วิสัยทัศน์สำคัญไฉน เป็นผู้นำต้องสายตายาวเพื่อธุรกิจยั่งยืน ESG SDGs

ศาสตร์แห่งวิสัยทัศน์ระยะยาวในโลกที่เร่งรีบ

ในยุคที่โลกหมุนเร็วเกินกว่าคนจะตามทัน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแทบทุกวินาที และทุกการตัดสินใจที่ช้าเกินไปอาจหมายถึงการล้มหายตายจากไปจากเกมการแข่งขัน ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่สนามรบของผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือสนามของผู้ที่มีสายตาที่ยาวไกลที่สุด ผู้นำที่สามารถทำนายอนาคตได้แม้จะยังไม่มีหลักฐานรองรับชัดเจน คือผู้นำที่สามารถออกแบบทางรอดให้ทีมของตนได้ในวันที่โลกไม่แน่นอนที่สุด คนที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น มักถูกเรียกว่าฝันเฟื่องในตอนแรก แต่หากยืนหยัดได้นานพอ ฝันนั้นอาจกลายเป็นรากฐานของยุคใหม่ทั้งยุคก็เป็นได้

.

วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติความเหลื่อมล้ำ วิกฤติความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคม วิกฤติการคอรัปชัน ล้วนเป็นผลสะสมจากความคิดระยะสั้นที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน ระบบการตัดสินใจที่มุ่งเอาผลลัพธ์ทันทีโดยไม่สนใจผลกระทบระยะยาว ได้สร้างผลเสียที่แม้แต่เทคโนโลยีก็แก้ไขไม่ได้ ผู้นำที่มี Long-term Orientation and Visioning จึงไม่ใช่แค่ผู้นำที่วางเป้าหมาย 3-5 ปี แต่คือผู้ที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และรู้วิธีสร้าง “ความหวัง” ที่จับต้องได้ให้กับผู้คนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันบ้าคลั่งของโลก

.
.

จากกรอบ Inner Development Goals (IDGs) ได้ระบุว่า Long-term Orientation and Visioning หมายถึง

‘Long-term orientation and ability to formulate and sustain commitment to visions relating to the larger context.’

‘แนวคิดระยะยาว และความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งยึดมั่น ยืนหยัดกับความมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์นั้น โดยเชื่อมโยงกับบริบทที่กว้างกว่าเฉพาะตนเองหรือองค์กร’

คำว่า “ยึดมั่น” มีน้ำหนักมาก เพราะไม่ใช่แค่คิดฝัน แต่หมายถึงการถือมั่นมันไว้ในใจแม้วันที่มันยังไม่เป็นจริง

.
.

นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาพัฒนาการค้นพบว่า ความสามารถในการวางวิสัยทัศน์ระยะยาวเชื่อมโยงกับสมองส่วน prefrontal cortex ซึ่งเป็นพื้นที่ของการวางแผน การควบคุมตนเอง และความสามารถในการ “ล่าช้าความพึงพอใจ” (delay gratification) เด็กที่สามารถรอขนมมาร์ชเมลโลว์ในการทดลองของ Walter Mischel โดยไม่กินมันทันที มักเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จสูงกว่า เพราะพวกเขาไม่ถูกควบคุมด้วยแรงกระตุ้นเฉพาะหน้า แต่สามารถใช้พลังของวิสัยทัศน์เป็นเข็มทิศชีวิตได้

ในโลกธุรกิจทักษะนี้ไม่ต่างกัน CEO ที่คิดเพื่อไตรมาสหน้า กับ CEO ที่คิดถึงรุ่นหลานจะใช้ชีวิตอย่างไรบนโลกนี้ ย่อมบริหารบริษัทคนละแบบ ตัวอย่างเช่น Paul Polman อดีต CEO ของ Unilever ผู้ประกาศชัดว่า จะไม่ยอมทำตามผลประกอบการรายไตรมาสหากมันขัดกับการสร้างคุณค่าระยะยาวให้โลก เขาลบการรายงานผลรายไตรมาสออกจากระบบการเงินของบริษัท และมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จนสุดท้ายไม่เพียงแต่ทำให้แบรนด์แข็งแรง แต่ยังสร้างผลกำไรระยะยาวที่ยั่งยืน
.

ทักษะ Long-term Orientation and Visioning ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับศาสตร์แห่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพราะการมองไกลไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่ต้องฝังอยู่ในดีเอ็นเอของทั้งองค์กร องค์กรที่มองไกลจะกล้าลงทุนในสิ่งที่ไม่เห็นผลทันที เช่น การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ soft skills หรือสนับสนุน innovation ที่ยังไม่มีผลตอบแทนในวันนี้ แต่เชื่อว่าความสามารถเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ในอนาคต

.
.

แนวคิดแบบ Visioning มีความสัมพันธ์กับหลักเศรษฐศาสตร์พอเพียง (Sufficiency Economy) ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างมีเหตุผล รอบคอบ และไม่ละเลยผลกระทบระยะยาว ต่อคน ต่อทรัพยากร และต่อความเป็นธรรมในสังคม การวางเป้าหมายอย่างมีจริยธรรม (Ethical Goal-setting) จึงเป็นอีกเส้นเลือดฝอยของวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน เพราะไม่ใช่แค่วางเป้าหมายไกล แต่ต้องเป็นเป้าหมายที่ “โลกจะอยู่ได้”

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมมนุษย์ยังพบว่า ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวมักมีระดับ dopamine ที่สมดุล คือมีพลังผลักดันให้เกิดความอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยไม่ติดอยู่กับรางวัลทันที การฝึกมองภาพอนาคต ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายรายปี แต่คือการฝึกสมองให้เชื่อมโยงเหตุการณ์หลากหลายช่วงเวลาและมองเห็น Pattern ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงนี้เกี่ยวข้องกับระบบคิดแบบ Systems Thinking โดยตรง

ในแง่จิตวิทยาองค์กร ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวจะสามารถหล่อเลี้ยง “พลังใจของทีม” ในยามที่ผลลัพธ์ยังไม่เกิดขึ้นได้ เช่น ในช่วงพัฒนานวัตกรรมใหม่ ช่วงปรับโครงสร้าง ช่วงสร้างตลาดใหม่ที่ยังไม่มีกำไร แต่เพราะทีมเห็นภาพเดียวกัน พวกเขาจึงยังกล้าเดินไปข้างหน้า ความสามารถในการอธิบายภาพอนาคตให้จับต้องได้ เป็นหนึ่งในทักษะการสื่อสารที่สำคัญที่สุดของผู้นำในโลกยุคใหม่

.

ลองจินตนาการถึงองค์กรหนึ่งที่ไม่มีการวางแผนระยะยาว ไม่มีการตั้งคำถามว่าทุกการตัดสินใจวันนี้ส่งผลอะไรในอีก 3 ปี 5 ปี 10 ปี ไม่มีการคิดเผื่อรุ่นถัดไป จะเกิดอะไรขึ้น… องค์กรแบบนั้นจะตกเป็นทาสของกระแสตลาด ถูกชี้นำโดยแรงกดดันรายไตรมาส และท้ายที่สุดกลายเป็นองค์กรที่ “ทำเก่งแต่ไม่รู้จะไปไหน” ซึ่งเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งกว่าการไม่มีความสามารถเสียอีก

การฝึกวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่ใช่เรื่องของการทำนายอนาคต แต่เป็นการสร้าง “จินตนาการที่มีความรับผิดชอบ” คือไม่ใช่แค่ฝันลอย ๆ แต่คือฝันที่มีราก มีหลักฐาน มีตรรกะ มีความเข้าใจระบบโลกที่ซับซ้อน และรู้จักปรับตัวอย่างยืดหยุ่นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน โดยไม่ละทิ้งหัวใจของวิสัยทัศน์นั้นไป

ถ้าเรายอมรับว่าโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ความสามารถในการมองไกลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบอนาคตให้ดีกว่าเดิม ผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่คนที่ตัดสินใจเก่งในวันนี้ แต่คือคนที่สามารถยืนหยัดอยู่กับวิสัยทัศน์ที่ถูกหัวเราะเยาะในวันนี้ และทำให้มันกลายเป็นจริงในวันพรุ่งนี้ได้ และนั่นคือสิ่งที่โลกต้องการอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *