ส่วนหนึ่งของปัญหา

        หลายคนเห็นปัญหาเป็นสิ่งน่ากลัว เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ภาวนาว่าชีวิตตนขออย่าได้เจอปัญหา         บางคนเห็นปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตน ในการริเริ่มดำเนินกิจกรรมใหม่ๆ ให้ก้าวล้ำไปยิ่งขึ้น ให้เหนือคู่แข่งอื่นๆ         สองทางเลือกนี้เป็นข้อแตกต่างที่ทำให้บางคนประสบความสำเร็จ ขณะที่อีกหลายคนประสบความล้มเหลว         ส่วนคนประเภทไหน คนเลี่ยงปัญหา หรือคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาแล้วหาทางแก้มัน ใครจะเป็นคนสำเร็จหรือล้มเหลวตอบกันเองได้เลยครับ แต่ยังมีอีกประเด็นที่ต้องนำมาพูดกันคือเรื่องของ “ระยะห่าง” ของปัญหา         โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงปัญหาก็จะนึกกันถึงปัญหาที่เกี่ยวโดยตรงกับแต่ละบุคคลเช่นปัญหาในหน้าที่การงาน ปัญหากับครอบครัว ปัญหากับเพื่อนฝูงซึ่งท่าทีต่อปัญหาเหล่านั้นจะสะท้อนเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลวดั่งที่ยกขึ้นมา         แต่กับปัญหาที่มีระยะห่างออกมามีช่องว่างมากขึ้นอย่างปัญหาการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมละครับเราเคยสังเกตไหมว่าเรามีท่าที หรือวางตำแหน่งเราต่อปัญหานั้นๆอย่างไร         สำรวจในแบบนักวิชาเกินอย่างผมไม่ต้องทำโพลให้เปลืองเงิน ผมมั่นใจเหลือเกินว่าผลสำรวจส่วนใหญ่คงตอบอย่างสวยหรูว่าต้องดูตัวปัญหานั้นว่าเรามีส่วนแก้ไขอะไรได้ไหม ? ถ้ามีฉันก็พร้อมช่วยเต็มที่ แต่ถ้าไม่มี หรือเกินกำลังฉันก็ขอให้กำลังใจอยู่รอบนอกนะ         นอกจากผมจะเป็นนักวิจัยเถื่อนแล้ว ผมขอเป็นหมอดูแบบหมอเดาด้วยว่าผู้ที่ตอบเช่นนี้ “(แทบ)ทั้งหมด” ที่มักสรุปได้ว่าปัญหานั้นใหญ่เกินตัว ไกลเกินช่วย ขอส่งกำลังใจไปให้แล้วกันนั้น จะขอมีส่วนร่วมด้วยการขอวิพากษ์ วิจารณ์ลับหลัง เสนอแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดกับปัญหา(ที่ว่าใหญ่เกินตัว)ในสภากาแฟ หรืออิน เทรนด์ในปัจจุบันก็คือมาวิพากษ์ แนะนำกันบนเวบบอร์ด เฟซบุค ขอพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบคนทำงานอย่างเข้มข้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำไมไปทำอย่างนั้น ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำแบบนี้แล้วปัญหา(ที่ว่าไกลเกินช่วย) ก็จะหมดไปแน่นอน คนประเภทนี้มีเยอะไหมครับในสังคมเรา ?         เสียใจที่อาจต้องบอกว่าเยอะมากๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนไม่ดีนะครับ แต่ด้วยความคิด “กลัว” ที่แฝงอยู่ลึกๆ ในใจทำให้เขานำข้ออ้างสารพัดมาใช้เพื่อพาตัวเองออกมานอกกรอบของปัญหา เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ต้องเหนื่อยแก้ไข ไม่ต้องเสี่ยงกับภยันตรายที่อาจมีจากการร่วมแก้ปัญหานั้น         ข้ออ้างสวยหรู ไกลเกินช่วย ใหญ่เกินตัวนี่ลองค่อยๆ สาวดูเถิดครับว่าทั้งหมดล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ทั้งนั้น รู้ทั้งรู้ว่าปัญหานั้นมีผลต่อเรา ต่อครอบครัวของเรา ต่อสังคม ลูกหลานของเรา รู้ทั้งรู้ว่าปัญหานั้นเราก็มีส่วนในการก่อให้เกิดขึ้นมาด้วย รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องควรที่เราจะช่วยแก้ปัญหาแบบเป็นรูปธรรมด้วย         แต่รู้ทั้งรู้เรายอมให้ข้ออ้างเหล่านั้นมากันเราอยู่วงนอก(ที่นอกไม่ได้จริงเพราะสุดท้ายเราก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นด้วย)         และถ้ามองให้ไกล จะเห็นว่าไม่เพียงเรา แต่ลูกเรา หลานเราก็จะได้มรดกจากการหนีเอาตัวรอดของเราด้วย         ไม่ได้เขียนปลุกระดมเพื่อการณ์ใด แต่เห็นวิกฤติในความคิดของสังคมต่อปัญหาส่วนรวมแล้วอดไม่ได้ ทุกคนร่วมสร้างปัญหาแต่บางคนรับผิดชอบ         ผมชอบคำของปราชญ์ท่านหนึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเป็นใครที่ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ได้ดีจริงๆ ท่านกล่าวว่า         หากคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา         ไม่มีสถานภาพกลางๆ ให้คุณอยู่ เพราะท้ายสุดแล้วทุกคนในสังคมต้องรับผลที่เกิดไม่มีใครลอยตัวไปได้จริง คุณละครับ เป็นส่วนไหนของปัญหา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *