
Mindset สำคัญกว่าโมเดล
ทำ ESG ต้องเริ่มจากเรา ไม่ใช่เริ่มจากรายงาน
ลองจินตนาการว่าเราถูกขอให้ทำรายงาน ESG สำหรับองค์กร เราเปิด Template ที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต กรอกข้อมูลเรื่องการประหยัดพลังงานในสำนักงาน เพิ่มภาพพนักงานกำลังแยกขยะ ใส่สถิติอัตราพนักงานหญิงที่เพิ่มขึ้น 5% แนบแผนโครงการ CSR ปลูกต้นไม้ประจำปี
เมื่อถึงเวลาส่งรายงาน ทุกอย่างดูเรียบร้อย สวยงาม คะแนน ESG ออกมาก็ดูดีใช้ได้ นักลงทุนพึงพอใจ ผู้บริหารก็พอใจ องค์กรได้รางวัล “องค์กรสีเขียว” อีกหนึ่งใบมาแปะบนกำแพง
.
แต่ในความเป็นจริง… ระบบการตัดสินใจยังขับเคลื่อนด้วยกำไรสูงสุด ผู้บริหารยังคิดแบบรายไตรมาส ไม่ใช่รายศตวรรษ ผู้จัดการแผนกยังไม่เข้าใจว่า ESG คืออะไร พนักงานยังรู้สึกว่า ESG เป็นงานของทีมสิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
ทั้งหมดนั้นคือ ภาพลวงตาแบบ ESG คือการพยายามเปลี่ยนภายนอกโดยที่ภายในไม่ได้ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว
.
ESG ไม่ใช่การทำให้ดูดี
แต่คือการดีจริง ๆ จากแก่นของมนุษย์
ความเข้าใจผิดร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกของ ESG คือการคิดว่า ESG คือสิ่งที่เราสามารถเขียนรายงานให้ดูดีได้ ทั้งที่จริงมันคือสิ่งที่ต้องฝังลึกอยู่ในตัวตนของคนในองค์กรก่อน
เราอาจมีระบบ กราฟ สไลด์ โครงการ และ KPI ที่ดูสวยหรู แต่ถ้าเราไม่มี “คน” ที่มีจิตสำนึกและความเข้าใจที่แท้จริง ทุกสิ่งนั้นก็เปรียบได้แค่โครงกระดูกที่ใส่สูท
.
.
Inner Development Goals
พลังขับเคลื่อนจากภายในที่ ESG ต้องมี
องค์การสหประชาชาติและสถาบันวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงระดับโลกหลายแห่ง ยืนยันตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด ต้องเริ่มจากภายในมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่เกิดแนวคิด “IDGs” หรือ Inner Development Goals ซึ่งเป็นชุดทักษะที่เน้นการเติบโตจากภายใน เพื่อให้มนุษย์มีความสามารถในการขับเคลื่อน SDGs และ ESG อย่างแท้จริง
IDGs แบ่งทักษะหลักออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1. Being (การมีตัวตนอย่างมีสติ)
การรู้จักตนเอง สงบนิ่งภายใต้แรงกดดัน ไม่หลงไปกับอีโก้หรือภาพลักษณ์
2. Thinking (การคิดอย่างมีวิจารณญาณ)
การกล้าตั้งคำถาม มีวิธีคิดแบบระบบ และมองเห็นความซับซ้อนได้รอบด้าน
3. Relating (การเชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์)
การเห็นอกเห็นใจ สื่อสารอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่พูดดีแต่ฟังไม่เป็น
4. Collaborating (การร่วมมือ)
ทำงานข้ามสาย ข้ามตำแหน่ง ข้ามอำนาจ โดยไม่ยึดติดกับลำดับชั้น
5. Acting (การลงมือเปลี่ยนแปลง)
กล้าทำ กล้าล้ม และมีวินัยที่จะทำสิ่งเล็ก ๆ ทุกวันให้กลายเป็นผลลัพธ์ใหญ่
ถ้าคนในองค์กรไม่มีทักษะเหล่านี้ ต่อให้มีแผน ESG ดีแค่ไหน…มันก็ไม่ต่างจากการเขียนแผนลอย ๆ ที่ไม่มีใครเอาไปใช้
.
เปลี่ยนโลก เริ่มจากเปลี่ยนเรา
ในทุกความล้มเหลวของ ESG ที่เราพบ ไม่ว่าจะในบริษัทเล็กหรือใหญ่ รากของปัญหามักไม่ได้อยู่ที่แบบแผนหรือเครื่องมือ แต่คือการที่คนไม่เข้าใจว่า ESG เกี่ยวข้องกับตัวเองยังไง
หัวหน้าแผนกคิดว่าเป็นเรื่องของฝ่ายสิ่งแวดล้อม พนักงานภาคสนามคิดว่าเป็นเรื่องของผู้บริหาร ผู้บริหารบางคนคิดว่าเป็นเรื่องของนักลงทุน นักลงทุนบางคนก็ยังคิดว่า ESG เป็นแค่ Buzzword
ผลลัพธ์คือ… องค์กรเดินวนอยู่ในวงจรของรายงานดี
แต่วิธีคิดยังเหมือนเดิม”
.
.
ถ้าเปลี่ยน Mindset ไม่ได้
ESG ก็เป็นได้แค่ PowerPoint
เราจึงต้องยอมรับตรง ๆ ว่าวิธีคิดมีอิทธิพลมากกว่าทุกกลยุทธ์และนโยบายรวมกัน ลองคิดเล่น ๆ ว่า…
ถ้าเรามี Mindset ว่า พนักงานคือทุนมนุษย์ที่มีคุณค่า เราจะไม่ทำให้เขากลายเป็นเพียงตัวเลขใน Excel
ถ้าเราเชื่อว่า ทุกการผลิตคือการสร้างอนาคต เราจะไม่ละเลยการเลือกวัตถุดิบหรือการจัดการของเสีย
ถ้าเราเห็นว่าธรรมาภิบาลคือภูมิคุ้มกันองค์กร เราจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งผิด แม้จะต้องเผชิญกับอำนาจ
แต่ถ้าไม่มี Mindset เหล่านี้ ต่อให้เรามีคู่มือ ESG หนาแค่ไหน ก็ไม่มีใครหยิบมาอ่าน
.
Mindset เปลี่ยน = วัฒนธรรมเปลี่ยน = องค์กรเปลี่ยน = โลกเปลี่ยน
สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่แค่บริษัทที่ทำรายงานดี แต่คือบริษัทที่กล้าตั้งคำถามว่า เราควรมีอยู่เพื่อประโยชน์อะไรสำหรับสังคมและโลกใบนี้
สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่แค่ระบบ ESG ที่ทันสมัย แต่คือมนุษย์ที่กล้าคิด กล้ารับผิดชอบ และกล้าสร้างอนาคต และทั้งหมดนี้ จะเริ่มต้นไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนวิธีคิดเสียตั้งแต่ตอนนี้







ใส่ความเห็น