เข้าสู่ตัวเครื่อง ระบบปฏิบัติการนี้ขยายความได้ว่าคือเหมือนการสอนภาษาให้เด็กเพื่อที่เด็กจะได้ใช้ความรู้ทางภาษานั้นไปอ่านหนังสือวิชาอื่น ๆ ได้ต่อไป คอมพิวเตอร์ก็ต้องรู้ระบบปฏิบัติการของตัวเพื่อจะไปอ่านโปรแกรม หรือแอพพลิเคชั่นที่ใช้ภาษาเดียวกับที่ตนรู้จัก         หากไม่ตรงกันเครื่องก็อ่านไม่ได้เหมือนเราหากไม่รู้ภาษาจีนจะไปอ่านตำรายาจีนก็ไม่รู้เรื่อง หรือกับตัวอย่างจริงคือที่เราคุ้นว่าเครื่องของค่ายหนึ่งก็ไม่สามารถเล่นโปรแกรมของอีกค่ายหนึ่งได้ เพราะหลังจากติดตั้ง OS แล้วเครื่องก็จะอ่านข้อมูลได้เฉพาะที่ผลิตมาจากค่ายนั้น สำนักนั้น ซึ่งเมื่อสิ่งนี้เกิดกับมนุษย์แล้วมนุษย์คนนั้นจะเข้าใจได้แต่สิ่งที่ฝ่ายติดตั้งระบบตั้งไว้ให้ สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมเรา         แต่ละฝ่ายก็วิธีคิดแบบที่ตนถูกกำหนดไว้ กำหนดตั้งแต่ขั้นรับข้อมูล เขาจะคัดข้อมูลส่วนของฝ่ายอื่นออก เลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ หรือข้อมูลเฉพาะฝ่ายตนโดยไม่ได้รู้ตัว หรือแม้จะได้ข้อมูลของอีกด้านมาแต่กลายเป็นอ่านไม่เข้าใจเพราะคนละภาษา หรือตีความไปคนละทิศคนละทางจากวิธีการที่ต่างกัน(ทั้งที่เรียกชื่อเดียวกัน) คนยุคนี้อาจจะมีความสุขอยู่กับความบันเทิงบนสื่ออิเลคทรอนิกส์อันแสนจะทันสมัย ทั้งการรับข่าวสาร และความบันเทิงโดยอาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นส่วนหนึ่งของการการแข่งขันในสมรภูมิข้อมูลเข้าให้แล้ว มองรอบตัวอีกครั้งเจอแต่คนกำลังก้มหน้าเพลิดเพลินอยู่กับสื่ออันแสนทันสมัย แต่ทำไมผมกลับนึกไปถึงการ์ตูนเล่มละบาทก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *