ทำไมเด็กนอร์ดิก 100 ปีที่แล้วถึงเปลี่ยนประเทศจนโลกอิจฉา

ทำไมเด็กนอร์ดิก 100 ปีก่อนถึงเปลี่ยนประเทศจนโลกอิจฉา
(บทเรียนของ IDGs ที่โลกควรเร่งเรียน ก่อนจะไม่มีใครสอนอีกต่อไป)

.
จุดเริ่มต้นของประเทศที่ใคร ๆ ก็คิดว่า ไม่มีทางรอด

ราว 100 ปีก่อน ประเทศในแถบนอร์ดิก ซึ่งประกอบไปด้วยสวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ เคยถูกมองว่าเป็นดินแดนที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปตอนเหนือ ภูมิประเทศที่หนาวเย็นยาวนานถึงครึ่งปี ขาดทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ เศรษฐกิจเกษตรกรรมที่ล้าหลัง และประชากรที่ส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในความยากจน ในปี 1900 ประเทศสวีเดนมีอัตราการรู้หนังสือเพียง 50% และประชากรกว่าหนึ่งในสามของนอร์เวย์อพยพออกนอกประเทศเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

อัตราการตายของทารกในฟินแลนด์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สูงถึง 65 ต่อเด็กแรกเกิด 1,000 คน เทียบกับประเทศฟินแลนด์ในปี 2020 ที่ลดลงเหลือเพียง 1.7 ต่อ 1,000 คน ซึ่งสะท้อนความแตกต่างทางคุณภาพชีวิตที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “คนละโลกเดียวกัน”

.

เด็กนอร์ดิกเปลี่ยนประเทศ
…เพราะพวกเขา “ถูกเลี้ยงมาให้เปลี่ยน”

คำถามสำคัญคือ อะไรทำให้ประเทศที่แทบไม่มีอะไรเลยเหล่านี้ สามารถรีเซ็ตระบบตัวเองใหม่ได้จนกลายเป็นต้นแบบความเจริญทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Jeffrey Sachs ให้เหตุผลหนึ่งไว้ในรายงาน World Happiness Report 2022 ว่า “ประเทศนอร์ดิกให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์อย่างสมดุล ทั้งในด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หล่อหลอมให้พวกเขาเป็นสังคมที่มีความไว้วางใจและความร่วมมือสูงที่สุดในโลก”

แต่เบื้องหลังของความไว้วางใจและความร่วมมือที่ Sachs กล่าวถึงนั้น ไม่ได้เกิดจาก “การศึกษาเพื่อการแข่งขัน” แบบที่เราคุ้นเคย แต่เกิดจาก “การศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะภายใน” หรือที่สมัยนี้เราเรียกว่า Inner Development Goals (IDGs)

.

ฟอลค์ฮอคสกูล (Folkhögskola) ห้องเรียนที่เปลี่ยนคนจนโลกต้องเรียนรู้ใหม่

ย้อนกลับไปในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศนอร์ดิกหลายแห่งเริ่มมีการจัดตั้ง Folkhögskola หรือโรงเรียนประชาชนขึ้น แนวคิดของโรงเรียนประชาชนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนักการศึกษาชาวเดนมาร์ก N.F.S. Grundtvig ที่เชื่อว่า การศึกษาควรทำให้คน “ตื่นรู้” มากกว่าทำให้คน “ท่องจำ” และการศึกษาที่ดีไม่ใช่เพียงเพื่อป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ต้องทำให้เขาเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ระบบ Folkhögskola จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างพลเมืองใหม่ ที่มีทั้งทักษะด้านการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การร่วมมือ (Collaboration) และการเข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง (Self-awareness & Empathy)

รายงานจาก Nordic Council of Ministers (2021) ระบุว่า โรงเรียน Folkhögskola มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีฐานะยากจนและผู้หญิง ซึ่งเคยถูกกีดกันจากระบบการศึกษาแบบเดิม ผลลัพธ์คือการยกระดับอัตราการรู้หนังสือของประชากรนอร์ดิกจาก 50% ในปี 1900 เป็นเกือบ 100% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 50 ปี

.
.

IDGs บทเรียนที่เด็กนอร์ดิกรู้ก่อนโลกจะตั้งชื่อให้มัน
แม้คำว่า Inner Development Goals จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2020 โดย Ekskäret Foundation ร่วมกับ 29k Foundation และ The New Division แต่ในความเป็นจริง ประเทศนอร์ดิกได้บ่มเพาะทักษะเหล่านี้มากว่า 100 ปีผ่านระบบ Folkhögskola และนโยบายรัฐที่ยึดเอาการพัฒนาคุณลักษณะภายในของพลเมืองเป็นแกนกลาง

IDGs แบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่และ 23 ทักษะ สรุปเป็นภาพรวมได้แก่

Being: การรู้จักตนเอง ความสมดุลทางอารมณ์ และความยั่งยืนทางจิตใจ
Thinking: การคิดระบบ การวิพากษ์วิจารณ์ และความเข้าใจซับซ้อน
Relating: การเอื้อเฟื้อ ความเมตตา และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์
Collaborating: การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ การไว้วางใจ และความเปิดกว้าง
Acting: การมีความอดทน ความกล้าหาญ และการลงมือทำอย่างยั่งยืน

งานวิจัยจาก The Inner Development Goals (2022) พบว่า ทักษะ IDGs เป็นตัวเร่งให้เกิดความสำเร็จในการบรรลุ Sustainable Development Goals (SDGs) ได้อย่างแท้จริง โดย 90% ของผู้บริหารองค์กรที่เข้าร่วมโครงการระบุว่า การพัฒนาทักษะภายในทำให้องค์กรของพวกเขาเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับความยั่งยืนมากขึ้น (IDG Research Report, 2022)

.

ระบบนอร์ดิก เมื่อคนมี IDGs ทั้งระบบก็เปลี่ยน
ประเทศนอร์ดิกไม่เพียงแต่เปลี่ยนการศึกษา แต่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมทั้งหมดให้สอดรับกับทักษะ IDGs ที่พวกเขาพัฒนามาตั้งแต่รากฐาน เช่น

ระบบการศึกษาฟินแลนด์ ที่ไม่มีการสอบวัดผลระดับชาติ แต่เน้นพัฒนาความเข้าใจเชิงลึก การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาเชิงระบบ ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีอัตราการออกจากโรงเรียนก่อนจบการศึกษาต่ำที่สุดในโลกเพียง 0.2%

ระบบสุขภาพสวีเดน ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา โดย 80% ของงบประมาณด้านสาธารณสุขถูกใช้ในการสร้างสังคมสุขภาพดี แทนที่จะทุ่มไปที่การรักษาในระยะท้าย

นอร์เวย์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความไว้วางใจสูงสุดในโลก โดย 74% ของประชาชนเชื่อถือรัฐบาล ซึ่งความไว้วางใจนี้มาจากระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่โปร่งใสและยุติธรรม อันเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการพัฒนาทักษะภายในของพลเมือง

.
.

ไม่ใช่แค่ให้เด็กเก่ง แต่ให้ “เด็กเข้าใจชีวิต”
สั
งคมที่วิ่งไล่ตามเป้าหมายการผลิต GDP หรือแข่งขันกันสร้างเด็กเก่งอาจทำให้ประเทศดูเติบโตภายนอก แต่ไม่ได้รับประกันว่า ความยั่งยืนและความสุขของมนุษย์จะเติบโตไปด้วย การปฏิรูประบบการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่เพิ่มวิชาใหม่หรือเพิ่มชั่วโมงเรียน แต่ต้องกลับมาที่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า

เรากำลังสร้างมนุษย์แบบไหน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *