พลิกวิกฤตยุคดิจิตทัลด้วยทักษะ Sense-making ศาสตร์ผู้นำธุรกิจ ESG SDGs

มองเห็นภาพใหญ่ในยุคที่ทุกอย่างสับสน
ศาสตร์แห่ง Sense-making เพื่อการเป็นผู้นำที่แท้จริง

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล เสียงรบกวน และความเร่งรีบ ทุกองค์กรต่างถูกผลักเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน เราเห็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ล่มสลายโดยไม่ทันตั้งตัว เห็นผู้นำที่เคยมั่นใจในวิธีคิดของตนกลับกลายเป็นผู้ติดกับดักความสำเร็จของตัวเอง เห็นองค์กรที่มีเทคโนโลยีครบครันแต่กลับไร้ทิศทางที่ชัดเจนในการนำพาอนาคต และในขณะเดียวกัน เราก็เห็นองค์กรเล็กบางแห่งที่ไร้เครื่องมืออลังการแต่กลับก้าวกระโดดชนะตลาดได้ด้วยความเข้าใจที่ลึกกว่า ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลมากกว่า แต่เพราะเข้าใจสิ่งที่ข้อมูลต้องการจะบอก นี่แหละคือแก่นแท้ของทักษะที่เรียกว่า Sense-making

คำว่า Sense-making ไม่ใช่ศัพท์แฟชั่น ไม่ใช่ buzzword ทางธุรกิจ แต่คือทักษะเชิงลึกที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกภายในกับโลกภายนอก เชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็น “ความหมาย” ที่ชัดเจนพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตและองค์กร

.

จากการนิยามของ Inner Development Goals Sense-making หมายถึง

‘Skills in seeing patterns, structuring the unknown and being able to consciously create stories.’

‘ทักษะในการมองเห็นรูปแบบที่ซ่อนอยู่ การจัดระเบียบสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน และความสามารถในการสร้างเรื่องราวอย่างมีสติ’

.
.

หลายคนอาจเคยเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การอ่านแนวโน้ม การประเมินโอกาสทางการเงิน หรือการทำ Data Visualization แบบขั้นสูง แต่ถ้าทั้งหมดนั้นถูกใช้เพียงเพื่อยืนยันสิ่งที่เราคิดอยู่แล้ว หรือเพื่อทำให้สิ่งที่เราอยากให้เป็นจริง ดูน่าเชื่อถือขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นแค่การหลอกตัวเองที่สวยงามเท่านั้น ผู้นำที่แท้ในยุคนี้ต้องเป็นนัก Sense-maker ผู้สามารถดึง “สาร” ออกมาจาก “เสียง” ได้อย่างแยบยล ต้องมองเห็น Pattern ซ่อนเร้นในข้อมูลที่ดูไร้ทิศทาง ต้องเข้าใจแรงผลักและแรงดึงทางอารมณ์ในทีม ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรเดินตามตัวเลข และเมื่อใดควรหยุดฟังสัญชาตญาณของมนุษย์

ในเชิงจิตวิทยา Sense-making คือกระบวนการตีความประสบการณ์ใหม่หรือสถานการณ์ที่คลุมเครือ โดยอาศัยสิ่งที่เรารู้ ประสบการณ์เดิม ความรู้สึก และกรอบความคิดที่ฝังอยู่ในตัวเราอย่างไม่รู้ตัว นักจิตวิทยาสังคม Karl Weick กล่าวไว้ว่า “Sense-making is about placing items into frameworks, comprehending, redressing surprise, constructing meaning, and patterning.” ซึ่งหมายถึงการวางสิ่งต่าง ๆ ลงในกรอบความคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจและรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีแบบแผน

.

สิ่งที่น่าสนใจคือ สมองมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาให้เข้าใจโลกแบบดิบ ๆ แต่มันออกแบบมาเพื่อ ‘ตีความ’ โลก ดังนั้นทุกการรับรู้จึงผ่านกระบวนการแปลความหมายก่อนเสมอ มนุษย์สองคนเห็นเหตุการณ์เดียวกันอาจเข้าใจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ เพราะเราตีความผ่านประสบการณ์ ความกลัว ความหวัง และมโนภาพที่สะสมมาแต่ละชีวิต การเข้าใจธรรมชาติของสมองตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้เราเริ่มรู้ว่า บางครั้งปัญหาในองค์กรไม่ใช่เพราะมีข้อมูลไม่พอ แต่เพราะแต่ละคนให้ความหมายต่อข้อมูลเดียวกันไม่เหมือนกัน แล้วนำไปสู่ความขัดแย้ง การตัดสินใจผิด หรือแม้แต่การสูญเสียพลังงานมหาศาลไปกับการถกเถียงที่ไร้สาระ

.
.

การพัฒนา Sense-making ในองค์กรจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่คือเรื่องของ “วัฒนธรรม” วัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้การตั้งคำถามเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมที่ไม่ยึดติดกับคำตอบสำเร็จรูป วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการฟังอย่างลึกซึ้งมากกว่าการพูดให้ดัง วัฒนธรรมที่มองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการมองเห็น “ความหมายที่ยังไม่เคยถูกตีความมาก่อน” ผู้นำที่มี Sense-making สูงจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ทีมกล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง กล้าชี้สัญญาณที่อาจดูไร้สาระในสายตาคนอื่น แต่กลายเป็น Clue สำคัญที่พลิกเกมได้ในอนาคต

ในทางเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจทางธุรกิจมักถูกจัดอยู่ในโมเดล Rational Choice หรือการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลโดยอิงข้อมูลและผลประโยชน์เป็นหลัก แต่ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์จากงานของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอไป เราเต็มไปด้วยอคติทางความคิด (Cognitive Bias) เช่น Confirmation Bias, Anchoring, Availability Heuristic ซึ่งทั้งหมดนี้คืออุปสรรคต่อ Sense-making ทั้งสิ้น หากเราไม่รู้จักกระบวนการตีความของตัวเอง เราก็จะกลายเป็นเหยื่อของระบบความคิดอัตโนมัติที่พาเราหลงทางโดยไม่รู้ตัว

.

ทักษะ Sense-making จึงต้องใช้การฝึกฝนที่เชื่อมโยงหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ทั้ง Neuroscience ที่อธิบายการทำงานของสมองในภาวะคลุมเครือ จิตวิทยาเชิงลึกที่ทำให้เราเข้าใจแรงขับภายใน การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างปัจจัยที่ดูไม่เกี่ยวกัน และการสะท้อนตน (Reflection) ที่ทำให้เรารู้ว่าอคติใดกำลังแอบขับเคลื่อนเราโดยไม่รู้ตัว

ลองนึกถึงองค์กรที่สามารถจับสัญญาณอ่อน (Weak Signals) ได้ก่อนใคร ความสามารถนี้ไม่ใช่เพราะเก่งกว่า แต่เพราะ “ใส่ใจ” กับสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม ลองนึกถึงผู้นำที่ไม่รอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ แต่กล้าตีความข้อมูลครึ่งเดียวอย่างมีสติ ลองนึกถึงทีมที่ไม่เสียเวลาทะเลาะกันเรื่องใครถูกใครผิด แต่หันมาถามว่า… เรากำลังพยายามเข้าใจสิ่งเดียวกันอยู่หรือเปล่า ? นั่นแหละคือพลังของ Sense-making

ทักษะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับผู้บริหาร แต่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่ระดับบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับต้น กลาง หรือสูง ทุกคนต่างมีศักยภาพในการเป็นผู้ตีความโลกอย่างมีความหมาย ถ้าทุกคนในองค์กรมองเห็นความหมายร่วมกันในสิ่งที่ทำ มันจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำสั่งจากเบื้องบน เพราะมันเกิดจากความเข้าใจร่วม ไม่ใช่แค่ความจำยอม

.
.

การพัฒนา Sense-making ยังมีผลต่อความยืดหยุ่นทางจิต (Resilience) เพราะเมื่อเราสามารถมองเห็นความหมายในวิกฤต มนุษย์จะมีพลังในการรับมือได้ดีกว่า การมีความสามารถในการสร้างความหมายจึงไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือ “เครื่องมืออยู่รอด” ของมนุษย์ยุคใหม่

ผู้นำในศตวรรษที่ 21 จะไม่ใช่ผู้ที่สั่งการได้เฉียบขาดที่สุด แต่คือผู้ที่สร้างพื้นที่ให้คนในองค์กร “เข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองได้ลึกที่สุด” เพราะเมื่อทุกคนในองค์กรมีความสามารถในการ Sense-making ร่วมกัน พวกเขาจะไม่ใช่แค่ทีม แต่คือกลุ่มคนที่ “ร่วมกันสร้างความหมายใหม่” เพื่อออกแบบอนาคตอย่างตั้งใจ และอย่างมีหัวใจ

และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกแทนที่ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *