สุขอื่น

        คำถามที่มีเสมอในแวดวงของผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมแล้วอยากให้คนที่ตนรักหันมาร่วมปฏิบัติธรรมอย่างตนด้วย เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะเป็นเสมือนการบ่นเสียมากกว่านั่นคือ “พยายามชักชวน….เท่าไหร่ก็ไม่สนใจบอกว่ามีความสุขดีอยู่แล้ว”         เคยประสบกันใช่ไหมครับ หากใช่แล้วลองนึกย้อนดี ๆ จะพอแบ่งคำตอบดั่งกล่าวได้ 2 ประเภทคือหนึ่งพูดตามที่คิดจริง กับสองพูดประชด คือบางคนก็เชื่อและเห็นค่าของการปฏิบัติธรรมตามที่เราชวนจริง แต่เขาเองก็สุขกับสภาพปัจจุบันอยู่แล้วจริงเหมือนกัน เลยยังไม่คิดจะรับคำเชิญไปปฏิบัติธรรมของเรา         ขณะที่อีกประเภทประชดกันเลยคือต้องการสื่อประมาณว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน” “ฉันไม่สนหรอก” หรือหนักกว่านั้นอาจมีค่อนคอดแดกดันกันด้วยว่าคนที่มาชวนเขาไปปฏิบัตินั้นไม่เห็นจะสุขเท่าเขาเลย ซึ่งการจัดการต่อสถานการณ์ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ต่างกันนักหลัก ๆ คือต้องอาศัยเวลา         ในเมื่อเขายังไม่เห็นค่าอย่างแท้จริงก็ต้องให้เวลาให้เขาได้ประจักษ์ เหมือนคนแข็งแรงก็มักยังไม่เห็นค่าของการดูแลสุขภาพ คนมีความสุขก็มักยังไม่เห็นค่าของยาแก้ทุกข์ ต้องรอจนเขาประสบทุกข์กับตัว (ซึ่งต้องเกิดแน่ๆ ด้วยเป็นสัจธรรมประจำโลกไม่มีทางที่ใครจะสุขได้ตลอดไป) เช่นเคยร่ำรวยพลิกกับมาเป็นหนี้ เคยมีอำนาจกลับถึงเวลาเสื่อมบารมี หรือชัด ๆ อย่างคนที่รักได้จากเขาไป ฯลฯ พอทุกข์เขาจะอยากแสวงหายาเอง เราค่อยอาศัยช่วงเวลาเช่นนั้นในการเชิญชวนเขาให้มาลองกินยาแก้ทุกข์คือการปฏิบัติธรรมะนี้ ที่ต้องระวังคือก่อนที่เขาจะพร้อมเราอย่าไปชักชวนหนักไปจนกลายเป็นไปรบเร้าที่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้วยังอาจเกิดการต้านได้         และเมื่อต่อต้านวันหนึ่งข้างหน้าที่เขาอาจอยากหันมาลองศึกษาจริงก็จะมีกำแพงคือความ “กลัวเสียหน้า” ที่เคยประชด ประชันแดกดันเราไว้มากั้นให้ไม่กล้าบอกว่าจะลองรับคำเชิญดู นอกจากนี้เรายังอาจสามารถเสริมวิธีการเพิ่มเติมได้มากขึ้น คือนอกจากรอจังหวะเวลาให้เขาเห็นภัยของความสุขแบบโลกที่เขาถือครองอยู่แล้ว เราควรอาจลองเร่งปฏิกิริยาด้วยการแนะเสริมว่ายังมีความสุขแบบอื่นที่สุขยิ่งกว่า คือเอาสุขกว่ามาล่อสุขเดิมเสียเลย เหมือนพระพุทธเจ้าที่ทรงทรงแนะเรื่องความสุขที่ประณีตกว่าเป็นลำดับไป จากสุขมีอามิสคือสุขด้วยวัตถุภายนอกแบบโลก ๆ (ที่ก็ยังแยกลำดับได้ถึงขั้นของความประณีตอีก) ขึ้นสู่สุขไม่มีอามิสคือสุขจากสมาธิระดับต่าง ๆ จนถึงสุขที่พ้นจากความไม่เที่ยงของความสุขทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น         นอกจากจะแอบฝังเรื่องสุขอันประณีตนี้แล้วเราควรพยายามหาโอกาสให้เขาลองสัมผัสดูด้วย วิธีที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากความสุขจากการทำทาน ลองหาสถานการณ์หรือสถานที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งเป็นความช่วยเหลือที่เขาสนใจเป็นพิเศษเช่นบางคนมักรู้สึกสงสารเด็กกำพร้า บางคนสะเทือนใจกับคนพิการ บางคนทนไม่ได้กับการกดขี่ทางเพศ ฯลฯ เราหาเรื่องที่เขาสนใจให้เจอแล้วลองชวนเขาไปช่วย วินาทีที่เขาได้รับแววตาของคุณจากคนที่เขาช่วยนั่นแหละที่จะมอบสุขอันประณีตขึ้นนี้ให้เขา ซึ่งเมื่อเริ่มมีตัวอย่างจริงแล้ว เขาจะค่อย ๆ ห่างจากสุขของวัตถุมาสู่สุขจากการทำทาน เราก็ค่อย ๆ พาเขาขยับขึ้นไปสู่สุขจากสมาธิเป็นลำดับต่อไป พาไปลองนั่งสมาธิในสถานที่สัปปายะ กับกัลยาณมิตร กับครูบาอาจารย์ที่ท่านเมตตา ไม่ต้องถึงกับค้างคืนหรือครึ่งค่อนวัน แค่ชั่วโมงหรือไม่กี่นาทีที่เขาลองทำและสัมผัสความประณีตนั้นเขาจะติดใจและจะค่อย ๆ ขยับห่างสุขเดิมออกมาอีก หันหน้ามาปฏิบัติเองมากขึ้น นานขึ้นเราก็ค่อยขยับชวนกันไปเข้าอบรมนานขึ้น สุดท้ายเขาจะมีปรารถนาในการปฏิบัติเพื่อสุขสูงสุดคือนิพพานเอง         นี่ล่ะครับ ขั้นตอนพอมีและทำได้อยู่แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน         เริ่มจากทำให้เขาเฉลียวใจให้ได้ว่าอาจมีความสุขอื่นที่สุขกว่า พาเขาลองของจริง อาจแถมด้วยการตอกย้ำด้วยคำถามว่าเขากำลังประมาทกับโอกาสทองของชีวิตอยู่หรือไม่         ถ้าได้ตามนี้รับรองว่าสุดท้ายเขาจะมาขอบคุณเราอย่างเหลือคณาครับ แต่แม้อาจไม่สำเร็จโดยพลันอย่างน้อยก็น่าจะฝังเชื้อให้เขาฉุกคิดว่าความสุขอื่นที่ประณีตกว่ายังมีที่เมื่อวันใดเขาระลึกได้ว่ายังมีสุขที่น่าเสพกว่านี้ที่เราแอบใส่ไว้เขาก็จะออกแสวงหาครับ เริ่มเช่นนี้ล่ะครับ เดี๋ยวความรู้ในใจจะค่อย ๆ เคลื่อนให้ขาสนใจจะแสวงหาสุขอื่นนั้นดู แต่ถ้าเราไม่ฝังไว้ให้เขาอาจเตลิดไปลองสุขอื่นที่แปลกใหม่ที่ร้อนรนด้วยคิดว่านั่นอาจทำให้เขาสุขได้ เหมือนคนติดยาที่ต้องเพิ่มดีกรียาไปให้แรงขึ้น ใครที่อึดอัดกับการชวนคนมาสนใจธรรมก็ลองดูนะครับ ทำตัวเราให้เป็นกัลยาณมิตรให้เขากัน ยากแต่เมื่อสำเร็จจะน่าภาคภูมิใจและเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *