
โรงแรมไม่ยั่งยืน = โรงแรมที่กำลังถูกลืม
เมื่อ ESG คือบัตรผ่านธุรกิจ Hospitality ในโลกใหม่
เมื่อพูดถึงธุรกิจโรงแรมหรืออุตสาหกรรม Hospitality ในอดีต ภาพจำของคนส่วนใหญ่อาจวนเวียนอยู่กับคำว่า ความหรูหรา, การบริการชั้นเยี่ยม, ทำเลวิวดี หรือแม้กระทั่งดีลลดราคาบนแพลตฟอร์มจองโรงแรม แต่ในโลกยุคใหม่ที่เจอทั้งวิกฤตโลกร้อน สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ความเหลื่อมล้ำ สงคราม และโรคระบาดแบบไม่ทันตั้งตัว ความคาดหวังของโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นักเดินทางไม่เลือกพักแค่จาก ‘ความสบาย’ อีกต่อไป แต่เลือกจาก ‘ความรับผิดชอบร่วม’ ต่อโลกและมนุษยชาติที่โรงแรมนั้นแสดงออก
.
การมีห้องพักสะอาด เตียงนุ่ม อาหารอร่อย กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็ต้องมี แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นและยั่งยืนจริงในยุคนี้ คือการที่โรงแรมสามารถตอบคำถามใหม่ของโลกได้ว่า โรงแรมของเราดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างไร เราดูแลแรงงานหรือชุมชนรอบข้างมากแค่ไหน และ ระบบบริหารจัดการของเรามีความโปร่งใสขนาดไหน
ในภาษาของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คำถามเหล่านี้ก็คือการทดสอบ ESG: Environmental, Social และ Governance ซึ่งหากองค์กรใดสามารถตอบคำถามทั้งสามมิติได้อย่างจริงใจและเป็นรูปธรรม ก็จะได้รับใบเบิกทางไปสู่อนาคต ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่หมายถึงการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวด้วย
.
.
เริ่มต้นตรงไหนในโลกที่กฎเกมใหม่ไม่รอใคร ?
การเริ่มต้นทำ ESG ในภาค Hospitality ไม่ใช่เรื่องของความหรูหรือการโชว์ผิวเผิน เช่น การห้ามใช้หลอดพลาสติกในร้านอาหารของโรงแรมแล้วเรียกตัวเองว่าเป็น “Green Hotel” หากแต่ต้องเป็นการเปลี่ยนรากฐานทางความคิด การออกแบบระบบธุรกิจ และการจัดการทุกอย่างในมุมมองใหม่ทั้งหมด เพราะ ESG ไม่ใช่ ‘กิจกรรม’ หากแต่คือ ‘โครงสร้างของการดำเนินธุรกิจ’
.
ในมิติของ Environment (สิ่งแวดล้อม) สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ได้มีแค่การปลูกต้นไม้หน้าทางเข้า แต่รวมถึงการคำนวณ Carbon Footprint ของทุกกระบวนการ เช่น การใช้น้ำในห้องพัก การปรับอากาศ การซักผ้า และแม้แต่การขนส่งอาหารจากซัพพลายเออร์ที่อยู่ห่างไกล หากไม่ปรับเปลี่ยน เช่น การใช้พลังงานทดแทน การรีไซเคิล การใช้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและลดระยะทางขนส่ง โรงแรมก็จะกลายเป็นหนึ่งในผู้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ด้าน Social (สังคมและแรงงาน) โรงแรมไม่สามารถอ้างว่า ตัวเองหรูหราหากยังจ้างแม่บ้านผ่านบริษัทลูกที่ให้ค่าจ้างต่ำ ไม่มีสวัสดิการ หรือมีระบบ OT ที่ไม่เป็นธรรม การให้ความสำคัญกับแรงงานในระดับล่างสุด การสร้างโอกาสให้กับคนเปราะบางในสังคม หรือการร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในทุกระดับจึงกลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ไม่ใช่ “ทางเลือก”
.
ส่วนของ Governance (ธรรมาภิบาล) นั้น หากไม่มีระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส มีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยุติธรรม ไม่เอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก หรือการมีนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โรงแรมย่อมไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่พนักงานของตนเองได้ในระยะยาว
.
.
ถ้าไม่ทำ ESG แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
คำตอบนั้นชัดเจนและเริ่มเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ของโลก และกำลังลามมาถึงเอเชียอย่างรวดเร็ว ถ้าโรงแรมไม่ทำ ESG หรือทำแต่เพียงฉาบหน้า ผลกระทบที่จะตามมามีทั้งเชิง กลยุทธ์, กฎหมาย, และ ภาพลักษณ์ ซึ่งรวมถึง
* สูญเสียลูกค้ากลุ่มหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Alpha ที่มองหา “การเดินทางแบบมีจริยธรรม” มากกว่า “แพคเกจหรู” กลุ่มนี้กลายเป็นกำลังซื้อหลักของโลก และจะไม่กลับมาใช้บริการแบรนด์ที่ไม่โปร่งใส
* ถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นพันธมิตรกับบริษัทใหญ่ เช่น บริษัทสายการบิน สถาบันการเงิน หรือองค์กรต่างประเทศที่มีนโยบายซื้อจากองค์กรที่มี ESG disclosure เท่านั้น
* ไม่ผ่านเกณฑ์ของนักลงทุนหรือกองทุน ESG ที่ควบคุมสินทรัพย์ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก หากไม่มีข้อมูล ESG ก็ไม่มีที่ยืนในตลาดทุน�
* รับภาระต้นทุนการปรับตัวในอนาคตสูงขึ้นหลายเท่า เพราะกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานจะเข้มขึ้นในทุกภูมิภาค ผู้ที่เริ่มก่อนจะมีเวลาปรับตัวอย่างเป็นระบบ ขณะที่ผู้ที่รอจะต้อง “วิ่งหนีไฟ” ที่ลามเข้ามากระทันหัน
.
.
แล้วโรงแรมขนาดเล็กจะเริ่มต้นได้อย่างไร
แม้จะดูเหมือนว่า ESG เป็นเรื่องของโรงแรมระดับห้าดาว หรือเครือใหญ่ระดับโลก แต่ความจริงแล้ว “โรงแรมขนาดเล็กก็เริ่มได้ และจำเป็นต้องเริ่ม” และอาจทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีความยืดหยุ่นและโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้อย่างตรงจุด
แนวทางที่แนะนำ เช่น:
1. เริ่มจาก การวัดข้อมูลพื้นฐาน เช่น ใช้น้ำไปเท่าไรต่อแขกหนึ่งคน ใช้พลังงานจากแหล่งใด ขยะรีไซเคิลได้เท่าไร สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องมีอุปกรณ์ซับซ้อน แต่ต้องมีความตั้งใจ
2. ใช้มาตรฐานที่เป็นสากล เช่น GSTC, GRI Tourism & Hospitality Sector Standard เพื่อกำหนดสิ่งที่ควรเปิดเผยและควบคุม
3. เลือก ทำเรื่องเล็ก ๆ แต่มีความหมาย เช่น การจ้างคนในชุมชน การใช้ของท้องถิ่น การไม่ใช่แรงงานเด็ก การเลิกใช้ของใช้แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การไม่ใช้ของผิดลิขสิทธิ์หรือละเมิดลิขสิทธิ์
4. สื่อสารอย่างจริงใจผ่านช่องทางที่มีอยู่ เช่น เว็บไซต์ แพลตฟอร์ม OTA หรือแม้แต่ใน QR Code บนเมนูอาหาร ที่อธิบายถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
.
.
ESG + SDGs + IDGs
ถ้าอยากยั่งยืนจริง ต้องยั่งยืนทั้งภายนอกและภายใน
การจะเปลี่ยนธุรกิจให้ยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่ต้องเปลี่ยน “จิตสำนึก” ของคนในองค์กรด้วย นี่คือจุดที่แนวคิด SDGs (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน) และ IDGs (Inner Development Goals) มาบรรจบกัน
✧ ESG เชื่อม SDGs กลยุทธ์ระดับโลก
ตัวอย่างเช่น
* การจัดการน้ำอย่างรับผิดชอบ = SDG 6 (น้ำสะอาด)
* การจ้างงานที่เป็นธรรม = SDG 8 (งานที่มีคุณค่า)
* การลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน = SDG 13 (Climate Action)
* การโปร่งใสในระบบบริหาร = SDG 16 (สถาบันที่เข้มแข็ง)
แต่แค่ทำให้ครบทุกเป้าหมายไม่พอ หากคนในองค์กรยังไม่ตื่นรู้หรือเข้าไม่ถึงหัวใจของคำว่า ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น
.
✧ ESG เชื่อม IDGs
หัวใจของการเปลี่ยนจากภายใน
* Being: ถ้าผู้บริหารไม่มี “สติ” รู้ทันโลภ-โกรธ-หลง ก็จะทำ ESG แค่เพื่อ PR
* Thinking: ถ้าไม่มี Critical Thinking ก็จะใช้แนวทางเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แล้วล้มเหลวซ้ำเดิม
* Relating: ถ้าไม่เห็นค่าคนอื่น = ก็ไม่อาจสร้างองค์กรที่ดูแลพนักงานอย่างแท้จริง
* Collaborating: ถ้าองค์กรทำทุกอย่างคนเดียว ไม่รับฟังชุมชน ก็ไม่อาจสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
* Acting: ถ้าไม่มีความกล้าเปลี่ยนแปลง เราก็จะย่ำอยู่กับที่ แม้โลกจะเดินหน้าไปไกลแล้ว
การฝึก Inner Development Goals จึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือพื้นฐานทางจิตใจของคนทำ ESG ที่แท้จริง
.
.
โรงแรมที่ไม่มี ESG คือโรงแรมที่ไม่มีอนาคต
— ไม่ว่าจะสวยแค่ไหนก็ตาม
เรากำลังอยู่ในยุคที่ ห้องพักธรรมดา ๆ ที่มีการบริหารจัดการ ESG ดี อาจชนะ ห้อง Suite วิวทะเล ที่แค่สวยแต่ไร้จริยธรรม
เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต โลกร้อน ฝุ่นพิษ ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจที่ผันผวน ความไว้วางใจต่อองค์กรธุรกิจจะไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของตึก หรือจำนวนดาว แต่จะขึ้นอยู่กับ “จิตสำนึก” ที่องค์กรนั้นแสดงออกต่อสังคม และถ้าโรงแรมของเราไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ว่า เราดูแลใคร, เราทำร้ายใคร, เราสร้างความหวังอะไรให้ชุมชน นั่นคือสัญญาณอันตรายที่เราควรสะดุ้งตื่น — ก่อนที่มันจะสายเกินไป
อย่ารอให้โลกเลิกจองเรา
ก่อนที่เราจะเลิกมองเห็นโลก
อย่ารอให้คนอื่นเลิกเชื่อเรา
ก่อนที่เราจะเลิกเชื่อในคุณค่าของตัวเอง
ESG ไม่ใช่เส้นทางเดียว แต่เป็นสะพานที่เชื่อมธุรกิจกับความเป็นมนุษย์อย่างแนบแน่น และถ้าเราเดินไปบนสะพานนั้นตั้งแต่วันนี้ เราอาจไม่ใช่แค่โรงแรมที่อยู่รอดแต่จะกลายเป็นโรงแรมที่ถูกจดจดตลอดไป







ใส่ความเห็น