ํธุรกิจยั่งยืน ESG SDGs สำเร็จ เพราะเข้าใจว่าเราต่างเชื่อมโยงกันกับทักษะแห่งผู้นำ Connectedness

ในวันที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเร่งสปีดเพื่อแย่งชิงพื้นที่ความสำเร็จ คำถามที่แท้จริงกลับไม่ใช่ว่าองค์กรของเราวิ่งเร็วแค่ไหน แต่คือเรากำลังวิ่งไปเพื่ออะไร เราถูกสอนให้เชื่อมโยงกับตลาด เข้าถึงข้อมูล และสร้างระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่เราแทบไม่เคยถูกถามว่า เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติแค่ไหน เราเข้าใจจิตใจของคนรอบตัวแค่ไหน หรือแม้แต่ เราเชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงของเราเองหรือไม่

ความเร็วกลายเป็นค่านิยมหลักจนทำให้ “ราก” ของมนุษย์ถูกหลงลืม และเมื่อรากไม่แข็งแรง ไม่มีสิ่งใดที่เติบโตแล้วจะยั่งยืนได้จริง

Connectedness ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่สโลแกนองค์กร แต่คือทักษะชีวิตที่เราหลงลืม คือสัญชาตญาณดั้งเดิมของการอยู่ร่วมกับโลกอย่างเคารพและเข้าใจ เป็นทักษะที่เรียกเรากลับบ้าน… ในวันที่โลกภายนอกเสียงดังเกินไป

.

องค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญกับความกลวงเปล่าทางจิตวิญญาณ พนักงานหมดไฟแต่ยังต้องยิ้ม CEO รู้สึกโดดเดี่ยวแม้จะรายล้อมด้วยทีม บอร์ดบริหารเดินตามกลยุทธ์อย่างเป็นระบบแต่ไม่มีใครรู้แล้วว่า “เรากำลังทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร” นี่คือจุดที่ทักษะ Connectedness กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่องค์กรยุคใหม่ขาดไม่ได้ เพราะความเชื่อมโยงไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์แบบผิวเผิน แต่มันคือ “พลังแห่งการมองเห็นตัวเองในบางสิ่งที่ใหญ่กว่า” เป็นการเชื่อมต่อที่หล่อเลี้ยงความมีชีวิตชีวา ความร่วมมือ และความหมายของการมีอยู่

.
.

จากนิยามของ Inner Development Goals (IDGs)

‘Having a keen sense of being connected with and/or being a part of a larger whole, such as a community, humanity, or global ecosystem. Having a worldview that acknowledges the interdependence of all things.’

‘การมีสำนึกลึกซึ้งว่าเรากำลังเชื่อมโยงอยู่กับ หรือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น ชุมชน มนุษยชาติ หรือระบบนิเวศของโลก และการมีโลกทัศน์ที่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงพึ่งพากันของทุกสรรพสิ่ง’

.

คำว่า larger whole หรือ สิ่งที่ใหญ่กว่า ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น แต่คือความเข้าใจว่าโลกนี้คือระบบที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การกระทำของเราในที่ประชุมหนึ่งห้องสามารถส่งผลถึงคนปลูกกาแฟอีกซีกโลกได้ หรือแม้แต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หนึ่งข้อสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือสุขภาพจิตของพนักงานนับพันคนได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของจิตสำนึกที่แท้จริงในการเป็นผู้นำ

.

Connectedness จึงไม่ใช่แค่การรู้จักทำงานเป็นทีม ไม่ใช่แค่การมี empathy แต่คือการเข้าใจ “เนื้อเยื่อ” ที่เชื่อมโยงตัวตนของเราเข้ากับโลก การเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อสร้างบางอย่างที่มีความหมายต่อผู้อื่นและต่อโลก เราจึงเริ่มเห็นองค์กรชั้นนำของโลกหันมาสร้างพันธกิจที่ไม่ได้พูดถึงแค่ “ผลิตภัณฑ์” แต่พูดถึง “ผลกระทบเชิงระบบ” เช่น Patagonia ที่มองว่าการขายเสื้อผ้าต้องไม่ทำลายโลก หรือ Interface ที่ประกาศว่าจะเป็นบริษัทแรกในโลกที่มี carbon negative footprint

.
.

ในแง่จิตวิทยา นักวิจัยพบว่ามนุษย์ที่รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นจะมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงกว่า มีระดับ cortisol ต่ำ และมีแนวโน้มจะยืดหยุ่นต่อความเครียดได้ดีขึ้น เมื่อเรารู้ว่าเรามีความสำคัญต่อบางสิ่งที่ใหญ่กว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะลดลง และพลังงานทางจิตใจจะกลับคืนมา การมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม ขององค์กร หรือของโลกใบนี้คือหนึ่งในแรงจูงใจภายในที่ลึกที่สุดที่มนุษย์ต้องการ

ในเชิงวิทยาศาสตร์ ระบบนิเวศธรรมชาติคือบทเรียนที่ดีที่สุดของ Connectedness ต้นไม้ในป่าหนึ่งต้นไม่สามารถอยู่รอดได้ลำพัง รากของมันเชื่อมโยงกับรากของต้นอื่นๆ ผ่านเครือข่ายเชื้อราที่เรียกว่า mycorrhizal network ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “wood wide web” เมื่อมีต้นไม้ต้นหนึ่งขาดน้ำ ต้นไม้ต้นอื่นสามารถส่งสารอาหารไปช่วยได้ผ่านเครือข่ายใต้ดินนี้ นี่ไม่ใช่แค่การเอื้อเฟื้อ แต่คือธรรมชาติของชีวิตที่รู้ว่าการอยู่รอดต้องมาพร้อมกับการพึ่งพาและการสื่อสารแบบไร้ตัวตน

.

ในแง่ธุรกิจ องค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและสังคมจะสามารถตัดสินใจได้อย่างมีคุณธรรมและมีกำไรร่วม (shared value) ได้จริง ตัวอย่างเช่น Danone ที่สร้างโมเดลธุรกิจที่นำกำไรไปลงทุนซ้ำเพื่อพัฒนาชุมชนเกษตรกร หรือ Natura บริษัทเครื่องสำอางจากบราซิลที่บริหารห่วงโซ่อุปทานโดยให้เกียรติและฟื้นฟูความรู้ชุมชนท้องถิ่น การเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแบบองค์รวมทำให้แบรนด์เหล่านี้แข็งแกร่งในระยะยาวเพราะเกิดการถักทอตัวเองเข้ากับระบบที่ใหญ่กว่าตนเองอย่างลึกซึ้ง

.
.

แม้แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ใหม่ แนวคิดระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจความสัมพันธ์” กำลังถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Kate Raworth ผู้เสนอแนวคิด Doughnut Economics ชี้ว่า เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนการรักษาสมดุลระหว่างความต้องการมนุษย์และขีดจำกัดของโลก ไม่ใช่การเติบโตแบบไร้ขอบเขตอีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเห็นความเชื่อมโยงและยอมรับความพึ่งพา

ในองค์กร เราสามารถฝึก Connectedness ได้จริงผ่านการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การตั้งเป้าหมายร่วมที่ไม่ได้วัดแค่กำไร แต่รวมถึงผลกระทบต่อสังคม การจัดวงสนทนาอย่างลึกซึ้ง (deep dialogue) ระหว่างระดับตำแหน่ง การส่งเสริมกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น การรีทรีตนอกสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้สัมผัสป่า ได้เดินเท้าเปล่ากับดิน ได้ฟังเสียงธรรมชาติ โดยไม่ใช่เพื่อพักผ่อนแต่เพื่อ “ตื่นรู้” ถึงการมีอยู่ของชีวิตอื่นที่ไม่ได้อยู่ในงบดุล

.

Connectedness คือโลกทัศน์ใหม่ที่โลกธุรกิจต้องกลับมาเรียนรู้ โลกที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของระบบที่ประคับประคองกันอยู่ หากเราตัดการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ เราจะสูญเสียแหล่งพลังงานแท้จริงของชีวิต หากเราตัดการเชื่อมต่อกับมนุษย์คนอื่น เราจะกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีหัวใจ และหากเราตัดการเชื่อมต่อกับตัวเอง เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเรากำลังมุ่งไปสู่จุดหมายใด

ผู้นำที่แท้จึงไม่ใช่แค่ผู้ที่เก่งในการจัดการระบบ แต่คือผู้ที่รู้จัก “กลับไปเชื่อมโยงกับรากเหง้าของชีวิต” และพาผู้อื่นกลับไปสัมผัสสิ่งนั้นด้วย เพื่อสร้างองค์กรที่ไม่ใช่แค่เติบโต แต่ “มีชีวิต” อย่างแท้จริงส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *