อนาคต ESG ไทย ไร้แสงสว่างถ้ายังโฟกัสแค่ Green (E) แต่ธรรมาภิบาล (G) ต่ำตม

อย่าทำ ESG ให้กลายเป็น CSR ฉบับอัปเกรด

อนาคตธุรกิจ ESG ไทยไร้แสงสว่าง
ถ้ายังโฟกัสแค่กรีน แต่ธรรมาภิบาลยังต่ำตม

ในยุคที่โลกทั้งใบกำลังลุกเป็นไฟจากวิกฤตต่าง ๆ ถาโถม ทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ รวมไปถึงการล่มสลายของความเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ ธุรกิจไทยกลับยังเล่นละคร CSR อยู่หน้าฉาก แล้วติดป้ายว่า “ESG” ไว้หลังเวทีแบบไม่รู้สึกรู้สา

แบบนี้เรียกว่า หลอกตัวเอง
ไม่ใช่ “ยั่งยืน”

.

ทุกวันนี้คำว่า ESG ถูกใช้เป็นเครื่องประดับภาษาหรู ๆ เอาไว้ใน PowerPoint สำหรับขายงานหรือขอคะแนนจากรัฐ ไม่ใช่เครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงองค์กร เราเห็นธุรกิจแปะคำว่า Green Economy บนผลิตภัณฑ์ แต่เบื้องหลังยังใช้แรงงานต่ำกว่าค่าครองชีพ ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีเสียงให้พนักงาน ไม่มีธรรมาภิบาล แล้วกล้าบอกว่าทำ ESG

นี่ไม่ใช่แค่ความเข้าใจผิด แต่มันคือความล้มเหลวของจิตสำนึกในการเป็นองค์กรพลเมืองโลก ที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำให้ ESG กลายเป็นเพียงตราประทับปลอม ที่ไม่มีค่าอะไรเลยนอกจากตบหน้าคนดูแล้วเดินจากไป

คำถามคือ ถ้าเราไม่อยากเป็นผู้ร้ายที่แต่งตัวเป็นฮีโร่ ถ้าเราไม่อยากให้ ESG กลายเป็น CSR ฉบับคลุมผ้าห่ม เราจะกล้าทำอะไรจริงจังได้บ้าง

.
.

ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจไทย ถ้ายังอยากอยู่รอดในโลกใบนี้

เลิกพูดเถอะว่ากำลังพัฒนา เพราะโลกมันไม่รอเราอีกแล้ว ถ้าองค์กรไทยยังคิดว่า ESG คือเทรนด์ชั่วคราว หรือแค่เครื่องมือแถลงนโยบายประจำปี ความพังจะมาเร็วกว่าที่เราคิด เพราะวันนี้โลกไม่ได้มองว่าใครพูดอะไร แต่โลกกำลังมองว่าใครทำอะไรจริง

ธุรกิจที่ยังเอาตัวรอดด้วยการซื้อสื่อ ปิดปากแรงงาน ใช้อิทธิพลในการตัดต่อรายงาน เอาตัวรอดจากการตรวจสอบด้วยรางวัลปลอม ๆ คือธุรกิจที่กำลังเดินเข้าสู่หลุมศพด้วยเท้าตัวเอง แล้วลากพนักงาน ลูกค้า และอนาคตของประเทศลงไปด้วย

.

เราเห็นแล้วว่า องค์กรที่ไม่โปร่งใสจะเริ่มถูกแฉจากในไม่ใช่จากนอก พนักงานคือผู้แจ้งเบาะแสที่ทรงพลังที่สุด และโลกออนไลน์ไม่เคยลืมอะไรได้ง่าย ๆ ความโปร่งใสที่แท้ไม่ใช่การแต่งหน้า แต่คือการถอดหน้ากาก ไม่ใช่การทำให้เห็น แต่คือการยอมให้เห็นแม้ในสิ่งที่ไม่อยากโชว์

องค์กรไทยที่ยังฝันว่าจะได้เข้าสู่เวทีระดับโลก ต้องเลิกพฤติกรรมแบบทำพอผ่านเกณฑ์ แล้วเปลี่ยนเป็นทำจนเปลี่ยนระบบ เพราะในเกมใหม่นี้คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ใหญ่กว่า แต่คือคนที่ใสสะอาดกว่าและปรับตัวได้ไวกว่า

.
.

ESG ไทยจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อเรากล้ายอมรับว่า…เรายังไม่รู้จักมันดีพอ

ความกลัวที่จะพูดความจริง คือสิ่งที่ฆ่า ESG มาแล้วนับไม่ถ้วนในประเทศนี้

การทำ ESG แบบกลวง ๆ ไม่ได้แค่ล้มเหลว แต่มันทำลายโอกาสของคนรุ่นใหม่ คนที่อยากสร้างธุรกิจดี ๆ บนดินที่ไม่เน่าเปื่อยจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์แบบเดิม ๆ การจะเดินหน้าต้องเริ่มจากการยอมรับว่าเราเคยผิด ยอมรับว่าเรายังมีจุดบอด และยอมรับว่าธรรมาภิบาลที่ดีไม่ใช่เรื่องของคณะกรรมการ แต่คือความกล้าที่จะไม่โกหกตัวเอง

.

เราต้องเลิกซ่อน เลิกแถ เลิกสร้างภาพ แล้วเริ่มสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ พิสูจน์ได้ และพร้อมให้คนตัวเล็กตัวน้อยลุกขึ้นมาช่วยตรวจการบ้านโดยไม่ถูกมองว่าเป็นศัตรู

เพราะ ESG ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการอยากให้ดูดี แต่มันเกิดจากการ “ไม่ยอมเป็นคนแย่” แม้จะไม่มีใครเห็น

นี่ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่คือคำถามว่า เรายังอยากทำธุรกิจในประเทศนี้อีก 10 ปีไหม ถ้าใช่ ก็ได้เวลาเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ ไม่งั้นวันหนึ่งธุรกิจของเราจะเป็นแค่ชื่อในรายงานของคนอื่นว่า เคยเป็นตัวอย่างของการ ‘Fake Sustainability’ ที่โลกไม่ต้องการจำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *